สำนึกถิ่นเกิด

หนุ่มสาวอีสานหรือไม่ว่าภาคไหนๆต่างก็ฝันว่าอยากเข้าไปทำงานกรุงเทพฯ หรืออย่างน้อยก็ไปเที่ยวสักครั้ง ก็เห็นเพื่อนบ้านเดินทางไปกันทั้งนั้น ทั้งหญิง ชาย ต่างกลับมาดูเท่ห์ ดูแกร่งกล้า และทันสมัยอย่างที่วิทยุ ทีวีเขานิยมกัน บางคนเดินทางกลับมาตอนทำนา ตอนสงกรานต์ หรือช่วงงานบุญบ้าน

สุพรรษา หรือ "สุ" เยาวชนหญิงสาวบ้านหนองสองหางก็ฝันอย่างนั้น เธอเฝ้ารอวันเรียนจบมัธยมจะรบเร้าขอแม่เข้าไปทำงานกรุงเทพฯตามเพื่อนพี่พี่เขาให้ได้ ใจเธอแทบไม่อยู่ติดบ้านเลย พ่อแม่ชวนไปทำนาทำสวนก็ไม่สนใจ "ทำไปทำไม งานหนัก ตากแดดผิวดำ สู้ไปทำงานกรุงเทพฯดีกว่า ได้แต่งตัวสวยๆ ได้เดินห้างแอร์เย็นฉ่ำ" เมื่อเธอเรียนจบ ม. 6 จึงไม่รอให้เพื่อนชวนแต่อย่างใด เธอซะอีกที่ออกปากชวนเพื่อนเดินตามรอยรุ่นพี่เข้ากรุงเทพฯไปขายแรงงาน...

ชีวิตในกรุงเทพฯสนุกสนามจริงๆอย่างที่ฝัน แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่ฝันทั้งหมด "สุ" ได้มาทำงานหลายอย่างเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามใจชอบ โดยเริ่มจากเป็นพี่เลี้ยงเด็กเล็ก งานร้านซุปเปอร์มาร์เกต เธอจะเปลี่ยนงานทันทีที่เมื่อพบว่างานเดิมมีปัญหา งานสุดท้ายของ "สุ" มาทำงานโรงพิมพ์ งานนี้เธอสนุกมาก มีเพื่อนมากมาย ได้แต่งตัวสวยๆที่เธอชอบตามยุคสมัย ทำงานในห้องแอร์เย็นสบายไม่ต้องตากแดด

นานเข้า...นานเข้า "สุ" เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาใหม่... แม้ว่าจะมีรายได้พอสมควร แต่กรุงเทพฯค่าครองชีพสูงเหลือเกิน เธอพบว่าเงินที่ได้มาชักไม่พอรายจ่ายในแต่ละเดือน ค่าเช่าบ้าน ค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้า ค่าเครื่องสำอาง และอื่นๆจิปาถะ เมื่อถึงปลายเดือนต้องมานั่งกังวลว่าจะทำอย่างไรกับเงินที่รับมาไม่พอกับค่าใช้จ่าย เธอพยายามคิดว่าจะหาทางหารายได้เพิ่มได้อย่างไร แต่ความรู้แค่ ม.6 กับสังคมกรุงเทพฯที่เธอไม่รู้จักใคร ในที่สุดเธอก็ออกปากขอเงินจากทางบ้าน เธอพบว่าวันๆก็ต้องรีบเร่งเดินทาง ทำงานให้ทันตามคำสั่งเจ้านาย ทำไม่ดีก็โดนดุด่า จิตใจลึกๆเธอเริ่มสับสน "เธอตั้งใจเข้ามาเมืองหลวงหางานทำเพื่อเก็บเงิน แต่ต้องกลับขอเงินจากทางบ้านมาใช้เพิ่ม...ทำไม ??

เมื่อถึงช่วงเทศกาลงานบุญ "สุ" ขอลางานกลับบ้านมาพบพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และทุกครั้งที่กลับมาบ้านพ่อแม่เฝ้าชักชวนเธอทำนาทำสวน แม่กับพ่อเตรียมไว้ให้ลูกสาวคนนี้แล้ว แต่ใจเธอก็ผูกติดกับเมืองกรุงเสียแน่นแล้ว

แต่วันที่ฟ้าเปลี่ยนสีก็มาถึง เมื่อพ่อที่เป็นที่รักของเธอไม่สบายหนัก สุ ต้องตัดสินใจกลับไปดูแลพ่อ กระนั้นเธอยังคิดว่าจะมาแค่ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อพ่อดีขึ้นจะกลับเข้าเมืองกรุงอีก...

"สุ" ต้องดูแลพ่อที่ป่วยแล้วยังต้องฝืนเข้าสวนที่พ่อทำเกษตรผสมผสานทิ้งไว้ให้ อย่างไม่ตั้งใจเท่าไหร่นัก สุ เข้าสวนทุกวันเพราะพ่อปลูกพืชหลายอย่างไว้ ต้องดายหญ้า เอาปุ๋ยใส่ต้นผัก และไม้ผล เอาอาหารให้ปลาในสระน้ำ ดูแลต้นไม้นานาชนิดรอบคันสระน้ำ และรอบๆเถียงซึ่งโตทึบไปหมด ไม่โดนแดดเท่าไหร่ วันหนึ่ง "สุ" นั่งลงที่สวนทบทวนความคิดตัวเอง ไม่เห็นเราจะต้องรีบตื่นแต่เช้ามืดเลย เราเข้าสวนก็มีอาหารติดมือกลับบ้านทุกวัน วันวันไม่มีรายจ่ายอะไรเลย พืชผักที่พ่อปลูกก็ขายได้ ทั้งเพื่อนบ้านและแม่ค้ามาสั่งให้เก็บโน่น เก็บนี่ขาย ก็พอมีรายได้เกือบทุกวัน ..ไม่ต้องแข่งขัน ไม่มีใครมาดุด่า มีแต่ความรักที่พ่อแม่มีให้ ญาติพี่น้องก็อยู่กันครบทั่วหน้า คิดถึงใครก็เดินไปเยี่ยมไปหากัน..หมู หมา ก็มีให้เราได้เล่นเพลินๆ

เราอิสระจริงๆ เงินทองเรามีเก็บด้วยซ้ำไปแม้ว่าจะได้น้อยแต่เราก็ไม่มีรายจ่าย หรือจ่ายน้อย พอเพียงแล้ว... "สุ" บอกกับตัวเองว่าจะแต่งตัวไปให้ใครดูกัน หน้าตาเราก็สวยแบบธรรมชาติอยู่แล้วไม่ต้องเสริมแต่งอะไร..

"สุ" ตัดสินใจไม่กลับไปกรุงเทพฯอีกแล้ว เธอพบชีวิตที่แท้จริงแล้ว เธอพบสิ่งที่เธอต้องการแล้ว นอกจากงานในสวน เธอยังพอมีเวลาเหลือ เธอตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มเยาวชนที่เรียกว่า นักนิเวศวิทยาชุมชน เข้าไปศึกษาเรียนรู้ แลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ พี่ๆ ถึงเรื่องของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ท้องถิ่นเรา เธอคิดว่าน่าสนใจมาก เธอไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลยหลายเรื่อง เช่นเรื่องต้นไม้ต่างๆในสวนของเธอว่ามันเป็นสมุนไพร แก้โรคต่างๆ ฯลฯ

เธอเห็นว่าตัวเธอมีคุณค่าต่อสังคมท้องถิ่นของเธอ และเธอคือคนหนึ่งที่เป็นผู้อธิบายให้แก่เพื่อนๆ น้องๆที่คิดจะลงไปทำงานกรุงเทพฯ เหมือนอย่างที่เธอเป็นมาก่อน...

ตาใสซื่อของเธอ มองไปข้างหน้าอย่างมีความหมาย..

สุพรรษา เธอคือสำนึกแห่งยุคสมัย..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เส้นทางที่ผ่าน



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

อยากให้มีคนแบบนี้เยอะๆนะคะ ต้องช่วยกันเผยแพร่ ขอบคุณพี่มากค่ะ