5 เทคนิครับมือกับ "ตากล้อง" ในห้องเรียน

นักศึกษาเดี๋ยวนี้ไม่จดเลกเชอร์กันแล้ว...

แม้แต่คนที่จะเดินมาขอ Handout ตอนท้ายคาบก็ดูเหมือนจะหายากขึ้นทุกที เพราะแทบทุกคนมีกล้องประสิทธิภาพดีในคราบของ "สมาร์ทโฟน" (ที่บางครั้งก็สมาร์ทกว่าเจ้าของ) ติดตัวกันอยู่แล้ว แค่ยกขึ้นมา "ถ่ายรูป" ก็เก็บเลกเชอร์ของอาจารย์กลับไปกอดให้อุ่นใจ เอ๊ย! ไปอ่านได้ทั้งกระบิโดยไม่ต้องจดให้เมื่อยมือ



ยิ่งมือถือรุ่นใหม่ๆ นี่ถึงกับหยิบยกเอาความสามารถในการถ่ายรูปเลกเชอร์มาเป็นจุดขายเลยทีเดียว เช่น

"เลคเชอร์ได้ทันใจ ด้วยฟีเจอร์ xxx ที่จะแปลงภาพถ่ายให้กลายเป็นลายเส้น ไว้บันทึกหรือแก้ไขเพิ่มเติมอย่างง่ายดาย เป็นการจดที่แสนสบายจริงๆ ครับ" หรือ

"ไม่ว่าจะนั่งไกลแค่ไหน ก็ทำให้เพื่อนๆ ไม่พลาดทุกบทเรียน กับ xxx สมาร์ทโฟนพร้อมเลนส์ซูม 10 เท่า!" เป็นต้น

ไม่เชื่อลองดู คลิปวิดีโอ ล้อเลียนสภาพชั้นเรียนขนาดใหญ่แบบแสบๆ คันๆ นี่สิ (ไม่ได้ค่าโฆษณาหรอกนะ =_='')


ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันในหมู่อาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่ไม่น้อย ว่าเราควรจะห้ามหรือปล่อยให้นักศึกษาถ่ายรูปสไลด์กันตามสะดวกดี

ฝ่ายที่เห็นว่าควรห้ามก็จะบอกว่าการจดจะทำให้นักศึกษาเข้าใจและจำเนื้อหาได้ดีกว่า อีกทั้งการถ่ายรูปสไลด์ กระดานดำ หรือไวท์บอร์ดยังเป็นการรบกวนเพื่อนในชั้น ไม่เคารพผู้สอน และละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย

ขณะที่ฝ่ายเห็นว่าควรปล่อยให้ถ่ายก็จะแย้งว่าจะจดหรือจะถ่ายก็ถือเป็นเทคนิคของนักเรียนแต่ละคน ถ้าเป็นกติกาที่ตกลงกันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนแล้วว่าถ่ายได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ข้อที่พูดกันมากก็คือในเมื่อปัจจุบันนี้เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไปมากจนทำให้วิธีการเรียนของนักศึกษาก็เปลี่ยนไป อาจารย์เองก็ควรจะปรับตัวด้วยเช่นกัน

ผู้เขียนเองก็เป็นคนหนึ่งที่อนุญาตให้นักศึกษาถ่ายภาพสไลด์ในห้องเรียนได้ และพยายามหาเทคนิควิธีใหม่ๆ มาใช้ประโยชน์จากเจ้าเทคโนโลยีที่ว่านี้ด้วย จากที่ได้ทดลองปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ของเด็กๆ มาพักหนึ่ง ก็เลยได้เทคนิค 5 ข้อในการรับมือกับ "ตากล้อง" ในห้องเรียนมาแลกเปลี่ยนกัน ดังนี้

ข้อ 1 อย่าลืมตกลงกติกากันก่อน

ข้อนี้สำคัญมาก จะต้องสอนให้นักศึกษารู้ว่าการยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพสไลด์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น นอกจากจะเสียมารยาทแล้ว ยังเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย แม้แต่ในวิชาของผู้เขียนเองซึ่งอนุญาตให้ถ่ายภาพสไลด์ได้ ก็ไม่ใช่นึกจะยกขึ้นมาถ่ายตอนไหนก็ยก เพราะอาจจะรบกวนเพื่อนซึ่งกำลังใช้สมาธิมองจอภาพหรือผู้สอนอยู่ ปกติเมื่อขึ้นสไลด์ใหม่ ก็จะปล่อยให้นักศึกษาถ่ายภาพหรือจดหัวข้อสำคัญก่อน ประมาณ 1-2 นาที จากนั้นจึงค่อยบรรยาย

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องตกลงกันคือ อะไรที่แชร์ได้ทั่วไปและอะไรที่อนุญาตให้แชร์ได้เฉพาะเพื่อนในรายวิชาเท่านั้น มี application (ฟรี) อะไรที่จำเป็นหรือควรเตรียมดาวน์โหลดมาไว้ล่วงหน้าบ้าง นอกจากนี้ ผู้สอนยังควรบอกอธิบายสไตล์การสอนของตนเองแบบคร่าวๆ รวมทั้งบอกข้อดีข้อเสียของการ "ถ่าย" กับการ "จด" เลกเชอร์ให้นักศึกษาทราบด้วย จะได้เลือกใช้วิธีการเรียนได้อย่างเหมาะสม


ถ้าเป็นไปได้ก็ควรสอนวิธีให้นักศึกษากลับไปอ่านทบทวนหรือทำ short note จากสไลด์ที่ถ่ายไป เพื่อจะได้เข้าใจและจดจำเนื้อหาได้ดีขึ้น

ข้อ 2 อย่าใส่ทุกอย่างลงในสไลด์

นักศึกษาหลายคนพอถ่ายรูปสไลด์ไปแล้วก็เริ่มคุยกับเพื่อนบ้าง เล่นเกมบ้าง อัพเฟสบ้าง ยิ่งถ้าอาจารย์ใส่ทุกอย่างที่จะพูดลงในสไลด์ (ใช้สไลด์เป็นสคริปต์) ยิ่งสบายพวกตากล้องเลย เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงต้องไม่ปล่อยให้ถ่ายรูปเสร็จแล้วมีเวลาว่างไปทำอย่างอื่นได้ แต่ต้องพยายามหาเทคนิคการใช้สไลด์ช่วยสื่อสารกับเด็กด้วย เช่น

  • ใส่เฉพาะหัวข้อและโครงร่าง (outline) เรื่องที่จะบรรยายเฉพาะนิยามหรือข้อความ "ต้องจำ" ที่สำคัญ จึงจะใส่ลงในสไลด์เป็นประโยคหรือย่อหน้าเต็มๆ
  • ใช้รูปภาพ แผนภูมิ แผนภาพ หรือ infographic ที่ต้องมีคำอธิบายของเราประกอบ
  • บางสไลด์ ใส่เฉพาะ bullet แล้วเว้นว่างไว้ให้เขียนเติมเองบ้าง อาจใช้วิธีเรียกให้ตอบก็ได้

  • พยายามแทรกตัวอย่างหรือเทคนิคเพิ่มเป็นระยะๆ
  • บางสไลด์ อาจระบุคำหรือข้อความที่สำคัญให้เน้นหรือขีดเส้นใต้ หรือไม่ก็บอกเลยว่าสไลด์นี้สำคัญให้จดหรือถ่ายด้วย วิธีนี้เรียกความสนใจได้ดี แถมยังแก้ง่วงได้ด้วย เพราะบางคนขนาดถ่ายรูปยังไม่เลย รอแชร์จากเพื่อนเอา T_T

สรุปง่ายๆ ลองกลับไปทบทวนสไลด์ของเราดูอีกครั้งค่ะ จินตนาการดูว่าถ้ามีเด็กไม่ได้เข้ามาเรียนแต่ได้สไลด์ทั้งหมดของเราไป เขาจะได้ความรู้เท่าๆ กับเพื่อนที่เข้าเรียนไหม ถ้าไม่มีอะไรต่างกันก็น่าจะถึงเวลาต้องสังคายนาสไลด์ของเราแล้วล่ะค่ะ

ข้อ 3 อย่ากลัวการใช้สมาร์ทโฟน

ถ้าในห้องเรียนมีอินเทอร์เน็ตดีๆ สำหรับทั้งอาจารย์และนักศึกษา อาจถือโอกาสใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนเสียเลย เช่น

  • ให้นักศึกษาค้นข้อมูลจากอินเทอร์เนตมาตอบคำถามหรือทำแบบฝึกหัด
  • ฉายคำถามขึ้นจอ แล้วให้นักศึกษาใช้สมาร์ทโฟนเพื่อตอบคำถามแล้วให้โชว์ขึ้นจอแบบ real-time โดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น Google Apps for Education หรือ Social Media อย่าง Facebook หรือ Twitter
  • ใส่ URL หรือ QR code ให้นักศึกษาเข้าไปดูเว็บไซต์หรืออ่านบทความเพิ่มเติม

ข้อ 4 อย่าลืมเด็กที่ไม่มีสมาร์ทโฟน

เราอาจจะคิดว่าเด็กเดี๋ยวนี้ทุกคนมีสมาร์ทโฟนกันหมด แต่ไม่จริงหรอกค่ะ มีหลายคนที่ไม่มีเจ้าเครื่องมือที่ว่านี้ หรือมีแต่ประสิทธิภาพยังไม่เพียงพอที่จะใช้แทนการจดเลกเชอร์ได้จริงๆ นอกจากนี้ เท่าที่สอนมาก็ยังพบว่ามีเด็กยุคใหม่อีกเป็นจำนวนมากที่ยังชื่นชอบการจดเลกเชอร์ด้วยการเขียนมืออยู่ บางคนก็ชอบจดด้วย Mind map อีกต่างหาก ดังนั้น ถ้าคุณครูจะตัดสินใจ "ไปเร็วๆ" ด้วยการอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ ก็อาจจะใช้วิธีอัพโหลดสไลด์หรือทำเป็น handout ให้นักศึกษาไปพรินต์มาล่วงหน้าด้วยอีกทางหนึ่ง เวลาจดจะได้จดลงในสไลด์ได้ ส่วนกิจกรรมที่ต้องทำผ่านอินเทอร์เน็ตในข้อ 3 ก็อาจใช้วิธีสั่งให้ทำเป็นกลุ่มแทน

ข้อ 5 อย่าพลาดเชียวนะ

ข้อนี้อาจจะฟังดูน่ากลัวหน่อยหนึ่งนะคะ แต่ถ้าเราอนุญาตให้นักศึกษาถ่ายรูปสไลด์ของเราได้ เราก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการทำสื่อการสอนให้มากๆ ทั้งในแง่ความถูกต้องของเนื้อหา การสะกดคำ รวมถึงการนำข้อมูล ข้อความ หรือไฟล์รูปภาพจากที่ต่างๆ มาใช้ เพราะเทคโนโลยีเดี๋ยวนี้มันแชะแล้วแชร์ได้สะดวกมาก เผลอแป๊บเดียวเราอาจกลายเป็นจำเลยทางสังคมหรือจำเลย(จริงๆ) ทางกฎหมายได้ง่ายๆ

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องระวังพลาดคือตอนสอบ ต้องออกข้อสอบให้ตรงกันกับในสไลด์ อย่าหลุด เพราะเด็กเขาก็จะมีหลักฐานมายืนยันว่าอาจารย์สอนแบบนี้จริงๆ นะ นอกจากนี้ก็ต้องระวังเวลาคุมสอบด้วยเพราะถ้านักศึกษานำโทรศัพท์มือถือเข้าห้องสอบได้ หรือขอเข้าห้องน้ำแล้วไปแอบดูภาพที่ถ่ายเก็บไว้ในโทรศัพท์ได้ คราวนี้ล่ะแย่แน่

อ่านๆ ดูแล้ว หลายคนอาจจะรู้สึกว่าการอนุญาตให้นักศึกษาถ่ายภาพสไลด์หรือกระดานในห้องเรียนได้นี่ยากชะมัด ไหนจะต้องปรับทัศนคติ ปรับวิธีการสอน แล้วยังต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นด้วย แต่ผู้เขียนอยากให้มองว่าเด็กทุกวันนี้เขาโตมากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ แทนที่เราพยายามจะแยกเขาออกจากโลกออนไลน์ จะง่ายกว่าไหมถ้าเราเอาตัวเข้าไปอยู่ในโลกของเขาแทน ปรับตัวเราคนเดียวน่าจะง่ายกว่าพยายามฉุดลากเด็กหลายสิบหลายร้อยให้มาอยู่ในโลกของเรา แถมเรายังมีโอกาสได้สอนเขาให้ใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันด้วย

ไม่ลองไม่รู้นะคะ ^^


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Teacher Talk Training



ความเห็น (0)