womenomics (วีเมนโนมิคส์) ผู้หญิงช้างเท้าหน้ากับญี่ปุ่น

กราฟ__ แสดงประชากรรวม (กราฟแท่ง) + คนสูงอายุเกิน 65 ปี (เส้น 1) + เด็ก 0-14 ปี (เส้น 2)

ปี 2013 - 2030 - 2060 หรือ ปี พ.ศ. 2556 - 2573 - 2603 ตามลำดับ

  • ประชากรญี่ปุ่น ลดลง = 127 - 117 - 87 ล้านคน
  • คนสูงอายุ เพิ่มขึ้น = 25.1 - 31.6 - 39.9 ล้านคน
  • เด็ก ลดลง = 12.9 - 10.3- 9.1 ล้านคน

.

แนวโน้มนี้ พบในอาเซียน รวมทั้งไทย เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

จะทำให้ สัดส่วน คนวัยทำงาน ลดลง + สัดส่วนคน เสียภาษี ลดลง

ค่าใช้จ่ายสุขภาพมากขึ้น (คนสูงอายุ ป่วยบ่อย + ค่ารักษาแพงกว่า วัยทำงาน + วัยเด็ก)

ความต้องการ บุคลากรสุขภาพ เช่น พยาบาล หมอฟัน หมอ ฯลฯ เพิ่มขึ้น

.

ประเทศที่มี สัดส่วน เด็กมาก,

เศรษฐกิจ มักจะโตเร็ว

ประเทศที่มี สัดส่วน คนสูงอายุมาก,

เศรษฐกิจ โตช้าลง หรือ ชะงักงัน (แน่นิ่ง ไม่โต)

.

กราฟ__ แสดงร้อยละ ผู้หญิงที่เป็นผู้บริหาร (ร้อยละ)

5 ประเทศแนวหน้า = นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก ฮังการี สหรัฐฯ

.

เป็น ประเทศทางเหนือยุโรป + สหรัฐฯ

5 ประเทศล้าหลัง = ญี่ปุ่น ลักเซมเบิร์ก อิตาลี เบลเยียม สเปน

เป็น ญี่ปุ่น + ยุโรปใต้

ประเทศที่มี สัดส่วนผู้บริหารเป็นผู้หญิง มากกว่า, มักจะมีเศรษฐกิจโตเร็วกว่า

.

กราฟ__ ปัจจัยที่ทำให้ ผู้หญิงญี่ปุ่น ลาออกจากงาน

มาจาก "ปัจจัยผลักดัน - เชิงลบ - ในที่ทำงาน (push factors)"

มากกว่า "ปัจจัยดึงดูด - เชิงบวก - นอกที่ทำงาน (pull factors)"

  • ไม่พอใจสภาพงาน = 63%
  • งานไม่ก้าวหน้า = 49%
  • ลาออก เพื่อดูแล คนสูงอายุ = 38%
  • ลาออก เพื่อดูแล เด็ก = 32%

กราฟ__ ผู้หญิงสหรัฐฯ ที่มีลูกอายุน้อยกว่า 18 ปี (ปี 2012/2555)

.

สัดส่วนโอกาสได้ทำงานไปด้วย + มีลูกด้วย (สีน้ำเงิน)

= การศึกษายิ่งสูง ยิ่งมีโอกาสทำงานไปด้วย มากขึ้น

เข้าใจว่า เป็นเพราะ รายได้สูงกว่า, มีเงินจ่ายค่าสถานที่เลี้ยงเด็ก

สัดส่วนผู้หญิงโสด + มีลูก

= การศึกษายิ่งต่ำ ยิ่งถูกทอดทิ้งหลังมีลูก หรือ เป็น คุณแม่ "ไร้พ่อ" มากขึ้น

.

กราฟ__ แสดงสาขาที่ญี่ปุ่นขาดแรงงาน (ทั้งเต็มเวลา และ บางเวลา / part-time)

  1. รปภ. _ รักษาความปลอดภัย ยาม
  2. ก่อสร้าง เหมืองแร่
  3. บริการ เช่น พยาบาล
  4. วิชาชีพ _ ช่างเทคนิค เช่น ผู้ช่วยพยาบาล
  5. ขับรถ _ ควบคุมเครื่องจักร

งานที่ขาดแรงงาน ส่วนใหญ่ เป็น ภาคบริการ (service)

.......................................................................

.......................................................................

"เดอะ ดิพโลแมท (Diplomat = นักการทูต)" อธิบายกลไกที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตช้ามากกว่า 10 ปีได้ดี,

ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

สมัยก่อน มีคำเปรียบว่า ผู้หญิงเป็น "ช้างเท้าหลัง"

ทุกวันนี้ ผู้หญิง เป็น "ช้างเท้าหน้า" แล้ว

.

ทว่า... ประเทศใดที่ผู้หญิง "ไม่ทำงานนอกบ้าน"

ประเทศนั้น มักจะแข่งขันกับนานาชาติไม่ได้ (อีกต่อไป)...

นายกรัฐมนตรี อาเบะ ประกาศแนวคิด "อาเบโนมิคส์"

ใช้หลักดอกเบี้ยต่ำ เกือบ 0% คล้ายสหรัฐฯ

.

ทำให้ ค่าเงินเยนตก

สินค้าญี่ปุ่น ราคาถูกลง ส่งออกได้ มากขึ้น

คนเข้าไปเที่ยวญี่ปุ่น มากขึ้น

นโยบายต่อไป คือ "ผู้หญิงนำเศรษฐกิจ"

.

หรือ "วีเมนโนมิคส์ (Womenomics)"

ท่านอาเบะกล่าวว่า

เดิมเศรษฐกิจญี่ปุ่น ขับเคลื่อนโดยผู้ชาย (men's idea)

ทว่า... ลูกค้าทั่วโลกครึ่งหนึ่ง เป็นผู้หญิง

.

ทำให้ ญี่ปุ่น ไม่สามารถสร้างนวัตกรรม (innovations)

หรือสร้าง สินค้า-บริการใหม่ ไม่ได้

มีแต่ ของเก่าๆ + แบบเดิมๆ

ไม่มีชีวิตชีวา (vitality)

.

นโยบาย "ผู้หญิงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ" มีอย่างนี้

สร้าง ศูนย์เลี้ยงเด็ก (childcare) เพิ่ม

รองรับเด็ก 300,000 คน

ภายใน มีนาคม 2020/2563

.

ให้บริษัทญี่ปุ่น ส่งรายงานยอดผู้บริหารสตรี

ภายใน มีนาคม 2558

ปรับลดภาษี หรือ ประกันสังคม ให้ผู้หญิงทำงาน

ตั้งเป้า เพิ่มสัดส่วนผู้หญิงวัยทำงาน

.

จาก 68% ในปี 2555

เป็น 73% ในปี 2563

และ เพิ่มสัดส่วนผู้บริหารสตรี

เป็น 30% ในปี 2563

.

สำนักวิเคราะห์ โกลแมน แซคส์ กล่าวว่า

ญี่ปุ่น จำเป็นต้องเพิ่ม สัดส่วนผู้หญิงทำงาน + บริหาร

ซึ่งจะ ให้ผลดีเทียบเท่า ผลผลิตประเทศ (GDP) เพิ่มเกือบ 13%

จึงจะ ชดเชย ผลติดลบจากประชากรลดลง 30% ในปี 2060/2603 ได้

.

ท่านลาการ์ด ผอ.กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IM) กล่าวว่า

ถ้าประเทศยุโรปเหนือ เพิ่ม สัดส่วนผู้หญิงทำงาน ให้เต็มที่

จะเพิ่ม รายได้ต่อหัว = 8%

.

เงินเดือน สตรีญี่ปุ่น เฉลี่ย = 70% ของผู้ชาย

ต่ำกว่าอังกฤษ (UK) = 85%

การสำรวจปี 2553 พบว่า

ผู้หญิงญี่ปุ่น 60% ลาออกจากงาน หลังมีลูก

.

ผลการสำรวจ กระทรวงแรงงานญี่ปุ่น ปี 2554 พบว่า

สัดส่วนผู้หญิงที่ มีโอกาสเป็นผู้บริหารระดับสูง (sogoshoku) = 12%

ปัญหาที่ทำให้ ผู้หญิงทำงานนอกบ้าน ไม่ได้ คือ

(1). เวลาทำงานตายตัว ไม่ยืดหยุ่น

(2). ขาด ศูนย์เลี้ยงเด็ก

(3). วัฒนธรรม ประเพณี ไม่ส่งเสริมให้ผู้หญิงมีลูก ทำงานนอกบ้าน

.

ปัจจัย 3 ข้อนี้ ทำให้ ผู้หญิงตกงาน 3 ล้านคน

รัฐบาลมีแผนจะลดภาษี (ปี 2559)

ให้ สามี-ภรรยา

เพื่อ เพิ่มโอกาสผลิตลูก

.

ถ้าจัดสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้ดี

ญี่ปุ่น มีโอกาสได้แรงงานสตรีเพิ่ม 14 ล้านคน

วิธีหนึ่งที่จะเพิ่มการผลิตลูกได้

คือ ให้ทางเลือก ลาเลี้ยงลูก 3 ปี

.

ช่วงนั้นให้ทำงานบางเวลา แทนเต็มเวลา

ได้ทั้ง คุณแม่+คุณพ่อได้เงินเดือน

เพิ่มจาก 50% เป็น 67%

.

และ ถ้าจะให้คนญี่ปุ่น ตัดสินใจมีลูกมากขึ้น

เพื่อ เพิ่มสัดส่วนเด็ก + คนทำงานในระยะยาว

อาจจะต้องทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกันได้แก่

(1). ลดภาษีให้ คนมีลูก

(2). เพิ่ม ศูนย์เลี้ยงเด็ก + ค่าใช้จ่ายไม่แพง

(3). ลดค่าใช้จ่ายในการ ฝากครรภ์ + คลอดลูก + ค่ารักษาพยาบาล แม่-เด็ก

(4). ลดค่าเล่าเรียนเด็ก

.

ปัญหาสังคม "สว.(สูงวัย)" เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สัดส่วนเด็กเกิดใหม่ ลดลง

ไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดกับญี่ปุ่นเท่านั้น

ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย รวมทั้งไทย ก็จะพบปัญหาคล้ายๆ กัน

.

ประเทศที่ร่ำรวย เช่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฯลฯ

มีความได้เปรียบ คือ

การรับคนที่มีการศึกษาสูง หรือ คนรวย(มาก) เป็นพลเมืองใหม่

ซึ่ง ประเทศส่วนใหญ่ ทำไม่ได้

.

บทเรียนจากญี่ปุ่นสอนเราว่า

"ช้าง เดินด้วยเท้าหน้าข้างเดียว" ไม่ค่อยไหว

ผู้หญิง ไม่ใช่ช้างเท้าหลัง

แต่เป็น เท้าหน้าที่สำคัญยิ่ง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

.

โดยเฉพาะ การสร้างนวัตกรรม (innovation)

หรือ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ - สินค้าบริการรูปแบบใหม่

จะทำได้น้อยลง (มาก)

ในประเทศที่ ผู้หญิงไม่ออกไปทำงานนอกบ้าน

.

ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ

และ ขอสวัสดีปีใหม่ 2558 มาด้วยความเคารพ ครับ

.

From > thediplomat.com/2014/12/japans-womenomics-rebooted/

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บ้านสุขภาพ



ความเห็น (0)