บันทึกเคล็ดวิชา "อานาปานสติ ลม ๗ ฐาน" โดย หลวงพ่อฐิตะอิสระโพธิธรรม ถ่ายทอดโดย อาจารย์ สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณ ท่านอาจารย์ สุวินัย ภรณวลัย ผู้เผยแพร่เคร็ดวิชา

ผมได้เรียนเคล็ดลม ๗ ฐาน จากคุรุสองคนในเวลาใกล้ๆกันครับ คือจากหลวงปู่พุทธะอิสระ กับหลวงพ่อฐิตะ ครับ ซึ่งแนวทางการฝึกเคล็ดลม ๗ ฐาน ของหลวงปู่พุทธะอิสระ กับของหลวงพ่อฐิตะมีความแตกต่างกันในรายละเอียด

ผมได้มีโอกาสพบ "พระในดง"รูปหนึ่งที่จังหวัดเพชรบุรี ท่านชื่อ "หลวงพ่อฐิตะอิสระโพธิธรรม " (ต่อไปขอเรียกสั้นๆว่า หลวงพ่อฐิตะ) ท่านเป็นคนใต้ที่นับถือหลวงปู่ทวด และหลวงปู่เทพโลกอุดร ตอนที่ผมได้พบหลวงพ่อฐิตะครั้งแรก ท่านเป็นพระหนุ่มผิวคล้ำ ร่างสันทัด ท่านเคยเดินธุดงค์ไปถึงสิบสองปันนาและฝึกปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ที่นั่นถึงแปดปีเต็ม ท่านจึงมีอภิญญาและพลังจิตที่สูงมาก ขนาดกล้องออร่าถ่ายรูปท่านแล้ว ไม่ติดแสงใดๆออกมาเลย ...

หลวงพ่อฐิตะ ผู้ถ่ายทอด เคล็ด "อานาปานสติ ลม ๗ ฐาน" ที่หลวงปู่ทวดได้มาสอนท่านในนิมิตให้แก่ผม ผมจะเปิดเผยเคล็ด อานาปานสติ ลม ๗ ฐาน ของหลวงพ่อฐิตะให้สาธุชนทั้งหลายได้รับรู้

ในระหว่างวันที่ ๒๒-๒๔ เมษษยน ๑๙๙๘ หลวงพ่อฐิตะได้เมตตาถ่ายทอด "เคล็ดวิชาอานาปานสติ ลม ๗ ฐาน" ของท่าน ที่ตัวท่านได้รับการสั่งสอนจากหลวงปู่ทวดในนิมิตให้แก่ผม ...หลวงพ่อฐิตะเป็นพระในดงที่มีพลังจิตสูงยิ่ง ผมเคยเห็นท่านใช้จิตเพ่งให้ไฟแช็คที่วางอยู่หลังรถปิ๊กอัฟที่เพื่อนผมขับมาระเบิดต่อหน้าต่อตา ท่านบอกว่า ต้องระเบิดทิ้งเสียตอนนี้ เพราะช่วงที่อากาศร้อนจัด มันอาจระเบิดกลางทางและเป็นอันตรายต่อคนในรถได้ ...เมื่อผมย้อนกลับไปทบทวนเหตุการณ์ในช่วงนั้นเมื่อเวลาผ่านไปหลายปีแล้ว ผมถึงเข้าใจมากขึ้นว่า ชะรอยหลวงพ่อฐิตะในช่วงนั้นท่านคงทราบล่วงหน้าแล้วว่า สังขารนี้ของท่านคงจะอยู่ในโลกนี้ได้อีกไม่นาน เพราะท่านได้ใช้ร่างกายนี้บำเพ็ญอย่างอุกฤษฏ์จนเจียนตายมาแล้วหลายครั้ง ท่านจึงคิดที่จะถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางฝึกปฏิบัติธรรมของท่านให้โลกได้รับรู้โดยผ่านตัวผม

ตอนที่ ๕/๑ ประสบการณ์แห่งการถ่ายทอดเคล็ดวิชาอานาปานสติลม ๗ ฐานของหลวงพ่อฐิตะให้แก่ตัวผมแบบจากจิตสู่จิต จากวิญญาณสู่วิญญาณ จากกายสู่กาย เพื่อเตรียมส่งมอบไปยังคนรุ่นหลังที่มีวาสนาผูกพันกับวิชาของหลวงปู่ทวด ... รายละเอียดที่หลวงพ่อฐิตะได้ถ่ายทอดวิชาอานาปานสติลม ๗ ฐานของท่านให้แก่ผม มีดังต่อไปนี้

... " สุวินัย ศิษย์รัก ก่อนที่เธอจะเริ่มฝึกวิชาอานาปานสติลม ๗ ฐานของหลวงพ่อ ขอให้เธอตั้งจิตอธิษฐานดังต่อไปนี้ ...ข้าพเจ้าจะเจริญกัมมัฏฐานภาวนา บูชาพระรัตนตรัยอุดม สั่งสมทศธรรมบารมี สืบสายวิตก วิจาร ปีติ สติ รวมสุข เอกัคตา ต่อมาให้ถึงฌาน ๔ พร้อมด้วยวสีทั้ง ๕ เดินมรรคาพระอริยะสามัคคี ล้างธุลีกิเลสให้เสื่อมสูญ ตัดมูลอาสวะ อนุสัย ห่างไกลสังโยชน์ทั้งปวง ล่วงให้ถึงประโยชน์ยิ่งใหญ่ ขอคุณพระรัตนตรัย คุณไตรธิราชเทวา คุณบิดามารดา อุปัชฌาย์อาจารย์ คุณความดีทุกประการ จงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้า บรรเทาทุกข์ร้อนให้เหือดหาย ทำลายมาร ๕ ให้พินาศ ปราศจากภยันตรายนิรันดร์ เกษมสันต์ประสบสิ่งเสมอใจ สมดังความมุ่งหมาย ณ โอกาสนี้ด้วยเทอญ ..." (ยังมีต่อครับ อนึ่งตอนที่ ๕ นี้ยาวมากผมจึงซอยเป็นตอนย่อยๆ ค่อยๆอ่าน อย่ารีบอ่าน ค่อยๆพิจารณาข้อธรรมตามไปนะครับ แบบจิบน้ำทีละคำ อุปมาดัง การถ่ายเทจากน้ำเหยือกหนึ่งไปสู่อีกเหยือกหนึ่งโดยมิให้กระเด็นหล่นหาย)

ตอนที่ ๕/๒ ... " สุวินัย ศิษย์รัก คำอธิษฐานจิตข้างต้นของหลวงพ่อนี้ สามารถแยกแยะออกเป็นห้วข้อธรรมต่างๆได้ ๑๕ หัวข้อคือ (๑) กัมมัฏฐาน (๒) ทศบารมี (๓) อิทธิบาท ๔ (๔) นิวรณ์ ๕ (๕) ฌาน ๔ (๖) วสี ๕ (๗) มรรค ๘ (๘) กิเลส ๓ (๙) อาสวะทั้ง ๔ (๑๐) อนุสัย ๑๐ (๑๑) สังโยชน์ ๑๐ (๑๒) มาร ๕ (๑๓) ขันธ์ ๕ (๑๔) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ (๑๕) ปฏิจจสมุปบาท ... ทีนี้ เมื่อกล่าวคำอธิษฐานก่อนนั่งสมาธิจบลงแล้ว ขอให้เธอจงนั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งตัวตรง ไม่เกร็งอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เป็นไปตามปกติ ตั้งหน้าให้ตรง ไม่ก้มหน้า ไม่เชิดหน้า หรือเอียงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง ให้สายตามองไปที่พื้นข้างหน้าพอประมาณ เมื่อเห็นได้ว่าได้ที่พอเหมาะพอควรแล้ว ขอให้เธอจงเริ่มเจริญพรหมวิหาร ๔ แผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาให้แก่สรรพสัตว์ทั่วไปเป็นข้อๆไป ขอให้เธอจงน้อมจิตไปในตนเองด้วยความเมตตา รักใครต่อตนเองก่อนแผ่เมตตาจิตไปยังสรรพสัตว์ โดยให้กระทำอย่างกว้างขวางหมายเอาสัตว์เล็กที่สุดที่เคลื่อนไหวไปมาถึงสัตว์ใหญ่ที่สุด ..."

" สุวินัย ศิษย์รัก ขอให้เธอน้อมจิตเมตตาในสรรพสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งตัวของตัวเองด้วย โดยขอให้ตนเองและสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั่วพิภพนี้ จงเป็นสุขๆโดยเสมอกัน จงอย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงอย่าลำบากกายลำบากใจ จงรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยอันตรายทั้งหลายทั่วกันเถิด อันนี้เรียกว่า เจริญเมตตา "

" สุวินัย ศิษย์รัก ขอห้เธอน้อมจิตคิดสงสารตัวเอง และสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ว่ามีสภาพเหมือนกัน คือเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารซึ่งเกิดมาด้วยอำนาจของกรรม และมีกรรมเป็นเครื่องจำแนกให้อยุ่ในสภาพและฐานะต่างๆกันอันล้วนตกอยู่ในความทุกข์ทั้งสิ้น อันนี้เรียกว่า เจริญกรุณา "

" สุวินัย ศิษย์รัก ขอให้เธอน้อมจิตยินดีในทรัพย์สมบัติตนเองเท่าที่มีอยู่ และพลอยยินดีในทรัพย์สมบัติของคนอื่นๆ หรือในความสุขของคนอื่นๆ อันนี้เรียกว่า เจริญมุทิตา "

"สุวินัย ศิษย์รัก ขอให้เธอน้อมจิตวางเฉย หรือให้จิตอยู่ในลักษณะเป็นกลางๆ ไม่ส่งเสริม หรือซ้ำเติมใคร ให้คิดเสียว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ล้วนแต่เกิดมาตามสภาพแห่งกรรม และมีกรรมเป็นเครื่องจำแนกให้เกิดมาในสภาพและฐานะ ตลอดจนผิวพรรณที่แตกต่างกัน ต่างก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารซึ่งตกอยู่ในความทุกข์หรือเป็นกองทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น อันนี้เรียกว่า เจริญอุเบกขา "

ตอนที่ ๕/๓ ... "สุวินัย ศิษย์รัก เมื่อเธอเจริญพรหมวิหารไปตามลำดับเสร็จแล้ว ก็ขอให้เธอเริ่มลงมือบำเพ็ญทางจิต คือทำจิตกำหนดไปในตัวของตัวเอง โดยกำหนดลมหายใจเข้าและออกก่อน โดยให้ปฏิบัติเป็นขั้นๆไปตามลำดับคือ สูดลมหายใจเข้าให้แรงและลึก แล้วส่งลมหายใจออกให้หมดพร้อมกับทำความนึกน้อมในพุทโธควบคู่ไปด้วย คือ พุทหายใจเข้า โธหายใจออก ให้กระทำอยู่เช่นนี้ ๗-๑๐ ครั้ง เสร็จแล้วให้สูดลมหายใจเข้าค่อยๆ แล้วหายใจออกแรงๆพร้อมกับกำหนดในคำว่าพุทโธดังกล่าวไปด้วย ต่อจากนั้นให้ค่อยๆหายใจเข้า และค่อยๆหายใจออก ให้กระทำอยู่เช่นนี้ประมาณ ๗-๑๐ ครั้งเช่นกัน "

" สรุปสั้นๆก็คือว่า

วาระที่ ๑ หายใจเข้ายาวและหายใจออกยาว ทำประมาณ ๗-๑๐ ครั้ง

วาระที่ ๒ หายใจเข้าสั้นและหายใจออกยาว ทำประมาณ ๗-๑๐ ครั้ง

วาระที่ ๓ หายใจเข้ายาวและหายใจออกสั้น ทำประมาณ ๗-๑๐ ครั้ง

วาระที่ ๔ หายใจเข้าสั้นและหายใจออกสั้น ทำประมาณ ๗-๑๐ ครั้ง "

" ทั้ง ๔ วาระนี้ ขอให้เธอนึกน้อมในคำว่า พุทโธ กำกับไปด้วยทุกวาระ ทั้งต้องพิจารราให้รู้ว่าอย่างไหนสบาย อย่างไหนไม่สบาย ลมที่เข้าหรือออกนั้น สั้นหรือยาว กว้างหรือแคบ อบอุ่น ร้อน หรือเย็นประการใด สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเธอต้องส่งกระแสจิตไปตามลมเข้าและลมออก ลมเข้าไปถึงไหนก็ให้ทำความรู้สึกที่นั้น "

" จากนั้นให้เธอพิจารณาในลมทั้ง ๔ วาระนี้ ถ้าพบลมในวาระใดวาระหนึ่งเป็นลมที่สบาย ก็ขอให้เธอจงยึดเอาลมในวาระนั้นเป็นหลักในการสูบลมต่อไป (ในกรณีของผม คือหายใจเข้ายาวและหายใจออกยาว - สุวินัย) ถ้าเธอยังไม่พบก็ให้ปฏิบัติในขั้นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในที่สุดเธอก็จะพบความสบาย ความปลอดโปร่งขึ้นวันใดวันหนึ่งเอง ข้อสังเกตในการจะพบลมที่สบายนั้นก็คือ ถ้าพบลมที่สบาย เธอจะรู้สึกเบากายเบาใจ เธอจะรู้สึกปลอดโปร่ง มีความสุขเย็นสบายเย็นใจอย่างประหลาด อันเป็นความสุขที่เธออาจไม่เคยพบมีในชีวิต เมื่อเธอพบลมที่สบายในวาระที่ถูกกับจริตของเธอแล้วเช่นนี้ ก็ให้เธอยึดเอาลมในวาระนั้นสูดไป แล้วถึงเริ่มฝึกในขั้นที่สองต่อไปได้ "

ตอนที่ ๕/๔ ... "สุวินัย ศิษย์รัก การฝึกนึกน้อมพุทโธ ในขั้นที่สองนี้ก็มี ๔ ข้อเช่นกันคือ

(๑) พุทหายใจเข้า และโธหายใจออก ให้กระทำอยู่เช่นนี้ ๗-๑๐ ครั้งหรือมากกว่านี้ก็ได้

(๒) ให้รวมพุทโธเข้าด้วยกัน คือพุทโธหายใจเข้า และพุทโธหายใจออก ให้กระทำอยู่เช่นนี้ ๗-๑๐ ครั้งหรือมากกว่านี้ก็ได้

(๓) ให้นึกคำว่าพุทโธๆๆ เฉพาะเวลาหายใจออก ให้กระทำอยู่เช่นนี้ ๗-๑๐ ครั้งหรือมากกว่านี้ก็ได้

(๔) ให้นึกคำว่า พุทโธๆๆ เฉพาะเวลาหายใจเข้า ให้กระทำอยู่เช่นนี้ ๗-๑๐ ครั้ง หรือมากกว่านี้ก็ได้ "

" สุวินัย ศิษย์รัก เมื่อเธอกระทำอยู่เช่นนี้ได้แล้ว ขอให้เธอเลือกเอาลมที่สบายที่สุดในขั้นที่สองนี้เป็นหลักปฏิบัติต่อไปควบคู่กับวาระในขั้นที่หนึ่งตามจริตที่เธอพอใจ โดยมีข้อแม้ว่าเธอต้องได้พบลมสบายในวาระของขั้นที่หนึ่งและข้อใดข้อหนึ่งในขั้นที่สองก่อน (ในกรณีของผมคือ พุทธหายใจเข้า และโธหายใจออก แต่พอภาวนาไปนานๆเข้า ผมก็เลิกบริกรรมพุทหายใจเข้า และโธหายใจออกไปเองโดยอัตโนมัติ) "

"สุวินัย ศิษย์รัก เธอจะต้องไม่ข้ามขั้นตอนในการฝึกเป็นอันขาด หลวงพ่อจะขอยกตัวอย่างของหลวงพ่อเป็นอุทาหรณ์ให้แก่เธอ สมัยที่หลวงพ่อบำเพ็ญทางจิตอยู่ในป่า หลวงพ่อเคยหาทางลัดอยู่หลายวิธี ปรากฏว่าได้หลงอารมณ์จิตตัวเอง ดุจเอื้อมมือที่จะเด็ดผลมากินแต่กลับตกต้นไม้หลายๆครั้ง ได้แต่กินใบของมันทั้งฝาดทั้งขม เจ็บระบมจากการที่ตกลงมา มันเลยเบื่อหน่าย ท้อแท้ ฟุ้งซ่าน รำคาญ สงสัย ลังเล จนไม่คิดเอามันแล้ว ...ดูสิจะได้กินผลมันอยู่แล้วแต่กลับตกลงมาไม่เป็นท่าทุกครั้งไป "

" สติของหลวงพ่อได้กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่หลงเป็นระยะยาวนานเหมือนกัน เมื่อหลวงพ่อได้ยินเสียงกระซิบจากพระชรารูปหนึ่งซึ่งก็คือ หลวงปู่ทวด ท่านพูดว่า ... กูสอน กูพูด กูบอกมึงแล้วมิใช่หรือว่า ให้มึงขึ้นบันได ไม่ใช่ให้มึงถอนบันได มึงปัญญาดี แม้สอนสิ่งใดมึงทำได้ทั้งสิ้นทั้งนั้น แล้วเป็นยังไง มึงถูกกิเลสปิดปัญญาหมดแล้ว มึงหิวมากขนาดนั้นเชียวหรือ "

" กว่าหลวงพ่อจะรู้สติกลับคืนได้ก็เกือบสายเกินแก้ หลวงพ่อจึงลงโทษตัวเองที่ยอมให้กาฝากกิเลสกัดกิน ก่อร่างสร้างกิ่งใบแผ่ปกคลุมเกือบจะปกปิดจิตเดิมแท้ หลวงพ่อนึกโมโหตัวเองที่อวดเก่ง ขาดสติ หลอกตัวเอง ขาดปัญญา ฌานสมาธิ ไร้วิญญาณ เป็นผู้เขลา มีทิฐิมานะ ทะนงตน ขนาดตัวเราฝึกในป่าคนเดียวยังเป็นแบบนี้ หากออกจากป่าไปพบผู้คนได้รับแต่คำสรรเสิญชื่นชม เอาอกเอาใจ ตัวเราจะไม่ยิ่งหลงตนไปยิ่งกว่านี้อีกหรือ เมื่อสำนึกได้เช่นนั้น อยู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาจากเบ้าตาทั้งสองข้างของหลวงพ่อ "

"ดังนั้น หลวงพ่อจึงได้อธิษฐานจิตในครั้งนั้นว่า ในเมื่อกิเลสมันชนะเรา เราก็จงอย่าพักผ่อนนอนหลับเลยตลอด ๙๐ วันหลังจากนี้ จากนั้นหลวงพ่อก็นั่งสมาธิโดยไม่ได้หลับได้นอนเพื่อเอาชนะกิเลสให้ได้เป็นเวลาถึง ๘๙ วัน จนเผลอหลับไปในอีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนครบ ๙๐ วันเท่านั้น อย่างไรก็ดี ผลของการฝึกชนะกิเลสในครั้งนั้นของหลวงพ่อ ทำให้หลวงพ่อได้ค้นพบและรู้ว่า จิตที่ปราบกิเลสและรู้ทันกิเลสได้นั้น มันได้ผ่านลม ๗ ฐาน "

"สุวินัย ศิษย์รัก หลวงพ่อจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาลม ๗ ฐานของหลวงพ่อให้เธอต่อ ในขั้นต่อไปหรือขั้นที่สามนี้ จะเกี่ยวกับการเดินลมโดยเฉพาะ ซึ่งมีหลักปฏิบัติดังนี้ ... "

ตอนที่ ๕/๕ ... "สุวินัย ศิษย์รัก ในการเดินลม สติของเธอจะต้องไม่หลงลืมเป็นอันขาด เพราะสติเป็นปราการในการควบคุมจิต ให้จิตเป็นไปตามลม จากนั้นให้เธอสูดลมหายใจเข้าไป และพร้อมๆกันนั้นก็ให้ทำความรู้สึกไปตามลมด้วย ให้ลมที่เธอสูดเข้าไปนั้นไปรวมอยู่ที่ท้ายทอย (จุดพินธุในกุณฑาลินีโยคะ-สุวินัย) โดยที่เวลาหายใจออกก็ให้ทำความรู้สึกส่งลมวิ่งไปตามกระดูกสันหลังจนทะลุออกปลายเท้าข้างขวา แล้วหายใจเข้าไปรวมที่ท้ายทอยอีก ทีนี้ก็ให้ทำความรู้สึกส่งลมเวลาลมหายใจวิ่งออกไปตามสันหลังจนทะลุออกปลายเท้าข้างซ้าย "

"ต่อไปให้สูดลมหายใจเข้าไปรวมไว้ที่ท้ายทอยอีก คราวนี้ให้ทำความรู้สึกส่งลมเวลาหายใจออกให้วิ่งไปตามแขนข้างขวาจนทะลุออกปลายนิ้วมือขวา คราวนี้ สูดลมหายใจเข้าไปรวมที่ท้ายทอยอีกแล้วทำความรู้สึกส่งลมเวลาหายใจออกให้วิ่งไปตามแขนข้างซ้ายจนทะลุออกปลายนิ้วมือซ้าย "

ตอนที่ ๕/๖ การที่ปัญญาชนนักเรียนนอกและเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างตัวผม หันมาสนใจเรื่องธาตุกายสิทธิ์อย่างเหล็กไหลคงเป็นอะไรที่แปลกเพี้ยนในสายตาของคน"หัวสมัยใหม่"ที่ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว และ คนไฝ่ธรรมแบบคติเหตุผลนิยมที่ไม่มีของเหล่านี้ในครอบครอง ก็จะดูแคลน คนที่มีธาตุกายสิทธิ์ว่าติดแค่เปลือก กระพี้มากกว่าเข้าถึงแก่นธรรม ... ผมไม่ปฏิเสธว่าสามารถมีมุมมองทั้งสองแบบข้างต้นนี้ต่อธาตุกายสิทธิ์อย่างเหล็กไหลได้ เพียงแต่ตัวผมมีจุดยืนและมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ที่พิเศษเฉพาะตัว(แบบ "มังกรจักรวาล" )เกี่ยวกับธาตุกายสิทธิ์อย่างเหล็กไหลในฐานะที่ตัวเองเป็นทั้งผู้แสวงธรรม นักภาวนา และ นักสืบค้นวิจัยว่า คนที่ยังไม่บรรลุธรรมและคิดฝึกจิตโดยไม่อาศัยธาตุกายสิทธิ์จากอีกมิติหนึ่งมาช่วยเสริมการบำเพ็ญทางจิตของตนนั้นสามารถทำได้ก็จริง แต่มันจะเป็นเหมือนการเดินทางออกไปท่องอวกาศโดยไม่ผ่าน "รูหนอน" ไปยังเป้าหมายปลายทาง แต่ถ้าคนนั้นได้เจอ "ทางสายเอก" หรือ วิถีแห่งมหาสติปัฏฐานผ่านคุรุด้วยหัวใจและศรัทธาอย่างแรงกล้าแล้ว ผู้นั้นก็ย่อมบรรลุเป้าหมายปลายทางได้ในที่สุด ... แต่จะไม่ดีกว่าหรือหากเราทั้งภาวนาตามหลักสติปัฏฐานที่คุรุถ่ายทอดให้จากจิตสู่จิต (ในที่นี้คือเคล็ดวิชา อานาปานสติลม ๗ ฐาน) และก็น้อมนำพลังของธาตุกายสิทธิ์อย่างเหล็กไหลมาใส่ตัว เพื่อสร้าง "รูหนอน"แห่งกระแสนิพพานขึ้นมาในจิตพร้อมๆกันไปด้วย ... ผมขอถ่ายทอดเคล็ดวิชาอานาปานสติ ลม ๗ ฐานของหลวงพ่อฐิตะต่อนะครับ

" สุวินัย ศิษย์รัก หลังจากที่เธอได้ฝึกเดินลมตามที่หลวงพ่อได้ถ่ายทอดให้เธอไปก่อนหน้านี้จนชำนาญแล้ว ต่อไปให้เธอเปลี่ยนจุดรวมลม จากเดิมที่รวมลมอยู่ที่ท้ายทอย คราวนี้ให้สูดลมหายใจเข้าไปไว้ที่สันหลังในระยะตรงกับหัวใจ (จักระหัวใจด้านหลัง - สุวินัย) แล้วส่งลมให้พัดอู้ไปในบริเวณทรวงอกให้ลมกรุ่นอยู่ที่นั่น (คือให้กักลมหรือกลั้นลมหายใจหลังจากหายใจเข้าไว้ที่บริเวณทรวงอกนั่นเอง-สุวินัย) ...พอทำเช่นนี้แล้ว คราวนี้สูดลมหายใจเข้าไปรวมที่กระดูกสันหลังในระยะตรงกับหัวใจอีก แล้วกักลมหลังจากหายใจเข้าพร้อมกับส่งลมเข้าไปในบริเวณกระเพาะลำไส้ (จักระที่ ๓ บริเวณเหนือสะดือของโยคะ - สุวินัย) ..."

ตอนที่ ๕/๗ " สุวินัย ศิษย์รัก คราวนี้ให้เธอเปลี่ยนจุดรวมลมอีก โดยสูดลมหายใจเข้าไปรวมที่หว่างคิ้ว (จักระที่ ๖ ของโยคะ) เวลาหายใจออกก็ให้ทำความรู้สึกส่งลมวิ่งไปสู่กระโหลกศีรษะด้านใน แล้วส่งลมพัดอู้ไปทั่วทุกส่วนของร่างกายให้ซาบซ่านไปทุกขุมขน ให้มีความรู้สึกไปพร้อมๆกัน (คิดว่าน่าจะเป็นการกักลมหรือกลั้นลมหายใจหลังจากหายใจเข้าไว้ที่ด้านในของกระโหลกศีรษะแล้วจึงส่งลมไปทั่วทุกส่วนของร่างกายตอนหายใจออก - สุวินัย) ... อนึ่ง คำว่าส่งลมในที่นี้ หลวงพ่อหมายถึงการทำความรู้สึกเช่นนั้น คือรู้สึกว่าลมได้วิ่งไปตามความรู้สึกที่เราส่งนั้น ในขั้นแรกๆก็จะไม่ปรากฏอะไร ต่อเมื่อได้ทำกลับไปกลับมาทุกๆวาระให้ติดต่อเนื่องกันอยู่เช่นนี้จนชำนาญและเคยชินแล้วก็จะปรากฏเหมือนกับว่าลมได้วิ่งไปตามที่เราทำความรู้สึกส่งนั้นจริงๆ "

" ศิษย์รัก การที่หลวงพ่อให้เธอเดินลมอยู่เช่นนี้ก็เพื่อให้จิตเธอไปตามลม ในเมื่อจิตเธอเดินอยู่กับลมไปตามวาระต่างๆโดยเฉพาะในขั้นที่สามนี้ จิตก็จะรวมอยู่ในอำนาจของเธอ อย่าลืมว่าสติเป็นปราการสำคัญที่สุดในการที่จะควบคุมจิตให้เป็นไปตามลม ในเมื่อเธอกระทำอยู่เช่นนี้ได้แล้ว จิตเธอจะเริ่มสบาย เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วเธอจะนึกถึงพุทโธหรือไม่นึกถึงก้ได้ ไม่สำคัญอีกต่อไป "

" ... ที่สำคัญคือ จงให้สติควบคุมจิตไว้ให้ได้ และให้สำเหนียกรู้อยู่ทุกขณะจิตว่า ลมได้วิ่งไปถึงไหนและอยู่ที่ไหน เมื่อเธอปฏิบัติมาถึงขั้นนี้แล้ว เธอจะมีความรู้สึกปลอดโปร่ง จะรู้สึกอบอุ่น รู้สึกครึ้มใจอันเป็นสุขอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่ความสะอาดของลมปราณที่เข้าไปภายในร่างกายตามวาระต่างๆในขั้นที่สามนั้นได้เข้าไปฟอกโลหิตเสียให้เป็นโลหิตดีอันเป็นประโยชน์แก่ร่างกายและทำให้เกิดความสบายกาย สบายใจ ในเมื่อมีความรู้สึกเช่นนี้แล้วก็ให้เธอปฏิบัติต่อไปจนรู้สึกว่าลมเต็ม คำว่าลมเต็มในที่นี้ หลวงพ่อหมายความว่าทุกๆส่วนในร่างกายเกิดซาบซ่านทุกขุมขน คือลมได้ซาบซ่านซึมสิงอยู่ทั่วๆไปพร้อมกับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับร่างกาย ... เมื่อเธอฝึกปฏิบัติมาได้ถึงขั้นนี้แล้ว เธอถึงสามารถเริ่มฝึกขั้นที่สี่ได้ "

ตอนที่ ๕/๘ " สุวินัย ศิษย์รัก เมื่อเธอฝึกปฏิบัติในขั้นที่สามได้อย่างช่ำชองแล้ว เธอถึงสามารถเริ่มการฝึกในขั้นที่สี่ซึ่งเป็นการฝึกพักจิตไว้ในฐานทั้ง ๗ ตามหลักวิชาอานาปานสติลม ๗ ฐาน ของหลวงพ่อได้ การพักจิตนี้ หลวงพ่อหมายความว่า ให้เธอตั้งจิตไว้ในฐานต่างๆฐานใดฐานหนึ่งโดยที่เมื่อจิตของเธอตั้งอยู่ในฐานใดก็ให้เธอทำความรู้สึกอยู่แต่ในฐานนั้นโดยเฉพาะ คือให้จิตกำหนดรู้เพียงว่าลมได้ผ่านเข้าออกนิดๆที่ฐานนั้นเท่านั้น (ในขั้นที่สี่นี้จะไม่เน้นการเดินลมเหมือนขั้นที่สาม แต่จะเน้นที่การวางจิต หรือการพักจิตให้นิ่งอยู่ในแต่ละฐาน - สุวินัย) "

" ศิษย์รัก ฐานต่างๆอันพึงจะให้จิตพักหรือตั้งอยู่ในการฝึกขั้นที่สี่นั้นมีอยู่ ๗ ฐานดังต่อไปนี้ ...

ฐานที่ ๑ ปลายจมูก ฐานที่ ๒ หน้าผาก ฐานที่ ๓ กลางศีรษะหรือกลางกระหม่อมด้านนอก ฐานที่ ๔ กลางศีรษะหรือ กลางกระหม่อมด้านใน ฐานที่ ๕ เพดานปาก ฐานที่ ๖ ลิ้นปี่ ฐานที่ ๗ กลางกายหรือที่ สะดือ ... เมื่อเธอรู้จักฐานที่พักหรือฐานที่ตั้งของจิตเช่นนี้แล้ว ก็ให้เธอปฏิบัติเป็นขั้นๆไปดังนี้ ... "

"ขั้นที่ ๑ ตั้งจิตไว้ที่ฐานที่ ๑ (ปลายจมูก) โดยต้องวางเรื่องการเดินลม ขอให้เธอตั้งจิตไว้ที่ปลายจมูกให้นานอสมควร ในขณะที่ตั้งจิตไว้ที่ฐานที่ ๑ นี้ มีข้อควรสังเกตคือ เมื่อนานๆไป หรือนานๆเข้าเธอจะรู้สึกว่ามีวัตถุชนิดหนึ่งมาจุกไว้ที่รูจมูกเป็นวัตถุก้อนเล็กๆ แต่แล้ววัตถุอันนั้นจะค่อยๆโตขึ้นจนเต็มรูจมูก หากเธอเกิดรู้สึกเช่นนี้อย่าตกใจนั่นเป็นแต่เพียงนิมิตเท่านั้น ไม่มีภัยอันตรายอะไร ถ้าเธอต้องการให้วัตถุนั้นหายไปก็ให้สูดลมเข้าไปแรงๆวัตถุนั้นก็จะหายไปเอง "

ฐานหรือที่พักจิตในวิชาของหลวงพ่อฐิตะ ที่ไม่เหมือนกับของโยคะ ท่านบอกกับผมว่า ท่านเป็นนักบวช การฝึกวางจิตที่จักระที่ ๑ กับที่ ๒ จะไปกระตุ้นความรู้สึกทางเพศท่านจึงไม่ฝึกในวิชาลม ๗ ฐานของท่านครับ

ฐาน ๗ ฐาน ในวิชาลม ๗ ฐานของหลวงพ่อฐิตะจึงครอบคลุมแค่ จักระ ที่ ๓ จักระ ที่ ๔ จักระที่ ๕ จักระที่ ๖ และจักระที่ ๗ ของโยคะเท่านั้น

คำว่าฐานในวิชาลม ๗ ฐาน จึงไม่ใช่ จักระ เพราะฐานเป็นที่พักจิต ขณะที่จักระเป็นศูนย์พลังงานของกายทิพย์ ฐานอาจไปพ้องกับจักระ แต่มิใช่จักระทุกจักระจะเป็นที่ตั้งของฐานในการพักจิต

ส่วนฐานทั้ง ๗ ในวิชาลม ๗ ฐานของหลวงปู่พุทธะอิสระ ท่านบอกว่าผู้นั้นจะรู้เองเมื่อฝึกไปถึงครับ

ตอนที่ ๕/๙ "... ขั้นที่ ๒ สุวินัย ศิษย์รักในเมื่อเธอตั้งจิตไว้ในฐานที่ ๑ ตรงปลายจมูก พอสมควรแล้วก็ให้เธอเลื่อนจิตไปตั้งไว้ที่ ฐานที่ ๒ (หน้าผาก) ต่อไป และในการเลื่อนนี้เธอจะต้องรู้จังหวะคือ ก่อนเลื่อนให้เธอทำความรู้สึกให้จิตรู้เสียก่อนว่าเธอจะเลื่อนแล้ว จึงเลื่อนจิตตามไปตั้งไว้ยังฐานนั้นๆ เพราะถ้าเธอไม่ทำความรู้สึกให้จิตรู้เสียก่อน จิตเธออาจยังไม่เลื่อนไปตามความคิดหรือความรู้สึกก็ได้ ... หลังจากที่เธอเลื่อนจิตไปตั้งไว้ในฐานที่ ๒ นานพอสมควรแล้ว ให้เธอเลื่อนจิตกลับไปตั้งไว้ยังฐานที่ ๑ อีกนานพอสมควร แล้วจึงเลื่อนจิตจากฐานที่ ๑ กลับไปตั้งไว้ยังฐานที่ ๒ อีกครั้งนานพอสมควร ...เธอต้องฝึกเลื่อนจิตทำกลับไปกลับมาอยู่เช่นนี้ จนเธอรู้สึกว่าจิตเธอได้เลื่อนไปตามแล้วจริงๆ เธอถึงจะละจิตจากฐานที่ ๑ ไปตั้งไว้ยังฐานที่ ๒ ต่อไปตามเดิม ... เมื่อจิตเธอตั้งอยู่ในฐานที่ ๒ นี้ มีข้อควรสังเกตคือ เมื่อนานๆเข้าจะปรากฏอาการมึนชาไปทั่วใบหน้า หรือมีวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งมาทาบไว้ แต่ก็อย่าตกใจให้มีสติกำหนดรู้ไว้ ให้ทำจิตเพ่งอยู่ที่ฐานที่ ๒ นี้ต่อไป อย่าละไปจากฐานที่ ๒ นี้เป็นอันขาด ถึงจะมีนิมิตอะไรมาปรากฏเฉพาะหน้า หรือได้เห็นอะไรก็อย่าตกใจ และอย่าเอาใจใส่ แต่ให้ทำความรู้สึกอยู่ในฐานที่ ๒ นี้ต่อไป "

ตอนที่ ๕/๑๐ "...ขั้นที่ ๓ เมื่อเธอตั้งจิตไว้ที่ฐานที่ ๒ กลางหน้าผาก นานพอสมควรแล้ว จึงให้เลื่อนจิตไปตั้งไว้ยังฐานที่ ๓ กลางกระหม่อมด้านนอก ต่อไป ในขณะที่จิตเธอตั้งมั่นอยู่ในฐานที่ ๓ นี้ มีข้อสังเกตคือ เมื่อจิตเพ่งไปนานๆเข้าจะปรากฏเหมือนมีอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งมาครอบศีรษะหรือครอบรวมทั้งตัวด้วย บางครั้งรู้สึกหนัก บางครั้งจะรู้สึกเบา แต่ข้อสำคัญให้เธอมีสติกำหนดรู้อยู่ตลอดเวลาว่า หากมีสิ่งที่เห็นหรือมาปรากฏ จะเป็นอะไรก็ช่างมัน การที่ได้เห็นเช่นนั้นหรือมีอะไรมาปรากฏเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ชอบเป็นสิ่งที่เธอปรารถนาแล้ว เมื่อปรากฏดังนี้แล้วก็ให้เธอเลื่อนจิตไปตั้งไว้ในฐานที่ ๔ กลางกระโหลกศีรษะด้านในต่อไป ..."

"... สุวินัย ศิษย์รัก ก่อนที่เธอจะเลื่อนจิตไปยังฐานที่ ๔ เธอควรจะฝึกเลื่อนจิตไปมา ระหว่างฐานที่ ๑ ไปยังฐานที่ ๒ และไปยังฐานที่ ๓ ให้คล่องแคล่วชำนาญเสียก่อนถึงจะเริ่มฝึกขั้นที่ ๔ ได้ ในขั้นที่ ๔ นี้ ให้เธอตั้งจิตไว้ในฐานที่ ๔ กลางกระโหลกศีรษะด้านในและในขณะที่จิตเธอตั้งอยู่ในฐานที่ ๔ นี้มีข้อควรสังเกตคือ จะปรากฏมีอาการเสียวๆในสมองหรือจะรู้สึกหนาวๆร้อนๆ บางครั้งจะเห็นภาพอันน่าเกลียดน่ากลัวต่างๆ บางครั้งจะเห็นภาพสวยงามต่างๆ หรืออาจได้ยินเสียงต่างๆหรือได้กลิ่นซากศพต่างๆก็จงอย่าไปยึดถือ อย่าไปติดในภาพนิมิต อย่าไปเอาใจใส่ และอย่าตื่นเต้นตกใจ หากแต่ให้กำหนดรู้อยู่เพียงว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีอะไร นอกจากเป็นผลการปฏิบัติของเราเท่านั้น ให้กำหนดรู้อยู่ตลอดเวลาว่า เรากำลังนั่งบำเพ็ญอยู่และเราอยู่กับจิตของเราเองจึงควรที่จะข้ามไปเสีย ..."

ตอนที่ ๕/๑๑ " สุวินัย ศิษย์รัก ในขั้นที่ ๕ นี้ ... หลังจากที่เธอตั้งจิตอยู่ที่ ฐานที่ ๔ กลางกระโหลกศีรษะด้านใน อยู่นานพอสมควร เธอจึงค่อยเลื่อนจิตไปตั้งไว้ในฐานที่ ๕ เพดานปาก ต่อไป ในขณะที่เธอตั้งจิตอยู่ในฐานที่ ๕ นี้ มีข้อควรสังเกตคือ เธออาจจะมองเห็นภาพทะลุลงไปข้างล่างเหมือนมองลอดรูลงไปที่ใต้ถุนบ้านใต้ถุนเรือน ฉะนั้นเธออาจจะมองเห็นสิ่งต่างๆบางอย่าง แต่อย่าไปเอาใจใส่ให้เธอเพ่งจิตอยู่ในฐานนี้ต่อไป เมื่อจิตเธอเพ่งอยู่ในฐานนี้นานพอสมควรแล้ว จึงเลื่อนจิตไปตั้งไว้ที่ฐานที่ ๖ ลิ้นปี่ ต่อไป ..."

"... ขั้นที่ ๖ การเลื่อนจิตจากฐานที่ ๕ ไปไว้ในฐานที่ ๖ คือ ลิ้นปี่นี้ ขอให้เธอกระทำเช่นเดียวกับฐานอื่นๆดังได้กล่าวมาแล้ว ข้อสำคัญอย่าได้เลื่อนจิตมาข้างนอก แต่ให้เธอเลื่อนจิตจากเพดานปากทะลุลงไปในลำคอหรือตามลำคอ แล้วไปตั้งจิตไว้ที่ลิ้นปี่ หรือ ฐานที่ ๖ ในขณะที่จิตเธอตั้งอยู่ในฐานที่ ๖ นี้ มีข้อสังเกตคือ จะปรากฏเห็นหมอกสีขาวประดุจสำลีกระจายไปทั่ว ให้เธอทำจิตเพ่งหมอกควันนั้นให้กระจายออกไปให้เห็นเป็นสีใสสะอาดบริสุทธิ์ ครั้นแล้วความสว่างไสวจะเกิดขึ้น จะมองเห็นท้องฟ้าทะลุปรุโปร่งไปหมด จะมีนิมิตต่างๆมาปรากฏให้เห็นอย่างมากมาย เมื่อเธอบำเพ็ญมาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าเธออยากเห็นอะไรก็จะได้เห็น อยากรู้อะไรก็จะรู้หมด แต่ข้อนี้เธออย่าได้เอาใจใส่เลย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงนิมิตอันเป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติหรือการบำเพ็ญของเราเท่านั้น ถ้าเธอต้องการโลกุตรธรรมก็ให้ก้าวต่อไป ... "

ตอนที่ ๕/๑๒ " สุวินัย ศิษย์รัก เมื่อจิตของเธอเพ่งอยู่ในฐานที่ ๖ บริเวณลิ้นปี่นี้แล้ว เธอก็ควรให้จิตเพ่งอยู่ในฐานนี้นานยิ่งกว่าฐานอื่นๆทั้งหมด เพราะจิตจะสงบลงเป็นอัปปนาสมาธิ คือสมาธิอันแน่วแน่เป็นฌานก็ในฐานนี้ เมื่อจิตของเธอสงบลงเป็นอัปปนาสมาธิแล้วจะปรากฏเหมือนว่า ภายในร่างกายของเธอไม่มีอะไรเลย นอกจากสภาพอันว่างเปล่าเป็นอากาศ เสมือนกายรวมก้อนลงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะรู้สึกซาบซ่านทั่วถึงกันและเป็นร่างกายที่ใสสะอาดเหมือนแก้วหรือเจดีย์แก้วจะมองเห็นทะลุปรุโปร่งในภายในร่างกายหมด สภาวะของรูปกายที่ปรากฏดังนี้แหละ เรียกว่ากายแห่งจิตหรือกายทิพย์ สำหรับผู้ที่ยังมีราคะอยู่จะเลื่อนจิตไปตั้งไว้ยังฐานที่ ๗ บริเวณกลางกายหรือที่สะดือต่อก็ได้ แต่เนื่องจากฐานนี้เป็นที่ตั้งแห่งกามราคะ ผู้บำเพ็ญทางจิตที่มุ่งโลกุตรธรรมมักไม่ถือเป็นหลักปฏิบัติในการตั้งจิตไว้ในฐานนี้ ... "

" ศิษย์รัก การตั้งจิตไว้ในฐานต่างๆทั้ง ๗ ฐานดังกล่าวนี้แต่ละฐานย่อมขึ้นอยู่กับอุปนิสัยหรือภูมิจิตของแต่ละบุคคล กล่าวคือ บุคคลบางคนที่บำเพ็ญหรือปฏิบัติตามวิชาอานาปานสติลม ๗ ฐานนี้ อาจไม่ปรากฏเห็นนิมิตหรือเห็นภาพอะไรเลย (ตัวผมเป็นหนึ่งในนั้นคือไม่ปรากฏเห็นนิมิตหรือเห็นภาพอะไรเลย- สุวินัย) คือปรากฏมีแต่ความใสสะอาดมาทุกๆฐาน ขณะที่บุคคลบางคนก็อาจปรากฏเห็นภาพหรือนิมิตต่างๆมาตลอดทุกฐานได้เช่นเดียวกัน ... "

"... สำหรับบุคคลที่ปรากฏมีแต่ความใสสะอาดมาทุกๆฐานนั้นได้ชื่อว่า เป็นผู้หลุดพ้นไปในทางปัญญาวิมุติ คือหลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งปัญญา ส่วนบุคคลผู้ปรากฏเห็นภาพหรือนิมิตมาตลอดทุกๆฐานนั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้หลุดพ้นในทางเจโตวิมุติ คือหลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งใจ บุคคลผู้หลุดพ้นในทางเจโตวิมุตินั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้สามารถแสดงปรากฏการณ์หรืออภินิหารต่างๆได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ เพราะปรากฏการณ์หรืออภินิหารต่างๆนั้นเป็นผลที่เกิดจากอานุภาพทางใจหรืออำนาจแห่งใจโดยเฉพาะ ... อนึ่ง เกี่ยวกับการตั้งจิตไว้ในฐานต่างๆนี้มีเงื่อนไขในการปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่ง คือว่า สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเส้นประสาท ท่านให้เลื่อนจิตจากฐานที่ ๓ ข้ามฐานที่ ๔ ไปตั้งไว้ในฐานที่ ๕ ได้เลยทีเดียว เพราะการตั้งจิตไว้ในฐานที่ ๔ นั้น เมื่อบังเกิดอาการเสียวๆขึ้นในสมอง เกรงว่าผู้นั้นจะทนทานต่ออาการเสียวไม่ได้ ก็อาจเป็นเหตุให้เสียหายแก่การบำเพ็ญได้ "

ตอนที่๕/๑๓ "สุวินัย ศิษย์รัก เมื่อเธอรวมจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไว้ในฐานที่ ๑-๒-๓-๔-๕-๖ (และ๗) ได้แล้ว จิตของเธอก็จะเริ่มสงบลงโดยลำดับ กล่าวคือในเบื้องแรกทีเดียว จิตจะสงบลงเป็นสมาธิได้ชั่วขณะนิดหน่อยเรียกว่า สงบลงเป็นขนิกสมาธิ ในลำดับต่อไปจิตจะสงบลงเป็นสมาธิได้มากขึ้น ได้นานขึ้น จิตจะนิ่งอยู่กับที่ได้นานๆแต่ยังไม่ถึงกับแน่วแน่ทีเดียวแต่ก็นับว่าแต่ก็นับว่าใกล้ต่อความเป็นฌานเข้าไปมากแล้ว สภาพของจิตที่สงบลง นิ่งลงจนใกล้ฌานเช่นนี้เรียกว่าอุปจาระสมาธิ เมื่อจิตสงบลงจนเป็นอุปจาระสมาธิแล้ว ในลำดับต่อไป จิตก็จะสงบนิ่ง ดิ่งลงไปอย่างแน่วแน่จนเป็นฌานเรียกว่า จิตสงบลงเป็นอัปปนาสมาธิ ซึ่งแปลว่าสมาธิอันแน่วแน่เป็นฌาน เมื่อจิตเป็นอัปปนาสมาธิแล้ว ทีนี้ปฐมฌานก็เกิดขึ้น เมื่อได้บรรลุปฐมฌานแล้ว ทุติยฌานก็เกิดขึ้น เกิดตติยฌาย และจตุตถฌานตามลำดับ..."

"... ต่อจากนั้นก็เข้าถึงส่วนของความสว่างที่เรียกว่า สว่างจากโลกซึ่งหมายถึงความสว่างภายใน ซึ่งเป็นตัวปัญญาอันเป็นธาตุทิพย์ที่มีอยู่แล้วในโลก ปัญญาอันนี้เองที่เป็นตัวความรู้แจ้งเห็นจริงของสิ่งทั้งปวงหรือสภาวะธรรมทั้งปวงซึ่งเกิดขึ้นมาเองโดยไม่ต้องมีใครสอนแต่ได้มาจากการปฏิบัติบำเพ็ญอันประกอบด้วยองค์มรรคทั้ง ๘ ในการฝึกอานาปานสติลม ๗ ฐาน..."

"...คือ (๑) การหายใจเข้าและหายใจออกโดยเชื่อว่าจะนำธาตุทิพย์หรือตัวปัญญาอันเป็นทิพย์ให้เกิดขึ้นมาได้ เรียกว่า สัมมาทิฐิ(ความเห็นชอบ)

(๒) การสำรวจลมที่หายใจเข้าและหายใจออกว่าอย่างไหนสบาย อย่างไหนไม่สบาย อย่างไหนกว้าง อย่างไหนแคบ อย่างไหนสั้น อย่างไหนยาว อย่างไหนอบอุ่น ร้อน เย็น เหล่านี้เป็นต้นเรียกว่า สัมมาสังกัปปะ(ความดำริชอบ)

(๓) การกำหนดกองลมที่สบายคือกำหนดรู้ในลมที่หายใจเข้าและหายใจออกว่าอย่างไหนสบายเรียกว่า สัมมาวาจา(วาจาชอบ)

(๔) การสูดลมเข้าออกไปตามวาระต่างๆนั้นเรียกว่า สัมมากัมมันตะ(การงานชอบ)

(๕) การสูดลมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายหรือสูดอากาศธาตุอันเป็นธาตุทิพย์เข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายหรือเข้าไปฟอกโลหิตเสียให้เป็นโลหิตดี อันเป็นประโยชน์แก่ร่างกายนั้นเรียกว่า สัมมาอาชีวะ(การงานชอบ)

(๖) การสูดลมหรือการกำหนดลมเพื่อที่จะรู้ว่าลมที่เข้าออกอันไหนเป็นลมที่สบายหรือไม่สบายนั้นเรียกว่าเรียกว่า สัมมาวายามะ(ความเพียรชอบ)

(๗) การระลึกอยู่ในกองลมหรือการมีสติกำหนดรู้ในลมหายใจเข้าและลมหายใจออกอยู่นั้นเรียกว่า สัมมาสติ(ความระลึกชอบ)

(๘) การตั้งจิตอยู่ในฐานต่างๆนั้นเรียกว่า สัมมาสมาธิ(ความตั้งมั่นชอบ)..."

" สุวินัย ศิษย์รัก ลมที่เธอใช้ในการสูดเข้าสูดออกตามหลักอานาปานสติลม ๗ ฐานนี้คือ ปราณที่เป็นส่วนแยกต่างหากจากธาตุลมในธาตุทั้ง ๔ ปราณมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอากาศธาตุซึ่งเป็นธาตุอันละเอียดที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาและเป็นธาตุที่มีประโยชน์แก่ชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ดังนั้นในการฝึกอานาปานสติลม ๗ ฐาน เธอจึงต้องกำหนดรู้ตามสภาพของปราณที่หายใจเข้าและหายใจออก และเธอต้องพิจารณาในปราณหรือลมอันละเอียดพร้อมกับส่งกระแสจิตให้คลอเคลียไปกับลมหรือปราณนั้นด้วย ในขณะะเดียวกันก็ให้เธอส่งจิตไปตามลมเข้าลมออก เมื่อเธอปฏิบัติอยู่เช่นนี้ จิตของเธอก็จะรู้ตามสภาพของลม หรืออากาศธาตุซึ่งจะเป็นเหตุให้จิตของเธอดิ่งลงสู่สมาธิอันแน่วแน่... ศิษย์รัก อานาปานสติคือวิถีของมหาบุรุษและเป็นหนทางที่จะทำให้เธอเข้าถึงสัจธรรมได้อย่างแน่นอน..."

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มวยไทย มรดกไทย มรดกโลก



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

สาธุ ๆ ๆ

ขอบคุณครับ คุณครู

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณท่านศน มากๆครับ

เคล็ดวิชา ลม ๗ ฐานที่เผยแพร่นี้ เป็นวิธีฝึกอานาปานสติแบบกำหนดรู้ตามฐานลมภายใน ของ พระอาจารย์หลวงพ่อฐิตะ ซึ่ง คล้ายกันกับ วิธีฝึกของพระอาจารย์หลวงพ่อพุทธอิสระ ที่เคยเผยแพร่ไว้บ้างแล้ว..ในส่วนของการฝึกพาหุยุทธ์ นั้น อาศัยวิธีฝึกหายใจพองยุบตามแบบอานาปานสติ เช่นกัน แต่มุ่งไปที่ผู้ฝึกแต่ละคนให้พิจารณาและหารายละเอียดเอาเอง โดยการทดลองกำหนดรู้ จนกว่าจะเข้าถึงสภาวะภวังคจิต เนื่องจาก จุดประสงค์หลักเบื้องต้นของผู้ฝึกพาหุยุทธ์ คือ ความแข็งแรงของสุขภาวะเพื่อจะสามารถทำหน้าที่ปกป้องได้ดี แต่หากถึงขั้นสุดท้าย ก็จะเกิดปัญญาที่จะค้นพบหนทางไปสู่วิมุตติสุข คือ นิพพาน เป็นที่สุดแหงจุดหมาย เช่นกัน..สาธุ ครับ..