ผลประโยชน์.....เป็นเรื่องไม่แน่นอน

ขึ้นชื่อว่าผลประโยชน์นั้น ไม่เข้าใครออกใคร...ไม่ว่าจะเป็นระดับยูนิตย่อย หรือยูนิตใหญ่ ระดับบุคคลหรือระดับประเทศ ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปรไม่แน่นอนก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ประเทศจีนนั้นในทศวรรษนี้ต้องยอมรับว่าเป็นยุคของเขาจริงๆ เพราะว่าโดดเด่นทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจการค้า เทคโนโลยี (ส่งมนุษย์อวกาศไปนอกโลก) รวมทั้งเรื่องตลาดเงินตลาดทุนแว่วๆ ว่า ผู้คนชนทั่วโลกก็เริ่มให้ความสนใจที่จะใช้เงินหยวนแทนเงินดอลลาร์จากสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ....เริ่มด้วยประเทศที่ในอดีตเรียกได้ว่าเป็นลิ่วล้อของอเมริกาก็ว่าได้ นั่นก็คือ สิงคโปร์ที่ประกาศตัวว่าจะใช้เงินหยวนในการซื้อขายแลกเปลี่ยนแทนเงินดอลลาร์

ในห้วงช่วงห้าหกปีมานี้จีนก็มีการรณรงค์ส่งเสริมให้กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมาร์ และเวียดนาม) ปลูกยางพาราเพื่อส่งน้ำยางดิบกลับไปขายให้จีน โดยที่จีนรับซื้อไม่อั้นอีกทั้งยังส่งเสริมให้ปลูกในประเทศของตนเองอีกบานเบอะเยอะแยะ มีการให้เงินทุนสนับสนุนสร้างถนนหนทาง รางรถไฟ เรียกได้ว่ากับกลุ่ม CLMV นี้ จีนแทบจะแวะเวียนไปมาหาสู่กันแทบหัวกระไดไม่แห้งทีเดียวเชียวล่ะครับ

แต่หลังจากนั้นไม่นาน เมื่ออเมริกาส่งนางฮิรารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศยุค บารัค โอบามา (1) เข้ามาเพื่อเจรจาซูเอี๋ยเรื่องผลประโยชน์เพื่อคานอำนาจกับประเทศจีนที่อเมริกาดูแล้วว่าไม่ควรจะสนิทสนมกลมกลืนกันมากเกินไป ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้อเมริกาไม่เคยไปมาหาสู่ แถมยังคว่ำบาตรเมียนมาร์โทษฐานที่เป็นรัฐบาลเผด็จการ และกักบริเวณนางออง ซาน ซูจี แต่ถ้าว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์ก็อดเสียมิได้.......ต้องมา

อย่างว่าล่ะครับ....หลังจากนั้นไม่นาน ประเทศจีนที่มีรังสีออร่าจับไปทั้งตัวก็เริ่มที่จะเบ่งบานพองลม ตัวเริ่มอ้วนกลมใหญ่โต เริ่มหน้ามืดตาลายมองไปทางไหนก็เห็นแต่ทรัพยากร แร่ธาตุและพื้นที่เกาะแก่งแห่งหนที่เป็นของตนเองไปเสียหมด เริ่มจากที่ทะเลาะเรื่องเกาะแก่งกับญี่ปุ่น และแวะเวียนมาทางเวียดนาม ฟิลิปปินส์อินโดนีเซีย จนเกิดเรื่องระหองระแหงกันอยู่บ่อยในช่วงสองสามปีมานี้ จนน้องๆ อาเซียนก็ต้องหันไปหาตำรวจโลกให้ช่วยส่งเรือรบคอยสังเกตการณ์เหนือน่านทะเลจีนใต้ นี่ยังไม่นับรวมที่ประเทศจีนพี่เบิ้มแห่งเอเชียของเราสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขงตุนไว้อีกสองสามแห่งจนสายน้ำเหือดแห้งเป็นเกาะแก่งเห็นดินแห้งกลางแม่น้ำโขงเรื่อยลงมาจากเหนือจรดใต้

ทำให้น้องๆ อาเซียนในหลายประเทศที่กล้าๆ กลัว ๆ ทำทีทำท่าจะบ่ายหน้าเบนหนี (แต่ก็แบบไม่สุดตัวนะครับ) เพราะในอนาคตอันไม่แน่ไม่นอนนั้น ใครจะเป็นอภิมหาอำนาจในโลกใบนี้ และที่แน่ๆ ในห้วงช่วงนี้ "จีน" นั้นดูแล้วใกล้เคียงเสียเหลือเกิน

ดังนั้น...ประเทศน้องๆ ที่ไม่พอใจจีนเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจากทรัพยากร แร่ธาตุ เกาะแก่งต่างๆ อย่าง เวียดนามที่ล่าสุดนั้น "จีน" ได้ปักหมุดขุดตวงน้ำมันแร่ธาตุในพื้นที่ที่ยังตกลงกันไม่ได้ จนต้องออกมาคว่ำบาตรประท้วงด้วยการหยุดการนำเข้าผักและผลไม้ ประเทศน้องๆ อย่าง "ไทย" จึงพลอยได้ผลประโยชน์นี้จากการที่เวียดนามหันมาซื้อผักผลไม้จากไทยจนได้เป็นอันดับหนึ่งในปีนี้ แถมยังจะมีรัสเซีย ที่ไม่พอใจยุโรปอเมริกาที่คว่ำบาตรในเรื่องที่รัสเซียเข้าไปฝักใฝ่ในแคว้นไครเมียซึ่งแต่เดิมเป็นเขตปกครองตนเองของประเทศยูเครน จนทำให้รัสเซียนั้นก็หันหน้ามาพึ่ง "น้องไทย" อีก ในเรื่องอาหารทะเล ประมง ปศุสัตว์ ทำให้เราส่งออกไก่สด ปลา กุ้ง สุกร ฯลฯ ได้ตลาดเพิ่มอีก.....

นี่ยังไม่นับเรื่องผลประโยชน์อีกหลายๆ เรื่องนะครับท่านผู้อ่าน ที่ประเทศไทยเราได้มาแบบไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เป็นประเทศที่ผลิตยางธรรมชาติมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งในโลก (ตอนนี้ชักจะแย่หน่อย....แหะๆ) มีสถานที่ที่สวยงามมากที่สุดในโลก จิตใจดียิ้มแย้มแจ่มใสมากที่สุดในโลก (ปัจจุบัน็ไม่รู้ยังใช่อยู่รึเปล่านะครับ) อย่างว่าแหละครับ ผลประโยชน์นั้นเป็นเรื่องไม่แน่ไม่นอนเดี๋ยวมาเดี๋ยวไป ....ถ้าใครมีหรือได้รับโอกาสก็ควรที่จะเก็บเกี่ยวและประคองรักษามันไว้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ....และที่สำคัญต้องอย่าลืมนะครับว่าสักวัน....มันจะต้องไป.....จึงจำเป็นที่สุดครับในเรื่องการสร้างความมั่นคงให้ตนเองในเรื่องการดำรงชีพกินอยู่อย่างพอเหมาะ พอดี .........ตามวิถีพอเพียง ตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อที่ว่า....เมื่อผลประโยชน์ไปแล้วเราก็กลับมาอยู่ในจุดที่มีกินมีใช้แบบไม่ต้องซื้อต้องหาอย่างกระเสือกกระสนจนเกินไปนักนั่นเองครับ.....อยู่อย่าง "รวย" ด้วยคำว่า "พอ"

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ข่าวสารเกษตร



ความเห็น (0)