ปุ๋ยหมักปุ๋ยอินทรีย์ใช้ให้ถูกวิธีต้องอย่างไร?

ยุคนี้สมัยนี้อะไร ๆ ก็ต้องเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดสารพิษ เพราะว่าผู้บริโภคยุคใหม่เขาเริ่มใส่ใจในสุขภาพ และวางแผนชีวิตที่จะต้องไม่พบกับความเสี่ยงที่เกิดจากโรคฉวยโอกาส โดยเฉพาะโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากผลกระทบข้างเคียงจากสารเคมีกำจัดศัตรู จึงทำให้ตลาดที่เกี่ยวเนื่องกับผักปลอดสารพิษ ผักอินทรีย์ เริ่มมีมากขึ้นในทุกขณะ ท่านผู้อ่านสามารถวัดหรือพิสูจน์ได้จากการไปเดินจับจ่ายใช้สอยในตลาดใกล้บ้าน ด้วยตนเองนะครับ

ส่วนผู้ผลิตหรือเกษตรกรนั้นก็มุ่งเน้นมุ่งใช้ปุ๋ยที่เป็นอินทรีย์ เป็นออร์แกนิคด้วยเช่นกัน เพราะมีความเชื่อว่ามีความปลอดภัยไร้สารพิษมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี แท้จริงแล้วปุ๋ยเคมีก็ไม่มีสารพิษ ไม่เป็นอันตราย แต่ใช้บ่อยใช้มากแล้วเปลืองเงิน เพราะมีราคาแพง และใช้เพียวๆ เพียงอย่างเดียวก็จะทำให้ดินเสีย แน่นแข็ง เพราะมีกรดหรือสารเคมีบางอย่างสะสมตกค้าง เพราะถ้าเรารู้รอบ รอบรู้ก็สามารถใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ได้โดยที่ดินในชาตินี้ไม่มีวันที่จะเสียหรือเสื่อมโทรม อีกทั้งไม่ทำให้ผลผลิตลดน้อยถอยลงไปแต่ประการใด

แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมนะกันนะครับ ว่าการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ นั้นจะต้องปล่อยให้ผ่านกระบวนการย่อยสลายที่สมบูรณ์เสียก่อนนะครับ มิฉะนั้นจุลินทรีย์ก็จะยังสร้างกระบวนการย่อยสลายต่อไป เมื่อย่อยสลายต่อไปก็จะเกิดก๊าซแอมโมเนีย ไนไตรท์ และก็จะมีอุณหภูมิความร้อนเพิ่มขึ้นด้วย ถ้าเป็นเกษตรกรชาวไร่ชาวนาก็อาจจะเคยพบเห็นลักษณะของเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ถูกหว่านไปตกหล่นตรงมุมของคันนาซึ่งรถไถนา หรือรถแทรกเตอร์ไม่สามารถเข้าไปย่ำตีให้แหลกเละได้ จึงทำให้มีเศษตอซังฟางข้าวสดตกค้างอยุ่

เมื่อเมล็ดพันธุ์ข้าวไปตกหล่นและงอกเจริญเติบโตขึ้นมา เมื่อจุลินทรีย์ดำเนินกิจกรรมการย่อยสลายต่อเพื่อลดคาร์บอนส่วนเกินให้ลดลงมาสู่ระดับซีเอ็นเรโชปกติ นั่นก็คือ 30 : 1 ซึ่งระหว่างที่เกิดกระบวนการย่อยนี้เอง จุลินทรีย์ก็จะไปตรึงไนโตรเจนมาใช้จำนวนมาก ทำให้พืชแสดงอาการขาดไนโตรเจน ใบซีดเหลือง เหมือนขาดปุ๋ย ชาวบ้านชอบเรียกอาการข้าวในลักษณะนี้ข้าวเมาหัวซัง หรือข้าวเมาตอซัง แต่ถ้าเกิดขึ้นกับพืชที่เราปลูก โดยไปเอาปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกที่ยังย่อยสลายไม่เต็มที่ ยังสดอยุ่ หรือยังมีอุณหภูมิร้อนๆ อยู่เมื่อนำฝ่ามือซุกเข้าไป หรือปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกนั้นยังไม่มีกลิ่นดินโชยออกมายังคงเป็นกลิ่นของวัตถุดิบอย่างเช่น มูลสัตว์ หรือเศษไม้ใบหญ้า ก็จะทำให้พืชที่ปลูกนั้นยืนต้น ตาย เหี่ยวเฉาได้ และอย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องของโรครากเน่าโคนเน่าจากฟัยท็อปทอร่านะครับ เพราะส่วนมาก็จะตายจากก๊าซแอมโมเนียเสียเป็นส่วนใหญ่

พี่น้องเกษตรกรที่ประสบพบเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้หินแร่ภูเขาไฟ พูมิช (Pumish) นะครับ เพราะเขาจะมีค่า ซี.อี.ซี. (Catch Ion Exchange Capacity) ช่วยในการจับตรึงก๊าซพิษเหล่านั้นไม่ให้พืชได้รับอันตราย และเมื่อเห็นพืชแสดงอาการใบเหลืองอย่าคิดว่าพืชขาดปุ๋ยแล้วนำยูเรียมาใส่ทีเดียวเชียวนะครับ เพราะพอหลังจากผ่านพ้นช่วงนั้นมาได้ คือช่วงจุลินทรีย์ย่อยสลายเศาอินทรีย์วัตถุให้กลายเป็นปุ๋ยเรียบร้อยแล้ว พืชจะกระทุ้งและเจริญเติบโตอวบอ้วนอย่างมาก จนง่ายต่อการเข้าทำลายของเพลี้ยหนอนแมลง รา และไร ทำให้สิ้นเปลืองปุ๋ยยาฆ่าแมลงศัตรูพืชเข้าไปอีก

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ดิน ปุ๋ย น้ำ อากาศ และแสงแดด



ความเห็น (0)