​Goodbye Social Enterprise

Goodbye Social Enterprise

โดย ดร. พิสิฐ ลี้อาธรรม

ระหว่างวันที่ 6-10 ตุลาคม 2557 ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมไปดูงานมหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศอังกฤษที่จัดโดย สถาบันคลังสมองของชาติ ในเรื่อง บทบาทของมหาวิทยาลัย ต่อการพัฒนาภูมิภาคของอังกฤษ (University Engagement in Regional Development in the UK) โดยได้ไปพบกับมหาวิทยาลัย 5 แห่งคือ


มหาวิทยาลัย Salford ใน Salford/Manchester

มหาวิทยาลัย Manchester ใน Manchester

มหาวิทยาลัย Northampton ใน Northampton

มหาวิทยาลัย Cambridge ใน Cambridge และ

มหาวิทยาลัย University College ใน London


ผมขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณสถาบันคลังสมองของชาติ โดยเฉพาะท่าน ศาสตราจารย์ ดร ปิยะวัติ บุญ-หลง และ ดร นงเยาว์ เปรมกมลเนตร ที่ได้ดูแลให้การศึกษาดูงานครั้งได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ด้วยดี รวมทั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยของไทยต่างๆที่ได้แสดงความคิดเห็นในระหว่างดูงาน

บันทึกฉบับนี้เขียนเป็นเรื่องๆ รวม 10 หัวข้อ ไม่ใช่การทำรายงานการดูงาน แต่เป็นการสรุปและสะท้อนความคิดของผมที่ได้เกิดขึ้นจากดูงาน จึงอาจจะไม่มีเนื้อหาสมบูรณ์ และถือเป็นความคิดส่วนตัวที่ไม่จำเป็นต้องเป็นความเห็นเดียวกับท่านอื่นๆที่เข้ามาร่วมดูงานด้วยเสมอไป


ตอนที่ 1 ระบบมหาวิทยาลัยอังกฤษ

มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นชั้นนำของอังกฤษ คือ Oxford และ Cambridge ทุกครั้งที่มีการแนะนำ ก็มักจะท้าวความว่า Cambridge มีที่มาจากพระที่ Oxford แตกคอกัน ก็เลยมีพระจำนวนหนึ่งแยกตัวออกมา ที่มาทางตะวันออก มาตั้งมหาวิทยาลัย Cambridge แสดงว่าการมีความเห็นต่างก็เป็นเรื่องที่สร้างสรรค์ได้ มหาวิทยาลัยไทยที่มักจะมีความเห็นต่างน่าจะดูเป็นอุทธาหรณ์ได้

มหาวิทยาลัยทั้งสองจึงมีที่มาเดียวกันในยุคกลาง ยุโรปสร้างมหาวิทยาลัยเพื่อเพาะบ่มพระสำหรับการสอนศาสนา มหาวิทยาลัยทั้งสองจึงมีการปกครองเหมือนกุฏิสงฆ์ที่แบ่งเป็น college แต่ละ college ก็เป็นที่พักพิงของนักศึกษา และอาจารย์พี่เลี้ยง มีผู้กล่าวว่ามีบางช่วงเขาต้องมีการขยายจำนวนพระมาก เนื่องจากมีผู้คนเสียชีวิตมากในช่วงเกิดโรคระบาด (black death) ครั้งใหญ่ในช่วงปี 1350 ทำให้คนทั้งทวีปยุโรปเสียชีวิตไปเกือบครึ่ง โดยมีหนูเป็นพาหะนำเชื้อโรคมากับกองเรือสินค้ากระจายไปทั่วทวีปยุโรปและเอเซีย ทำให้ผมนึกถึงพระเจ้าอู่ทองที่ทิ้งเมืองอู่ทองเพราะโรคห่าระบาดในปี พ.ศ. 1893 จึงมาสร้างเมืองใหม่ที่หนองโสนเรียกว่ากรุงศรีอยุธยา หากโรคทั้งสองเป็นโรคเดียวกันก็น่าจะคาดเดาได้ว่าเมืองอู่ทองก็เป็นเมืองที่มีการค้าทางเรือกับต่างประเทศ แต่ประวัติศาสตร์ส่วนนี้ของประเทศไทย ไม่มีหลักฐานใดๆ หลงเหลือให้เห็น

จากการเป็นแหล่งเพาะบ่มพระ ซึ่งเป็นลักษณะของที่มาของมหาวิทยาลัยเก่าแก่ต่างๆในยุโรป มหาวิทยาลัยทั้งสองจึงถือว่ามีลักษณะหนึ่งที่อาคารต่างๆ จะเหมือนโบสถ์ทั่วๆ ไป เมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 ที่เมือง Manchester จึงเริ่มมีการรวบรวมสรรพกำลังจัดตั้งมหาวิทยาลัย Manchester โดยทุนจากการบริจาค ของนักอุตสาหกรรม ไม่ใช่มาจากวงการศาสนา แต่การศึกษาในช่วงแรกก็ไม่ง่าย เพราะพ่อค้า คหบดีที่ร่ำรวยจากธุรกิจยังไม่เห็นประโยชน์ของอุดมศึกษา ยังอยากให้ลูกรับช่วงทำงานต่อในธุรกิจตนเองมากกว่า Manchester แนะนำตัวว่าเป็น Civic University คือเป็นมหาวิทยาลัยที่ต่างจากมหาวิทยาลัยเก่าแก่ เพราะไม่มีการจำกัดคนนับถือศาสนา ให้เป็นนักศึกษา แถมยังเป็นมหาวิทยาลัยแรกๆที่มีการรับสตรีเป็นนักศึกษา สตรีในอังกฤษได้รับสิทธิ์ให้ลงคะแนนเสียง เลือกตั้งได้เช่นบุรุษในปี 1928 อาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่นี่คือ Arthur Lewis ก็เป็นคนผิวดำคนแรกที่ได้รับรางวัล โนเบลทางเศรษฐศาสตร์ ดังนั้น นักศึกษาของที่นี่จึงมีความภูมิใจว่ามีการเชิดชูความเท่าเทียมของมนุษย์

มหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษ 24 แห่งได้รวมตัวกัน เรียกว่า Russell Group Universities คล้าย Ivy League ในสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันผลักดันส่งเสริมการทำวิจัยที่ให้มี social impacts. http://russellgroup.org/socialimpactofresearch.pdf

การทำงานของมหาวิทยาลัย เมื่อมีระบบที่ช่วยสังคม สิ่งแวดล้อม และมีรายได้ที่ไม่จ่ายคืนให้ผู้ถือหุ้น ก็ถือเป็น social enterprise หนึ่ง


ตอนที่ 2 Social Responsibility, Social Impact, Social Innovation, Social Venture

คำต่างๆ ที่มี Social นำหน้านี้ ก่อนหน้านี้ มักจะใช้คำว่า Social enterprise เป็นคำชูโรง มหาวิทยาลัยต่างๆในอังกฤษที่เคยมีการดำเนินการในเรื่อง Social Enterprises อย่างจริงจังโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยNorthampton ตั้งแต่ปี 2011 ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยอังกฤษที่โดดเด่นเรื่องนี้มาก แต่ในปีนี้ มหาวิทยาลัยดังกล่าวได้ ยกเลิกการชูคำว่า Social Enterprise แล้ว และมุ่งใช้คำว่า Social Innovation และ Social Impact เพราะในทางปฏิบัติได้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าต้องใช้รูปแบบนี้เท่านั้นจึงจะทำความดีได้ แท้ที่จริงแล้วการทำงาน เพื่อสังคมนั้น ไม่จำกัดว่าต้องเป็นรูปแบบนี้เท่านั้น การทำธุรกิจปกติหรือการดำเนินการโดยทั่วไป หากมีการกระทำเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางสังคม และสิ่งแวดล้อมนอกเหนือจากการเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ( social impact, apart from economic contribution) ก็ถือเป็น Social innovation ผู้ก่อตั้ง Goodwill Solutions ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเอกชนผู้นำทางด้าน Social Enterprise เองก็ยืนยัน ว่างานของเขาได้มีความยั่งยืนได้ก็เพราะมีธุรกิจด้าน warehousing มิฉะนั้น ก็ไม่สามารถสนับสนุนให้เกิด กิจกรรมที่ช่วยนำคนเคยติดคุกมาเข้าทำงานในธุรกิจของสังคมตามปกติได้ หรืออีกนัยหนึ่งการไปยึดติดรูปแบบมากเกินไป ก็อาจก่อให้เกิดการแบ่งแยก ที่ทำให้ ธุรกิจทั่วๆไป ถือว่า Social Enterpriseไม่เกี่ยวกับเขา

วิทยากรแห่งมหาวิทยาลัย Cambridge ได้ยืนยันว่า สำหรับหน่วยงานของเขา เขามุ่งเน้นทางด้าน Social venture ที่มีการทำงานที่โปร่งใสรับผิดชอบต่อสังคม เพียงแต่ว่า หากมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บางรูปแบบ เช่น Community Interest Company (CIC) ก็จะมีข้อจำกัดไม่ให้จ่ายเงินปันผลเพราะจะไม่มีผู้ถือหุ้น กำไรที่เกิดขึ้นต้องถูกเก็บไว้ในกิจการนั้นๆ ต่อไปเท่านั้น ธุรกิจบางแห่งต้องการทำกำไร เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนการทำงานเพื่อสังคมบางด้านที่อาจจะไม่เกิดรายได้เพียงพอต่อรายจ่าย (cross subsidy)

ทุกวันนี้ บ้านเราก็มีความเข้าใจผิดๆ ว่า Corporate social responsibility หรือ CSR หมายถึง การที่ธุรกิจที่แสวงหากำไร ไปบริจาคเงินช่วยการกุศล หรือจัดพนักงานไปช่วยเลี้ยงคนชรา ก็ถือว่าบรรลุเจตนาของ CSR แล้ว โดยที่กิจการปกตินั้นยังทำงานแบบเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ลักษณะนี้ย่อมไม่ใช่ธุรกิจที่มี CSR ในทำนองเดียวกัน การไปมุ่งเน้นรูปแบบ social enterprise ก็อาจจะก่อความเข้าใจผิดๆ ว่า ผลกำไรไม่สำคัญ การไปช่วยนักศึกษาจัดตั้ง ธุรกิจที่ไม่จ่ายคืนกำไรถือว่าเป็นการสร้าง Social Innovation ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้อง การมี CSR ที่แท้จริงหมายถึงว่าในขณะที่เป้าหมายและวิธีการของการทำธุรกิจยังดำเนินการตามปกติ ผู้ประกอบควรคำนึงถึงประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับผลกำไรทางการเงิน หรือที่เรียกกันว่าให้ได้ triple bottom lines คือมีกำไร 3 ด้าน ทั้งด้านธุรกิจ ทั้งด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม หากทำธุรกิจโดยไม่สนใจผลกระทบที่ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือการลดต้นทุนด้วยการลดคุณภาพหรือมาตรฐานที่สร้างความเสียหายแก่สุขภาพหรือชุมชน แล้วไปไถ่บาปด้วยการไปบริจาคทำบุญเพื่อความสบายใจ ก็ไม่ถือว่าเป็น CSR ที่ถูกต้อง ดังนั้น การมี CSR จะต้องซึมซับเข้าไปเป็นหลักการในการประกอบธุรกิจขององค์กร เข้าทำนอง Doing good is a good business โดยมุ่งเน้นให้ผลงาน ทั้ง output, process และ outcome มีผลดีต่อภายนอกธุรกิจ

ระบบงานภายบางระบบในที่นอกเหนือจากการเรียนการสอนและการทำงานวิจัยมหาวิทยาลัยมักจะ มีการพยายามแยกงานออกไปเพื่อจัดตั้งเป็นหน่วยอิสระ (spinouts) อาจจะทำให้รูปแบบการบริหารมี social enterprises เกิดขึ้น แต่ถ้าการบริหารจัดการขาดประสิทธิผล การทำงานขาดมาตรฐานที่ดี หรือการทำงานขาดความคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม ก็ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ ในการให้มี social impacts หรือการเกิด social innovation จึงเป็นการชูธงที่ดีกว่า Social enterprises

นอกจากเป้าหมายด้านการเรียนการสอนแล้ว การมีเข้ามีส่วนร่วมกับสังคม Social Engagement เน้นไม่ให้อยู่แต่ในหอคอยงาช้าง ก็ได้เป็นเป้าหมายสำคัญของมหาวิทยาลัยต่างๆ นักศึกษาระดับปริญญษตรีของ มหาวิทยาลัย Manchester ได้เริ่มรับการเพาะบ่มคุณธรรม 3 ประการ หรือ ที่เรียกว่า Ethical Grande Challenges ในช่วง 3 ปีที่เรียนหลักสูตรปริญญาตรี คือ ปี 1 เรียนรู้ ด้านความยั่งยืน (Sustainability) ปีที่ 2 ด้านความเป็นธรรมในสังคม (Social Justice) และ ปีที่ 3 ด้านคุณธรรมในสถานประกอบการ (Workplace Ethics) (http://www.socialresponsibility.manchester.ac.uk/s...) โดยมีการทำกิจกรรมกลุ่มที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ เพื่อให้ได้นักศึกษาที่ All round คือมีความสามารถทั้งทางวิชาการและมีคุณธรรมควบคู่ไปด้วย

มหาวิทยาลัย Manchester ได้กำหนดให้ Social Responsibility เป็นเป้าหมายหนึ่งในสามของมหาวิทยาลัย นอกเหนือจากการเป็น World class research และเป้าหมายการมี Outstanding student learning and experience


ตอนที่ 3 กิจกรรมนักศึกษา

มหาวิทยาลัยในอังกฤษมีการส่งเสริมกิจกรรมนักศึกษาในรูปแบบต่างๆ ตามองค์กรที่เรียกกันว่า Societies ซึ่งมีเป็นร้อยๆแห่ง เช่น Student Hubs หรือ Unlimited เป็นต้น ซึ่งพยายามส่งเสริมให้นักศึกษาทำกิจกรรมที่เป็น Social enterprises นักศึกษาต่างชาติเช่นไทยก็ยังมีการตั้งเป็นสามัคคีสมาคมเพื่อกิจกรรมนักศึกษาไทย ชีวิตของการเป็นนักศึกษาจึงมีโอกาสทำกิจกรรมนอกหลักสูตรได้มาก การดูงานครั้งนี้ก็ได้ข้อคิดที่สำคัญประการหนึ่งคือ การส่งเสริมนักศึกษาให้ไปทำกิจกรรมช่วยสังคมในระหว่างที่เรียนนี้ จะช่วยสร้างให้เป็นบัณฑิตที่มีจิตอาสาไปลอดวัยทำงาน มหาวิทยาลัยต่างๆที่เราไปครั้งนี้ก็ได้นำกิจกรรมบางด้านมาแสดงให้พวกเราได้เห็น ซึ่งแต่ละงานก็ไม่ได้ใช้เงินมาก บางโครงการก็แค่ 500 ปอนด์ ที่สำคัญต้องมีการแสดงรายการใช้จ่ายให้ตรวจสอบได้ กิจกรรมนักศึกษาเหล่านี้จะมีการทำเป็นเครือข่ายไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศ เช่น Student Hubs (http://www.studenthubs.org) มีการเครือข่ายในมหาวิทยาลัยต่างๆกว่า 10 แห่ง เช่น Oxford Hubs, Cambridge Hubs เป็นต้นกิจกรรมเหล่านี้ดำเนินการโดยนักศึกษากันเอง แต่มีองค์กรที่เป็นเครือข่ายสนับสนุน ทั้งทางด้านการเงิน และการทำงานประจำ (administrative work) โดยไม่ได้อาศัยอาจารย์เข้ามามีบทบาทเหมือนอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทย

Cambridge Hub ที่เราได้คุยด้วยชี้แจงว่า เขามีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ 3 คน และ เป็นฝ่ายสนับสนุน นักศึกษา โดยเขาทำการประกาศและคัดนักศึกษาให้มาทำหน้าที่ต่างๆ เช่นทำหน้าที่เป็น President หน่วยงานนี้หวังว่าจะสามารถขยายบทบาทและเป็นเจ้าของภัตตาคารเพื่อเป็นแหล่งรายได้และเป็นศูนย์รวมในการทำกิจกรรมนักศึกษาดังเช่นที่ Oxford Hub ได้ดำเนินการแล้ว

คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ ก็เคยไปทำกิจกรรมนักศึกษาด้วยการไปช่วยคนชรา สมัยที่ท่านเรียนอยู่ที่อังกฤษ ทำให้คุณไพบูลย์เมื่อกลับมาทำงานในธนาคารในประเทศไทยก็มีจิตอาสาทำงานเพื่อสังคม เช่นเมื่อครั้งท่านเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินก็ได้ริเริ่มโครงการ Social Investment Projects หรือ SIP เพื่อช่วยเหลืองานด้านสังคมต่างๆให้กับชุมชน

ในระหว่างที่เข้าไปเยี่ยม Cambridge Hubs ผมได้หยิบเอกสารที่เขาวางไว้แจกนักศึกษาที่ต้องการหางาน ซึ่งปรากฎว่าที่ที่ไปนั้นเป็นที่ทำการของหน่วยงานของ มหาวิทยาลัยในการช่วยนักศึกษาในการหางาน มีการแจกเอกสารที่มีข้อมูลอย่างละเอียดที่น่าสนใจมากสำหรับนักศึกษา มีการแนะแนว โดยให้นัดพบ ให้คำปรึกษา มีการนำบุคคลภายนอกในแวดวงต่างๆ มาให้ข้อมูล มีการสอนวิธีการสัมภาษณ์ การเขียนประวัติ หรือ CV ของตนเองให้จูงใจว่าที่นายจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่นายจ้างมีสิทธิ์เลือกได้มากกว่าเมื่อก่อน นักศึกษาที่มีความสนใจนายจ้างใดก็ควรติดต่อขอฝึกงานดูงานตั้งแต่ยังเรียนในปีแรกๆ ต้องศึกษาดูว่านายจ้างที่เราสนใจเขาต้องการคุณสมบัติและคุณวุฒิพิเศษเพิ่มเติมจากปริญญาบัตรอย่างไรบ้าง และเตรียมตัวให้ได้คุณลักษณะตามที่นายจ้างพึงประสงค์ ไม่ใช่ไปรอจนถึงปีสุดท้ายที่จบแล้วค่อยหางาน เอกสารเหล่านี้ผมรวบรวมเพื่อส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษา www.careers.cam.ac.uk/ และwww.targetjobs.co.uk


ตอนที่ 4 ค่าเล่าเรียน

ผลจากการที่รัฐบาลมีการเข้มงวดการใช้จ่ายภาครัฐ นักศึกษาในอังกฤษทุกวันนี้ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเพิ่มจากเมื่อก่อนมาก นักศึกษาคนหนึ่งที่ Cambridge อธิบายว่า ค่าเล่าเรียน ขณะนี้มีเพดานที่ 9,000 ปอนด์ต่อปี ซึ่งเพิ่มจากที่พี่ชายเขาเคยจ่ายเพียง 3,000 ปอนด์ต่อปี นักศึกษาเหล่านี้จะต้องอาศัยการกู้เงินจากรัฐเพื่อจ่ายเป็นค่าเล่าเรียน และชำระคืนเมื่อมีรายได้ ซึ่งเปรียบเสมือน ภาษีเงินได้ อย่างหนึ่ง หากรายได้ได้มากก็เสียมากและชำระคืนเร็วขึ้น โดยมีการคิดดอกเบี่ย เช่น อัตราเงินเฟ้อ บวก 3% ( https://www.gov.uk/student-finance/repayments หรือ http://www.slc.co.uk/ ) นอกจากหน่วยงานของรัฐนี้แล้ว ยังมีแหล่งที่ให้กู้จากภาคธุรกิจ ซึ่ง ภาวะดอกเบี้ยในตลาดขณะนี้ต่ำมาก นักศึกษาบางคนก็กู้เงินในอัตราที่ต่ำกว่าแทนที่อาศัยระบบที่รัฐจัดที่มีการคิดดอกเบี้ยตามที่ประกาศ ผลจากการมีค่าเล่าเรียนแพงนี้ อาจจะทำให้นักศึกษาบางคนที่คิดหนักว่าจะคุ้มหรือไม่ และอาจจะเป็นแรงผลักดันให้นักศึกษาต้องตั้งใจเรียนเพื่อให้สามารถนำความรู้ไปทำงานหาเงินมาใช้หนี้ หากอาจารย์สอนไม่ดี นักศึกษาก็คงจะเอาเรื่องอาจารย์มากกว่าสมัยก่อน

นักศึกษาในอียูได้รับสิทธืให้เสียค่าเล่าเรียนในอัตราเดียวกับนักศึกษาของอังกฤษ ทำให้มีนักศึกษาโดยเฉพาะจากยุโรปตะวันออกสนใจสมัครเข้ามาเรียน และเรื่องนี้อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่รัฐบาลอังกฤษต้องขึ้นค่าเล่าเรียนให้สูงขึ้น ให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายมากขึ้น

สำหรับ นักศึกษาต่างชาติ ที่อยู่นอก อียูจะต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้นอีกหลายเท่าตัว เช่น นักศึกษา MBA ที่ Cambridge เสีย 40,000 ปอนด์ต่อปี หากรวมค่าใช้จ่ายอื่นเช่นค่าที่พักและค่าอาหารแล้วอาจมีค่าใช้จ่ายถึง ๒.๕ ล้านบาทต่อปี การเป็นนักศึกษาต่างชาติทุกวันนี้จะถูกขูดรีดแพงมาก นักเรียนทุนรัฐบาลไทยที่เราสอบถามบางคนยังไม่ทราบว่า จ่ายไปเท่าไร เพราะทางหน่วยงานจ่ายตรง ตัวเลขเหล่านี้จะปรากฎให้ตกใจได้อีกครั้ง เมื่อนักศึกษาคิดอ่านจะลาออกจากราชการ ก่อนหมดภาระผูกพัน นักเรียนทุนท่านหนึ่งแม้จะทำงานให้ต้นสังกัดตั้งหลายปี แต่เมื่อลาออกก็ต้องจ่ายถึง 18 ล้านบาท เมื่อรวมค่าปรับ

เศรษฐกิจของอังกฤษจึงได้ประโยชน์มากจากการให้บริการการศึกษาแก่นักศึกษาต่างชาติ รายได้จากบริการนี้ ถือเป็นแหล่งรายได้อันดับ 2 ที่นำเงินตราต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจที่มีการผลิตทางการเกษตรไม่ถึง 1% ของจีดีพี และ ภาคบริการมีสัดส่วนเกินกว่า 90% ของจีดีพี เมื่อถามเขาว่ารายได้อะไรที่เป็นอันดับ 1 ในการนำเงินตราเข้าประเทศ วิทยากรท่านนั้นไม่มีคำตอบ แต่ผมนึกในใจว่าน่าจะเป็นการขายอาวุธ (Defense Industry) เช่น เครื่องบินรบ และ เรือรบ รวมทั้งยุทโธปกรณ์อื่นๆ อีกประเทศที่เคยบอกผมว่า รายได้จากการศึกษาของนักศึกษาต่างชาติถือเป็นแหล่งรายได้อันดับ 2 คือออสเตรเลีย ก่อนหน้านี้ รายได้ 2 อันดับแรกเป็นแร่ถ่านหิน และแร่เหล็ก มาบัดนี้ราคาแร่เหล่าตกต่ำลงมาก รายได้จากบริการการศึกษาแก่นักศึกษาต่างชาติ น่าจะเป็นอันดับ 1 ของประเทศนี้ไปแล้ว

ประเทศในยุโรปบนภาคพื้นทวีปในอดีตไม่เคยให้ความสนใจในการส่งเสริมให้มีรายได้จากนักศึกษาต่างชาติ ในช่วงหลังนี้เมื่อเห็นตัวอย่างของ อังกฤษ ออสเตรเลีย อเมริกาและ แคนาดาในการได้ประโยชน์จากนักศึกษาต่างชาติก็เริ่มหันมาส่งเสริมบ้าง เพราะจะเป็นแนวทางหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ และคงจะมีการปรับขึ้นค่าเล่าเรียนจากเดิมที่ยังเป็นการให้เรียนฟรี แต่ก็มีเยอรมันที่ยังคงไม่ปรับเพิ่ม

ในช่วงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ทุนผมเรียนที่อีราสมุส เมืองร้อตเตอร์ดัม ในระหว่างปี 1970 – 1977 นั้น มหาวิทยาลัยไม่เก็บค่าเล่าเรียน จำได้ว่าค่าเสียค่าลงทะเบียนคิดเป็นเงินไทยไม่เกิน 1000 บาทต่อปีจากปริญญาตรีถึงปริญญาโท และไม่เสียค่าใช้จ่ายในการทำปริญญาเอก


ตอนที่ 5 งานวิจัย จากหิ้งสู่ห้าง

มหาวิทยาลัยในอังกฤษได้ตื่นตัวในการนำความรู้ที่ค้นพบในรั้วมหาวิทยาลัยมาสู่การจัดทำเป็นธุรกิจเพื่อเป็นแหล่งรายได้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งในการจัดตั้งเป็นบริษัทเพื่อทำเป็นธุรกิจ(Spinouts) และการให้สิทธิ์เป็น license และได้รับความสำเร็จชัดเจนมากขึ้นในช่วง สิบปีเศษที่ผ่านมา มีการตั้งหน่วยงานเพื่อช่วยนักวิจัยที่อาจจะไม่มีความรู้ทางธุรกิจ และไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนต่างๆทางกฎหมาย เช่นสิทธิบัตรและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมไปถึงการบริหารจัดการให้ได้รับความสะดวก มหาวิทยาลัย UCL ซึ่งมีผลงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์มากก็มีการตั้งหน่วยงาน UCLB Plc. ( http://www.uclb.com/) พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ระดับ business head ถึง 16 คน เพื่อประสานงานเรื่องเหล่านี้ อย่างไรก็ดี งานวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ก็ยังไม่อาจสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้เท่ากับทางสายวิทยาศาสตร์ มี business head เพียง ๑ คน จาก ๑๖ คน เท่าที่ถามเขาจะมีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ของการพิมพ์หรือการจัดหลักสูตร แต่ยากที่จะได้จากการมีนวัตกรรมที่ไปจด patent เอกสารที่เขามอบให้พวกเรายังมีตัวอย่างของ การจัดทำสัญญากับเอกชนภายนอกเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ทางธุรกิจจากผลงานวิจัย สำหรับนักวิจัย และคณะ หรือหน่วยงานต้นสังกัด รวมทั้งมหาวิทยาลัย ก็จะมีการแบ่งรายได้จนเป็นที่ยอมรับหรือพอใจ แนวคิดเรื่องการอำนวยความสะดวกนักวิจัยน่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว ตัวอย่างของอังกฤษก็เพิ่งมีผลงานชัดเจนในช่วงไม่นานนี้ ในช่วงทศวรรษที่ ๒๐๐๐ ทั้งที่ได้เริ่มส่งเสริมกันมาตั้งหลายสิบปี ตั้งแต่ทศวรรษที่ ๑๙๗๐/๘๐ สำหรับบ้านเรา มีมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่พระจอมเกล้าธนบุรี ได้ทำเรื่องนี้เป็นรูปธรรมแล้ว แต่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็คงต้องใจเย็นๆอย่าหวังผลเลิศว่าจะเป็นแหล่งรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำทันทีทันใด

ตัวอย่างของงานวิจัยที่มหาวิทยาลัย Manchester แสดงให้เราได้เห็นคืองานวิจัยทางการฆ่าตัวตายซึ่งได้มีการจัดทำเป็น social enterprise เพราะได้รับความสนใจจากหลายองค์กร เช่นองค์กรท้องถิ่นของสก๊อตแลนด์ และ ออสเตรเลีย รวมทั้งองค์กรเอกชน ให้ไปใช้เพื่อกำหนดนโยบายสังคมป้องกันการฆ่าตัวตาย ทำให้งานนี้มีรายได้สะสมมากขึ้น ตลอดช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา สามารถมีรายได้ได้ถึง 1 ล้านปอนด์ จึงมีการแยกตัวออกมาเป็น social enterprise ในลักษณะ spinout

มหาวิทยาลัย Manchester มีอาคารที่ใช้สำหรับการประสานติดต่อกับหน่วยงานภายนอกรวมทั้งเป็นแหล่งการเผยแพร่หรือการฝึกอบรมกับบุคคลภายนอก และประสานเรื่องการนำงานวิจัยเข้าสู่ภาคธุรกิจ มีองค์กรที่ดูแลคือ The University of Manchester Innovation Centre (UMIC) www.umi3.comบรรยากาศของอาคารค่อนข้างทันสมัย เป็นศูนย์เรียนรู้ที่เอกชนสามารถเข้ามารับฟังได้อย่างไม่แปลกที่ บรรยากาศที่มีสถานที่เอื้ออำนวยแบบนี้ มีทุกมหาวิทยาลัยที่เราไปดูงาน

อย่างไรก็ดี มหาวิทยาลัยในสวีเดน เช่น ที่ Stockholm กลับมีความคิดว่าเรื่องการประดิษฐ์คิดค้นให้เป็นเรื่องของนักวิจัยที่ได้ประโยชน์เต็มที่ หากเขามีรายได้นักวิจัยก็ต้องเสียภาษีเงินได้ให้รัฐอยู่แล้ว และเมื่อเขาได้ประโยชน์เต็มที่ ชื่อเสียงก็ตกแก่มหาวิทยาลัย เพราะผู้วิจัยไม่ต้องกังวลกับการใช้ชื่อมหาวิทยาลัย ระบบดังกล่าวปรากฎว่าสวีเดนมีนวัตกรรมจากงานประดิษฐ์และงานออกแบบค่อนข้างมาก


ตอนที่ 6 Regional Development Agency (RDA) vs Local Enterprise Partnerships (LEP)

หัวข้อสำคัญของการดูงานของเราครั้งนี้คือเรื่อง LEP ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคอนุรักษ์นิยมที่ปกครองอังกฤษในขณะนี้ ประเด็นสำคัญคือการแบ่งพื้นที่ของอังกฤษเป็น 39 เขต และรัฐบาลจะให้เงินก้อนมาพัฒนาพื้นที่ แต่ละเขตโดยให้มีหน่วยงานใหม่คือ LEP ของแต่ละพื้นที่มาดูแล ทั้งในการสร้างถนน การสร้างโรงพยาบาล และสถาบันการศึกษา (http://www.lepnetwork.net/ ) สำหรับ Northampton ได้รับ 200 ล้านปอนด์ ในช่วงปี 2014-2020 ซึ่งเป็น LEP ที่มีมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียว ก็จะมีบทบาทได้มาก วิทยากรของเรามีความกระตือรือล้นมากเพราะเงื่อนไขหนึ่งของ LEP คือการให้มหาวิทยาลัยเข้ามีบทบาทด้วย โดยให้มีการจัดทำ Strategic Economic Plan และระดมเงินจากแหล่งอื่นๆเข้ามาร่วมด้วยเช่นเงินจาก EU และจากองค์กรอื่นๆที่พึงจะระดมได้ซึ่งเขาคาดว่าจะให้มีงบประมาณถึง 1000 ล้านปอนด์สำหรับพื้นที่ Northampton

บทบาทสำคัญที่ มหาวิทยาลัยจะเข้าไปช่วยดำเนินการคือการนำหลัก social innovation และการคัดสรรโครงการโดยให้คำนึงถึง social impact เช่นหากจะมีการสร้างถนน ต้องเสนอด้วยว่า จะมีการจ้างแรงงานกี่คน จะมีการฝึกฝนอบรมความรู้ใหม่ๆให้พนักงานอย่างไรบ้างเป็นต้น เพราะการเพิ่มการจ้างงานเป็นเป้าหมายหลักด้านหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจยุคนี้ การดึงคนว่างงานนอกจากรัฐจะไม่ต้องจ่ายเงินอุดหนุนคนว่างงานแล้ว ยังจะได้ประโยชน์จากภาษีเงินได้ ที่เขาจ่ายจากการทำงานได้ อย่างไรก็ดี ก็ไม่มีความชัดเจนว่าน้ำหนักที่ให้แก่ social impact จะมากน้อยเพียงใด ทั้งในขั้นตอนของ pre qualification และในขั้น final bid ที่ต้องคำนึงถึงราคา และคุณภาพ วิทยากรบางแห่งชี้แจงว่าคงไม่มีสูตรสำเร็จและต้องดูเป็นกรณีๆไปสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต Salford ให้คำตอบว่า Social impact อาจให้น้ำหนัก 10%

ในปี 2012 อังกฤษได้ออกกฎหมาย Social Value Act เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานของรัฐในการจัดซื้อจัดจ้างไม่ให้คำนึงแต่เฉพาะทางด้านราคาอย่างเดียว แต่ให้คำนึงถึงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีส่วนช่วยสร้างผลดีทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากการให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพและราคาดีด้วย แนวคิดการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว ทาง EU เคยเป็นห่วงว่าจะทำให้เกิดการลำเอียงเลือกปฏิบัติ แต่ในภายหลังก็ได้ยอมรับและให้การสนับสนุนระบบนี้

อย่างไรก็ดี LEP นี้เป็นผลงานของพรรคอนุรักษ์นิยม ที่ล้มเลิกการทำงานลักษณะเดียวกันของพรรคแรงงานที่ตั้งเป็น Regional Development Agency ( http://www.nationalarchives.gov.uk/webarchive/regional-development-agencies.htm) โดยรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมเมื่อเข้ามามีอำนาจ ได้ยกเลิกองค์กร และเลิกจ้างบุคลากรของ RDA ด้วยในปีหน้าหากพรรคแรงงานที่เป็นผู้เริ่มต้น RDA เข้ามาก็น่าสนใจว่าเขาจะทำอย่างไรกับ LEP เพราะเหมือนกับมีการช่วงชิงผลงานระหว่างพรรคใหญ่ทั้งสอง

สำหรับมหาวิทยาลัยของไทยก็เป็นปกติอยู่แล้วที่ หน่วยงานรัฐมักจะตั้งบุคลากรของมหาวิทยาลัยในฐานะตัวบุคคลเข้าไปร่วมเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาคณะกรรมการต่างๆ หากมีการให้มหาวิทยาลัยมีบทบาทมากขึ้น ก็คงเป็นมิติใหม่ที่มีภาระพอสมควร และอาจจะมีคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางแพ่ง หากมีการฉ้อฉลเกิดขึ้น หรืออาจจะมีคำถามว่า เป็นภารกิจหลักของสถาบันการศึกษาหรือไม่


ตอนที่ 7 อังกฤษกับ EU

ในช่วงที่เราดูงาน อังกฤษมีการเลือกตั้งซ่อม และปรากฎว่า มีพรรคการเมืองใหม่ที่ประกาศตัวว่าจะเสนอให้อังกฤษแยกตัวออกจาก EU ได้รับชัยชนะในการลงคะแนนเสียงให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เป็นคนแรกของ พรรคใหม่นี้

อังกฤษมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเกาะ แยกออกจากผืนทวีปยุโรป ในระยะ 500 ปีที่ผ่านมานับแต่การค้นพบอเมริกาที่เปิดศักราชของโลกยุคใหม่ อังกฤษได้มีบทบาทในเวทีโลกโดยอาศัยกองทัพเรือที่เข้มแข็ง รบชนะมหาอำนาจต่างๆในยุโรป เช่นชนะกองเรือ Armada ของสเปน รบชนะฝรั่งเศสสมัย Napoleon ชนะเยอรมัน และออสเตรีย ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และชนะเยอรมัน อิตาลีในสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีบทบาทในการชนะสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น ในสายตาของอังกฤษจึงไม่เคยรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของยุโรปเช่นประเทศอื่นบนผืนทวีปยุโรป และปล่อยให้ภาคพื้นทวีปยุโรปมีการรวมตัวด้านต่างๆ ตั้งแต่ทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน และ การเมืองในช่วงหลังสงคราม

อังกฤษเป็นมหาอำนาจที่มีอาณานิคมไปทั่วโลกโดยเฉพาะเมื่อสูญเสียอเมริกาและภายหลังสงครามนโปเลียน ทำให้อังกฤษเป็นผู้นำการเมืองระดับโลกมากกว่าระดับภูมิภาคยุโรป อังกฤษถือว่าตนเป็นศูนย์กลางของโลก ในช่วงที่ทำสงครามกับเยอรมัน และสายโทรศัพท์ใต้น้ำที่เชื่อมโยงกับยุโรปถูกตัดขาด หนังสือพิมพ์ในอังกฤษฉบับหนึ่งพาดหัวข่าวว่า "The continent is isolated" ก่อนหน้านี้ อังกฤษก็มีระบบการนับที่แตกต่างกับยุโรปที่ใช้เป็นระบบ metricsในการชั่งตวงวัด เช่นการวัดระยะทางที่เป็นกิโลเมตร แต่อังกฤษใช้ไมล์ การชั่งน้ำหนักที่ใช้เป็นกิโลกรัม แต่อังกฤษใช้ปอนด์ การนับเงินเมื่อก่อนมี เพนนี่ ชิลลิ่งและปอนด์ แต่ปัจจุบันได้มาใช้ฐาน 10 ทำให้ 100 เพนนี่เป็น 1 ปอนด์เหมือนระบบ metrics อื่นๆในสากล

อย่างไรก็ดีเมื่ออังกฤษประสบปัญหาเศรษฐกิจ ก็ขอเข้าร่วมส่วนหนึ่งของ EU ในปี 1973 ซึ่งขณะนั้นยังเป็นแค่ตลาดร่วม หรือ EEC สมัยนั้นผมยังเป็นนักศึกษาที่เนเธอร์แลนด์ยังจำได้ว่าอังกฤษไม่ได้เข้ามาอย่างสง่างาม และเกิดปัญหาแตกแยกทางความคิดแม้กระทั่งในระดับคณะรัฐมนตรี ทำให้มีการให้ลงประชามติเห็นชอบในปี 1975 เป็นช่วงที่อังกฤษมีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ หลังจากนั้น อังกฤษก็ยังมีข่าวเป็นระยะๆจนถึงปัจจุบันว่าไม่เห็นด้วยกับการบริหารใน EU ถึงขั้นขู่ว่าจะถอนตัว และรัฐบาลก็ได้ให้มีการลงประชามติอีกครั้งว่าจะถอนตัวจาก EU หรือไม่ในปี 2017 ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนในอนาคตอีกครั้ง เหมือนความไม่แน่นอนก่อนลงประชามติของ Scotland ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ต่างจากประเทศสมาชิกอื่นๆที่ไม่เคยต้องมากังขากันอีก หลายประเทศเช่นตุรกีพยายามจะเข้าเป็นสมาชิกแต่ก็ไม่สำเร็จ

ระบบเงินตราของยุโรปได้รวมศูนย์ให้ มีธนาคารกลางแห่งยุโรปและสกุลเงินใหม่คือยูโร โดยที่ทุกประเทศยกอำนาจการกำหนดนโยบายการเงินและยกเลิกสกุลเงินประเทศตน เช่น เงินฟรังฝรั่งเศส เงินกิลเดอร์เนเธอร์แลนด์ แต่ อังกฤษก็ยังไม่ยอมเข้ามาร่วม และ ธนาคารกลางของอังกฤษยังคงรักษาอำนาจการกำหนดนโยบายการเงินเหมือนเดิม โดยไม่ยอมยกเลิกเงินปอนด์

โครงสร้างและสภาพเศรษฐกิจของอังกฤษมีลักษณะคล้ายไปทางอเมริกามากกว่า เช่นมีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเป็นสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 10ของ GDP ระบบการเงินก็มีการพึ่งพาตลาดหุ้นในสัดส่วนที่สูงเช่นกัน และด้วยภาษาพูดเดียวกันทำให้บรรยากาศและทิศทางการปรับตัวของผู้บริโภคและผู้ลงทุน อาจจะคล้อยตามอเมริกามากกว่า

อังกฤษยังคงมีความเป็นเอกเทศจากภาคพื้นยุโรป จึงไม่ค่อยรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของภาคพื้นยุโรปอย่างแท้จริง


ตอนที่ 8 Manchester หรือ The Cotton City

Manchester เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่กำเนิดขึ้นเป็นเมืองของโลก จากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในศตวรรษที่ 18 -19 โดยได้มีการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมด้านสิ่งทอ มีการนำวัตถุดิบ คือ ฝ้าย (cotton) จากสหรัฐอเมริกา เข้ามาผลิตเป็นผ้าฝ้าย ส่งออกไปทั่วโลก และด้วยประสิทธิภาพ ต้นทุน และการบริหารจัดการ ทำให้กิจการสิ่งทอ เช่น cottage industry ของอินเดีย ต้องเลิกกิจการไปเกือบทั้งชมภูทวีป การผลิตสินค้าสิ่งทอนี้ ทำให้เมือง Manchester ต้องมีการใช้เครื่องจักร ที่ต้องการเหล็กกล้าและถ่านหิน เป็นที่มาของการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการอพยพเข้ามาของแรงงานจากชนบท เมือง Manchester มีความได้เปรียบกว่าเมืองอื่นรอบข้างเพราะเป็นที่ที่มีน้ำบริบูรณ์เหมาะแก่การฟอกย้อมสิ่งทอที่ต้องใช้น้ำจืดปริมาณมาก ทั้งที่อยู่ห่างจากทะเลกว่า 50 กิโลเมตร และต้องอาศัยเมืองท่า Liverpool ในการขนถ่ายจากเรือเดินทะเล อย่างไรก็ดีเมื่อผู้ประกอบการการท่าเรือและรถไฟใน Liverpool ขึ้นค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนสูง ในที่สุด Manchester จึงแก้ปัญหาโดยการขุดคลองเพื่อให้เรือเดินสมุทรสามารถเข้ามาจอดเทียบที่ท่า Salford ซึ่งติดกับ Manchester ได้ ทำให้กิจการสิ่งทอไม่ต้องไปขึ้นกับ Liverpool ทำให้รายได้จากการขนถ่ายสินค้าของเมือง Liverpool ถูกกระทบอย่างหนัก การขุดคลองดั่งกล่าวมีที่ผลต่อระบบการขนส่งเหมือนการขุดคลองสุเอซ ที่ขุดในระยะ 30 กว่าปีก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์การจารึกว่าทั้งผู้ประกอบการเกี่ยวกับท่าเรือใน Liverpool และผู้ลงทุนในคลองดังกล่าวต่างก็ประสบภาวะขาดทุนจนต้องล้มละลาย

ผลจากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมเป็นเมืองแรกอย่างรวดเร็ว มีอาคารสวยงามที่ก่อสร้างเป็นศิลปะแบบกรีกและโรมัน เพื่อใช้เป็นโรงงาน หรือ โกดังขนาดใหญ่ โดยเฉพาะถนน Portland ที่ใกล้โรงแรมที่พัก มีอาคารใหญ่ๆ ขนาด 5-6 ชั้น เป็นจำนวนมากไม่ถูกทำลายจากการทิ้งระเบิดของนาซี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นในถนนอื่นกล่าวกันว่าในช่วงวันหยุด กลางเมืองนี้จะเหมือนเมืองร้าง เช่นในแถบธุรกิจ Canary Wharf ในลอนดอน เพราะ ผู้คนจะไม่ต้องมาทำงาน ต่างจากทุกวันนี้ที่อาคารเหล่านี้ได้รับการอนุรักษ์ดัดแปลงเป็นร้านรวงมากมาย เป็นแหล่งมาจับจ่ายซื้อของ อย่างไรก็ดีเมือง Manchester ที่เติบโตเร็วเมื่อศตวรรษที่ 19 เป็นเมืองที่ขาดการวางแผน คนงานหลั่งไหลเข้ามาทำงานจากชนบทและอยู่แบบสลัม เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น อากาศ และน้ำเสีย มีปัญหาอาชญากรรม รวมไปถึงมีการใช้แรงงานอย่างไม่ถูกต้อง และเป็นแหล่งที่มาของแนวคิดของ คาร์ล มาร์ก (Karl Marx) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก เองเกิล (Engel) ที่เป็นผู้อยู่อาศัยในเมืองนี้และได้รู้เห็นความทุกข์ยากของแรงงาน แนวคิดหัวก้าวหน้าทางการเมืองจึงมีการก่อกำเนิดในเมือง Manchester เมื่อประธานาธิบดี ลินคอล์น (Lincoln) ประกาศเลิกทาสและเกิดสงครามกลางเมือง ชาวเมือง Manchester ซึ่งแม้จะได้รับประโยชน์จากทาสในอเมริกาที่ช่วยทำงานในไร่ฝ้าย กลับเป็นฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายเหนือของ ลินคอล์น ในขณะที่เมืองอื่นเช่น Liverpool สนับสนุนฝ่ายใต้ จากที่มีผู้ใช้แรงงานอยู่อาศัยจำนวนมาก และมีนักคิดหัวก้าวหน้า ดินแดนแถบนี้ยังถือว่าเป็นเขตสนับสนุนพรรคแรงงานอย่างมั่นคง

อย่างไรก็ดี Manchester มีความรุ่งเรืองได้เพียง 200 ปีเศษ เมื่อสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในโลกได้เปลี่ยนไป ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เอเชียตะวันออก ได้พัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอขึ้นในประเทศต่างๆ ประกอบการมีประดิษฐกรรมทางปิโตรเคมี นำเส้นใยสังเคราะห์เช่น Polyester มาใช้แทน ฝ้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องต่างๆใน Manchester ต้องปิดตัวลง คงเหลือแต่ซากอาคารขนาดใหญ่สมัย Victoria ที่สร้างด้วยอิฐแดงต่างๆที่เคยเป็นโรงงานหรือตลาดการค้าสิ่งทอ รวมไปถึงซากอาคารที่เคยเป็นแหล่งเสื่อมโทรมของคนงาน สภาพของเมืองที่เคยรุ่งเรืองกลายเป็นเมืองหดหู่จากการล่มสลายของอุตสาหกรรมสิ่งทอ ดินแดนแถบนี้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจที่ถดถอยเกิดปัญหาสังคมและเป็นปัญหาของอังกฤษมานับสิบปี โดยไม่ปรากฎว่ารัฐบาลในช่วงปี 1970-1990 มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาฟื้นฟู

โชคดีที่เมืองนี้รวมทั้งเขตรอบๆ มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่เป็นกระจุกถึง 3 แห่ง ซึ่งมีนักศึกษารวมกว่า 120,000 คน University of Manchester ถือเป็นองค์กรที่มีลูกจ้างมากที่สุดของเมือง ทำให้เศรษฐกิจของ Manchester ในช่วงหลังได้พึ่งพาการศึกษา และการพัฒนาด้านบริการต่างๆที่เกี่ยวข้องเช่นทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ เมือง Manchester ยังมีทีมฟุตบอลระดับต้นๆ ของอังกฤษถึง 2 ทีม คือ Manchester United และ Manchester City จึงเป็นแหล่งดึงดูดการเดินทางท่องเที่ยวและการกีฬา รัฐบาลจากพรรคแรงงานได้ทุ่มเทงบประมาณในการดึงธุรกิจบางด้านเช่น BBC และโรงถ่ายของ Coronation Street มาตั้งที่ชานเมืองในแถบที่เคยเป็นท่าเรือมาก่อน ทำให้เกิดบรรยากาศของการพัฒนา โดยมีความพยายามรักษารูปลักษณ์ทางสถาปัตย์ของอาคารโบราณไว้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ส่งเสริมการขยายตัวทางด้านธุรกิจ Media Art และ Creative ด้วย การจัดตั้ง Industrial Park ที่ Salford เป็นการฟื้นฟู Manchester ให้กลับมามีความรุ่งเรืองอีกครั้ง เป็นแบบอย่างของการฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกเมืองหนึ่งของโลก ที่ประสบชะตากรรมคล้ายกัน คือ Detroit ที่ประสบปัญหาต่างๆ จากการย้ายออกของอุตสาหกรรมรถยนต์ จนเทศบาลเมืองถูกประกาศล้มละลาย ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การชำระหนี้เทศบาล


ตอนที่ 9 มหานคร ลอนดอน

ถึงแม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะใช้เวลาในนครหลวงแห่งนี้ไม่มากและเป็นที่ที่เคยมาหลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งก็มีเรื่องที่ชวนคิดได้ทุกครั้ง ผมเคยมาเมืองนี้เป็นครั้งแรกในปี 1971 เมื่อได้สอบผ่านปีแรกในมหาวิทยาลัยที่ฮอลแลนด์ ในครั้งนั้น การเดินทางที่เป็นหนทางหลักที่ประหยัดกว่าการบินคือการนั่งเรือข้ามฟาก จากปากแม่น้ำ ที่เรียก ว่า Hoek van Holland ต้องใช้เวลาเดินเรือตลอดทั้งคืน และมารุ่งเช้าที่ท่า Norwich จากนั้นจึงนั่งรถไฟเข้ามาลอนดอน แต่ทุกวันนี้การเดินทางจากยุโรปทางเรือหมดยุคแล้ว นอกจากการบินข้ามฟาก ที่สะดวกมากคือการนั่งรถไฟความเร็วสูงลอดช่องแคบอังกฤษจากฝรั่งเศส เข้ามาที่สถานี waterloo ทางด้านใต้ของลอนดอนการนำชื่อสถานที่ที่อังกฤษจับนโปเลียนได้มาตั้งชื่อสถานที่ในลอนดอน และเป็นสถานีรถไฟแรกสำหรับการเข้ามาลอนดอน ก็คงจะสร้างความรู้สึกให้ฝรั่งเศสที่เป็นตัวตั้งตัวตีมี EU

ในยุคก่อนเมื่อมาลอนดอนก็จะมีความรู้สึกว่าเมืองนี้สกปรกไม่น่าอยู่ ตึกรามก็โทรมไม่สวยงามเท่าในภาคพื้นทวีป ทั้งนี้เนื่องจากในยุโรปถ้าเป็นเมืองที่ถูกระเบิดทำลายในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นเมืองต่างๆในเยอรมัน และบางเมืองในฮอลแลนด์ เช่นเมืองร้อตเตอร์ดัมที่ผมเรียนก็จะเป็นเมืองสร้างใหม่มีความทันสมัย และมีการวางแผน สะอาดเรียบร้อย ถ้าเป็นเมืองเก่าที่ไม่ได้ถูกทำลายก็จะมีการรักษาอาคารโบราณต่างๆอย่างดี เช่นเมืองในกลางกรุงปารีสบรัสเซล และ อัมสเตอร์ดัม เป็นต้น แต่อังกฤษในช่วงทรรศวรรษที่ 70-90 เป็นช่วงที่อังกฤษประสบปัญหาเศรษฐกิจล่มสลาย เพราะภาคอุตสาหกรรมถดถอยไม่อาจแข่งกับอุตสาหกรรมที่สร้างใหม่ที่มีโรงงานทันสมัยกว่าในยุโรปได้ หรือไม่ก็ต้องประสบกับการแข่งขันจากประเทศกำลังพัฒนาเช่น เอเซียในด้านสิ่งทอ ขณะเดียวกันเมื่อรัฐบาลดำเนินนโยบายแก้ไขรุนแรงก็จะเกิดการต่อต้านจากสหภาพแรงงานซึ่งมีการรวมตัวที่เข้มแข็งมาก รายได้รัฐบาลจึงตกต่ำ และไม่มีงบมาใช้ในการทำนุบำรุงบ้านเมืองอย่างเพียงพอเท่าที่ควร ตามถนนหนทางยังมีคนตกยากที่มาขอทานและบ้านเรือนก็ทรุดโทรม วันดีคืนดีก็จะต้องประสบการประท้วงหยุดงาน หรือการก่อการร้ายของ IRA

แต่ทุกวันนี้ เมื่อมาลอนดอนความรู้สึกนี้จะหมดไป เศรษฐกิจของอังกฤษในช่วงสิบปีเศษเริ่มดีขึ้น ลอนดอนกลายเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางการเงิน มีคนต่างชาติมาลงทุน และพำนักอาศัย กลายเป็นเมืองนานาชาติ มีร้านอาหารและแหล่งชอปปิ้งมากมาย ทำให้อสังหาริมทรัพย์มีราคาแพงขึ้นมาโดยตลอดแม้ว่าจะมีผลกระทบจากช่วงที่มีวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2550-52 แต่ก็เป็นช่วงสั้น ในทางกลับกัน ช่วงหลังนี้ปรากฎว่าเศรษฐกิจในยุโรปกลับมีปัญหาด้านการคลัง และเศรษฐกิจตกต่ำทำให้มีคนว่างงานจำนวนมาก รัฐบาลมีรายได้ตกต่ำและยังต้องตัดรายจ่ายเพื่อรักษาวินัยการคลังทำให้ไม่มีงบเพื่อใช้ในการทำนุบำรุงบ้านเมือง ผู้ที่เดินทางไปยุโรปจะได้ความรู้สึกว่าเป็นที่ที่ไม่สะอาดเรียบร้อยเท่าที่ควร บางเมืองในอิตาลี ไม่มีการเก็บขยะแต่กองทิ้งไว้ตามริมถนนเกลื้อนกลาด เช่นเมืองฟลอเรนซ์เคยมีปัญหามากกับเรื่องขยะในเมือง ในขณะที่ลอนดอนได้รับประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้มีรายได้มาดูแลบ้านเมืองให้สะอาด เมื่ออสังหาริมทรัพย์มีราคาเพิ่มเป็นเท่าตัว เจ้าของก็ยอมลงทุนทาสีและปรับปรุงให้สมราคา ทำให้บ้านเมืองในลอนดอนทุกวันนี้ดูเรียบร้อยกว่าเมื่อ 30-40 ปีก่อน ทั้งยังไม่มีคนขอทานให้เห็นอย่างเมื่อก่อน อย่างไรก็ดี ผลจากการเพิ่มราคาบ้านทำให้การครองชีพในลอนดอนทุกวันนี้มีค่าใช้จ่ายแพงขึ้นมาก เมื่อไปลอนดอนครั้งแรกยังจำได้ว่าเคยเข้าร้านอาหารจีนทานข้าวหน้าเป็ดราคาไม่ถึงหนึ่งปอนด์ แต่ทุกวันนี้ราคาจะเพิ่มไปเป็น 10 เท่าตัว ค่าเช่าบ้านที่แพงมากก็ทำให้ผู้มีรายได้น้อยเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัย มีการร้องเรียนต่อรัฐบาลหรือไม่ก็ต้องไปอยู่ต่างเมืองที่ค่าเช่าบ้านถูกกว่า เช่น พนักงานของ บีบีซี ที่ย้ายไปเมือง Salford แต่โชคดีที่ลอนดอนมีระบบรถไฟฟ้าใต้ดินที่เชื่อมไปเกือบทุกที่ในเมืองทำให้การเดินทางเข้าเมืองยังสะดวกรวดเร็วแม้จะต้องไปอยู่ด้านนอกเมืองก็ตาม

ทุกวันนี้ รัฐบาลได้เปิดทางให้การเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ไม่ต้องเสียเงิน ที่พิพิธภัณฑ์ Victory and Albert Museum แถว Knightsbridge มีการตั้งแสดงของเก่าจากประเทศต่างๆในโลก ในส่วนที่เป็นของไทย มีการตั้งแสดงพระสังวาลย์ประดับเพชรงดงามมาก มีการติดรูปแสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนารถในรัชกาลที่ 5 เคยฉายพระรูปที่ทรงพระสังวาลย์นี้ โดยมีเขียนกำกับคำอธิบายว่า ยืมมาจากของสะสมส่วนบุคคล ทำให้เกิดความสงสัยว่า สมบัติของชาติเรามาเป็นของสะสมส่วนบุคคลที่นี่ได้อย่างไร


ตอนที่ 10 เส้นทางคมนาคมและการพัฒนาเมือง

Manchester มีประชากรภายในเมือง 5 แสนคนและมีประชากรรอบนอกอีก 2 ล้านคน แต่การจราจรก็ไม่พลุกพล่านมากนัก ไม่มีระบบรถไฟฟ้าใต้ดินแต่มีระบบรถเมล์วิ่งไม่เก็บค่ารถเมล์โดยสาร ทำให้ผู้คนไม่จำเป็นต้องใช้รถส่วนตัว ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในการประหยัดพลังงาน และ ไม่ก่อให้เกิดปัญหารถติด นอกจากนี้เพื่อเชื่อมเมือง Salford ซึ่งมีการพัฒนาพื้นที่ริมท่าเรือดั้งเดิม กับเมือง Manchester ก็ได้จัดให้มีรถรางวิ่ง ผู้เดินทางเมืองนี้นอกจากไม่ใช้รถแล้วก็ไม่มีรถจักรยานยนต์วิ่ง หรือเทียบกับเมือง Cambridge ยังมีการใช้จักรยานสองล้อคล้ายในประเทศเนเธอร์แลนด์

การเดินทางในลอนดอนถึงจะเป็นเมืองใหญ่แต่ก็สะดวกมากเพราะมีรถไฟฟ้าใต้ดินที่สานกันเป็นใยแมงมุมและมีการก่อสร้างเส้นทางใหม่ๆมาตลอด มีการใช้รถเมล์สีแดงเชื่อมต่อกันเพราะอยู่ภายในองค์กรเดียวกัน สามารถใช้บัตร Debit card เดียวกันเดินทางเชื่อมต่อกันได้ โดยมีคิดค่าโดยสาร แบบเหมาจ่ายก็ได้ ต่างจากบ้านเราที่ระบบขนส่งในเมืองยังแยกกันหลายหน่วยงานไม่เชื่อมโยงกัน แต่ก็ได้ข่าวว่า องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพจะปรับระบบเส้นทางวิ่งของรถเมล์ให้ประสานกับเส้นทางวิ่งของรถไฟฟ้า

ระบบถนนในอังกฤษโดยทั่วไปยังมีช่องทางวิ่งที่แคบ และมีไม่กี่ช่องทาง ข้อดีก็คือต้นไม้ใหญ่สองข้างทางจะเติบโตมาก เพราะเขาคงไม่นิยมการตัดต้นไม้ทิ้งเพื่อขยายถนนแบบบ้านเรา แต่ข้อเสียคือเวลามีอุบัติเหตุก็จะเป็นคอขวด ช่วงที่เราเดินทางจากลอนดอนเพื่อไปสนามบิน Heathrow เป็นบ่ายวันศุกร์ รถจึงมีมากตลอดทาง เพราะผู้คนคงเดินทางออกจากเมืองเพื่อไปอยู่ต่างเมือง สนามบินทุกวันนี้ก็มี terminal 2 ที่เพิ่งปรับปรุงใหม่กว้างขวางและดูสะอาดกว่าเมื่อก่อนเสียอย่างเดียวการจราจรทางออกมีปัญหาแออัด เสียเวลารอเครื่องบินขึ้นหรือเข้าจอดเป็นชั่วโมงๆ บางครั้งหากมาเชื่อมต่อเครื่องบินที่นี่ ก็มักจะได้กระเป๋าช้าเป็นวันๆ

ทางน้ำใน Manchester ที่เคยเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าวัตถุดิบเข้ามาและนำสินค้าสำเร็จรูป คือผ้าผืน ออกไปบัดนี้ก็เลยใช้แล้ว เคยมีความคิดกันว่าจะถมกลับไปเป็นแผ่นดิน แต่โชคดีที่ความคิดนี้ไม่ได้รับการยอมรับ เพราะทุกวันนี้ ที่ดินริมน้ำกลายเป็นที่ที่มีราคา ได้รับความนิยมสูง และเป็นพื้นที่ในการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจทางด้าน ICT คล้ายกับเมืองท่าหลายแห่งในโลกที่ได้พัฒนา waterfront ที่เคยใช้เป็นท่าเรือให้เป็นแหล่งธุรกิจและที่อยู่อาศัย เช่นเมือง Baltimore ใน Maryland USA และ Sydney ใน Australia เพราะระบบการขนส่งได้ย้ายไปใช้ ท่าเรือน้ำลึกและขนในลักษณะที่เป็น container ด้วยรถพ่วงที่ยาว ไม่เหมาะกับการวิ่งเข้ามาในเมือง กรุงเทพของเราทุกวันนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงคล้ายๆกัน เพราะได้มีการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง และลดบทบาทของท่าเรือคลองเตย หวังว่าผู้บริหารคงมีแผนระยะยาวพัฒนาพื้นที่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาส่วนนี้เพราะเป็น waterfront ที่มีความยาวกว่า หนึ่งกิโลเมตร น่าจะเป็นศูนย์การค้าและทีพักผ่อนของชาวกรุงเทพมหานครได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ฝั่งตรงกันข้ามยังเป็นเขตอนุรักษ์บางกระเจ้า ที่เป็นปอดของกรุงเทพ


โดยสรุป

ความรู้สึกที่ได้จากการพบปะกับมหาวิทยาลัยทั้ง ๕ ในคราวนี้ ส่วนหนึ่งก็คือ การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นอิสระค่อนข้างมาก ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ที่ไม่ยืดหยุ่น ดังเช่นมหาวิทยาลัยของไทย สิ่งใดที่เป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ได้เขียนเป็นกฎหมายหรือระเบียบไว้ เขาจะดำเนินการได้ ไม่ต้องรอไปถามกระทรวงศึกษาธิการก่อน ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะเปิดใจกว้างมุ่งที่ output, process และ outcome เป็นหลัก มากกว่าการมุ่งรูปแบบ ดังเห็นได้จากกการนำงานวิจัยสู่ธุรกิจ แต่ละแห่งก็มีรูปแบบที่แตกต่างกัน บ้างก็ทำในรูปแบบของหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย บางแห่งก็จดทะเบียนเป็นบริษัท บางแห่งก็มีลักษณะเป็นธุรกิจที่ไม่จ่ายกำไร เป็นต้น การประกาศไม่ยึดติดกับ Social enterprise ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการมุ่งผลสุดท้าย และวิธีทำงานของรัฐบาลก็พยายามออกมาในรูปแบบของการมีส่วนร่วม การเป็นเจ้าของที่รับผิดชอบร่วมกัน ดังเห็นได้จากการใช้ชื่อ partnerships ใน LEP วัฒนธรรมมหาวิทยาลัยในอังกฤษจึงเอื้อต่อการคิดนอกกรอบ การมีนวัตกรรม ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่มีสังคมที่เอื้ออาทร และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นประชาธิปไตย

การดูงานครั้งนี้ ผู้จัดทำได้ดีมาก มีการใช้เวลาและแบ่งเวลาให้เป็นประโยชน์ ทำให้ได้ความรู้และสาระ ทั้งยังเป็นโอกาสให้ผู้บริหารต่างมหาวิทยาลัยได้แลกเปลี่ยนทรรศนะในระหว่างการเดินทางต่างเมืองในรถบัส เป็นประโยชน์ในการมีมิตรภาพต่อกันที่อาจจะช่วยเหลือกันได้ต่อไปในอนาคต วิทยากรที่เชิญมาให้ความรู้ทุกแห่งล้วนมีความกระตือรือล้นในการให้ข้อมูลและตอบข้อซักถามอย่างเต็มที่ ทำให้ได้ข้อคิดใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานในหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับ Social Enterprise และ การทำงานของ Local Enterprise Partnerships ซึ่งเป็นเป้าหมายของการดูงานครั้งนี้


พิสิฐ ลี้อาธรรม

คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

12 ตุลาคม 2557

อ้างอิง

ศ. วิจารณ์ พานิช เรื่อง อุดมศึกษาอังกฤษ : สะท้อนความคิดจากการดูงาน สถาบันคลังสมองแห่งชาติ 2556


หมายเหตุ

ผมได้รับบทความนี้จากสถาบันคลังสมองของชาติ และเห็นว่าเป็นบทความที่ดีมาก มีประโยชน์ต่อคนมหาวิทยาลัย ให้ได้เห็นความเป็นพลวัตในการบริหารการเปลี่ยนแปลงของระบบอุดมศึกษาและผู้เขียนเขียนอย่างคนรู้จริง จึงได้ขออนุญาต ดร. พิสิฐ ลี้อาธรรม นำมาเผยแพร่ต่อ ขอขอบพระคุณ ดร. พิสิฐ ที่กรุณาอนุญาต


วิจารณ์ พานิช

๓๑ ต.ค. ๕๗


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

การศึกษาของเยอรมัน..มีค่าธรรมเนียม..(ราคาเป็นธรรม)..และได้ปรับ..ราคาค่าเล่าเรียนไปตามกระแสร์หลักเศษฐกิจ..ตามเวลาในสากลโลกนิยม ซึ่ง..ในมหาวิทยาลัยเยอรมัน..เดี๋ยวนี้..ก็ได้ปรับตามกระแสร์นิยม..มีระบบ..ปริญญาตรี..โทตามสากล..แต่ก็ยังใช้ระบบเก่าอยู่บ้าง..ค่าเล่าเรียนขึ้นไปตามกระแสร์หลักของสากล..มีผลลัพภ์ต่อ..นักเรียนยากจน..เช่นกัน....(มีการเดินขบวนต่อต้านคัดค้าน..การขึ้นค่าเล่าเรียน..ที่ถูกเรียกร้องโดยนักเรียนและนักศึกษาที่ถูกผล กระทบเหล่านั้น...)

สภาพและระบบการศึกษาในเยอรมัน..มีรากฐานการศึกษา..ที่ดี..คือ..การศึกษา..ตลอดชีวิต..เป็นพื้น

ฐานอันมั่นคงต่อประชาชน..รัฐและนักการเมืองเป็นผู้บริหาร..ภาษีที่นำมาใช้..การการศึกษาทุกขั้นตอน..ของเด็กและผู้ใหญ่..ที่เป็นอนาคต..ของชาติ(..โดยสุจริต.ธรรม...)...