การจัดการความขัดแย้ง
Conflict Management
พันเอก มารวย ส่งทานินทร์
16 พฤศจิกายน 2557
การจัดการความขัดแย้ง (Conflict management) คือกระบวนการลดผลเสียและเพิ่มผลดีของความขัดแย้ง เป้าหมายของการจัดการความขัดแย้งคือ การเรียนรู้ร่วมกันและเพิ่มประสิทธิผลของการประกอบการขององค์กร การเรียนรู้ขององค์กร (Organizational learning) จากการจัดการความขัดแย้งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการจัดการความขัดแย้งทำให้เกิดการเรียนรู้ และกระตุ้นให้บุคลากรเกิดความตื่นตัวไม่เฉื่อยชา
ผู้ที่สนใจเอกสารแบบ PowerPoint (PDF file) สามารถศึกษาและ download ได้ที่ http://www.slideshare.net/maruay/conflict-management-35349377
คำนิยามของความขัดแย้ง (Conflict) ยังไม่มีคำนิยามที่ชัดเจน แต่อธิบายได้ว่า เกิดจากผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวของบุคคล 2 ฝ่าย (process in which one party perceives that its interests are being opposed or negatively affected by another party)
ประโยชน์จากการจัดการความขัดแย้ง
- เพื่อการเรียนรู้และประสิทธิผลขององค์กร (Organization Learning and Effectiveness) - เพราะต้องใช้นวัตกรรมทางความคิด ในการเรียนรู้กระบวนการและวิธีการสนทนา
- เพื่อสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Needs of Stakeholders) - เป็นการสนับสนุนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าเป็นบุคลากร ลูกค้า ผู้ส่งมอบ สิ่งแวดล้อม และผู้ถือหุ้น
- เพื่อจริยธรรม (Ethics) – ของผู้นำและผู้ที่อยู่ใต้การบังคับบัญชา
ความขัดแย้งมีที่มาจาก
- เป้าประสงค์ (Goals) ที่ขัดแย้งกัน เนื่องจากขาดเป้าประสงค์ร่วม
- ความขัดแย้งส่วนบุคคล (Personality conflicts) เป็นสาเหตุที่เกิดความขัดแย้งมากที่สุด เนื่องจากไม่พอใจกันเป็นการส่วนตัว
- แย่งทรัพยากร (Scarce resources) มีการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรกัน
- รูปแบบ (Styles) ผู้คนมีหลากหลายรูปแบบ และมีวิธีการสื่อสารที่แตกต่างกัน แต่ก็เป็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย
- ค่านิยม (Values) ค่านิยมหลัก ที่ทำให้บุคคลมีแรงดึงดูดเข้าหากัน เป็นพวกเดียวกันหรือต่างพวกกัน (bird's of a feather flock together)
ชนิดของการจัดการในองค์กรที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง
1. การสื่อสารที่ไม่ดี ( Poor communications)
- บุคลากรไม่ได้รับแจ้งเรื่องของการตัดสินใจ ที่มีผลกระทบต่อพวกเขา
- บุคลากรไม่ทราบเหตุผลการตัดสินใจของผู้บริหาร และไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
- ทำให้เชื่อข่าวลือมากกว่าคำประกาศ
2. การกระจายทรัพยากรที่ไม่พอเพียง ( The alignment or the amount of resources is insufficient)
- ทำให้เกิดการเกี่ยงงานกัน
- เกิดความเครียดจากทรัพยากรที่ไม่พอใช้
3. การไม่ลงรอยกัน ( Personal chemistry, including conflicting values or actions)
- บุคลิกภาพของบุคลากรไม่เหมาะสมกัน
- ไม่ชอบที่คนอื่นเป็นแบบเรา (we often do not like in others what we do not like in ourselves)
4. ปัญหาจากภาวะผู้นำ ( Leadership problems)
- โลเล ชอบหายตัว แข็งขืนเกินไป: ชอบทำตัวเหนือปัญหา (passing the buck) ทำงานไปวัน ๆ ไม่เข้าใจงานของลูกน้อง
แนวทางปฏิบัติเพื่อลดความขัดแย้ง
1. ทบทวนใบลักษณะงานสม่ำเสมอ ( Regularly review job descriptions. Get your employee's input to them)
- เพื่อทำให้หน้าที่การทำงานของบุคลากร ไม่เกิดความขัดแย้ง
- เป้าหมายงานไม่ขาดตกบกพร่อง
2. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกน้อง ( Intentionally build relationships with all subordinates)
- พบปะเป็นรายบุคคลอย่างน้อยเดือนละครั้ง
- ถามเรื่องผลสำเร็จ ความท้าทาย และประเด็นอื่น ๆ
3. บุคลากรรายงานสถานะสม่ำเสมอ ( Get regular, written status reports)
- ผลสำเร็จของงาน
- ความช่วยเหลือที่ต้องการจากฝ่ายบริหาร
- แผนงานในอนาคต
4. เข้าอบรมหลักสูตร ( Conduct basic training)
- การสื่อสารระหว่างบุคคล
- การจัดการความขัดแย้ง
- การมอบอำนาจ
5. พัฒนาขั้นตอนการทำงาน ( Develop procedures for routine tasks and include the employees' input)
- ให้บุคลากรเขียนขั้นตอนการทำงาน
- ให้บุคลากรทบทวนขั้นตอนการทำงาน
- แจกจ่ายขั้นตอนการทำงาน
- อบรมบุคลากรให้เข้าใจขั้นตอนการทำงาน
6. ประชุมผู้บริหารร่วมกับบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ ( Regularly hold management meetings with all employees)
- จัดให้มีทุกเดือน เพื่อสื่อสารเรื่องโครงการใหม่ ๆ และในเรื่องสถานะปัจจุบัน ของผลิตภัณฑ์และบริการ
7. มีตู้รับข้อเสนอแนะ ( Consider an anonymous suggestion box in which employees can provide suggestions)
- เพื่อรับข้อมูลสะท้อนกลับจากบุคลากร ไม่ต้องระบุชื่อ โดยเฉพาะในที่ทำงานที่มีความขัดแย้งสูง
การแก้ไขความขัดแย้ง ถ้าแก้ไขสำเร็จจะเกิดผลดีคือ
- มีความเข้าใจกันมากขึ้น (Increased understanding) การอภิปรายทำให้เกิดความตื่นตัวในสถานการณ์ เกิดความเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง
- เกิดความสามัคคีในกลุ่ม (Increased group cohesion) สมาชิกกลุ่มเกิดความไว้วางใจกัน สามารถทำงานร่วมกัน
- พัฒนาความรู้ของบุคคล (Improved self-knowledge) รู้จักตนเองเพิ่มขึ้น เข้าใจว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับเขา และจะต้องบรรลุได้อย่างไร
- แต่ถ้าแก้ไขความขัดแย้งไม่มีประสิทธิผล อาจเกิดผลเสีย เกิดความเกลียดชังกัน การทำงานเป็นทีมล้มเหลว คนฉลาดสูญเปล่าไป บุคลากรไม่ผูกพัน เกิดผลลบ มีการฟ้องร้อง ฯลฯ
Theory of Conflict management
- Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument (TKI)
- Interest-Based Relational (IBR) Approach
ในทศวรรษ 1970s Kenneth Thomas และ Ralph Kilmann ได้เสนอแนวทางจัดการความขัดแย้ง เรียกว่า Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument (TKI) ประกอบด้วย: การแข่งขัน ความร่วมมือ การปรองดอง การโอนอ่อน และการหลีกเลี่ยง (Competitive, Collaborative, Compromising, Accommodating, and Avoiding)
1.การแข่งขัน ( Competitive): เกิดจากการที่บุคคลมีจุดยืนที่แน่ชัด มีอำนาจมากกว่า มีตำแหน่งสูงกว่า หรือมีความสามารถในการโน้มน้าวมากกว่า วิธีนี้เหมาะกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องตัดสินใจด่วน แต่อาจทำให้ผู้คนรู้สึกเจ็บใจ ไม่พอใจ ถ้าเหตุการณ์ไม่จำเป็นต้องเร่งด่วนจริง
2.ความร่วมมือ ( Collaborative): เป็นการที่ผู้คนพยายามหาหนทางร่วมกัน ไม่แก่งแย่งกัน ทุกคนมีความสำคัญ วิธีนี้เหมาะสำหรับหาข้อตกลงร่วมกัน โดยการระดมความคิด เพื่อหาหนทางแก้ไขที่ดีที่สุด หรือใช้ในสถานการณ์ที่มีความสำคัญสูง
3.การปรองดอง ( Compromising): เป็นการพยายามเอาใจทุกคน โดยการยอมถอยคนละก้าว การปรองดองมีประโยชน์ ในกรณีที่ความขัดแย้งก่อเกิดผลเสียหายรุนแรง ฝ่ายตรงข้ามมีความแข็งแรงพอ ๆ กัน หรือใกล้จะถึงเวลาเส้นตาย
4.การโอนอ่อน ( Accommodating): เป็นการยอมตามผู้อื่น ยอมเสียสละส่วนของตน เพื่อแสดงว่าตนเป็นคนไม่ก้าวร้าว การโอนอ่อนมีความเหมาะสม เมื่อความสงบสุขมีค่ากว่าการเอาชนะ หรือเมื่อต้องการจะสร้างบุญคุณ (favor) แต่ผลลัพธ์ในกาลต่อมามักออกมาไม่ค่อยดีนัก
5.การหลีกเลี่ยง ( Avoiding): เป็นการที่ผู้คนต้องการหนีสถานการณ์ ไม่ต้องการตัดสินใจ ไม่ต้องการทำร้ายจิตใจผู้อื่น มีความเหมาะสมกับกรณีที่ไม่เห็นหนทางชนะ เป็นปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ต้องใส่ใจก็ได้ หรือมีผู้อื่นที่เหมาะสมกว่าในการเจรจาหนทางนี้เป็นแนวทางที่อ่อนแอและไม่มีประสิทธิผล
ตัวแปรในการใช้กลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
- ที่ต้องคำนึงถึงเป็นตัวแรกคือ ความสำคัญเรื่องของเวลา (Time pressure) ถ้าไม่เร่งรีบ กลยุทธ์ความร่วมมือ (collaboration) จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด
- ความสำคัญของประเด็น (Issue importance) ขึ้นกับลำดับของความสำคัญ หลักการหรือค่านิยม ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง
- ความสำคัญของความสัมพันธ์ (Relationship importance) เป็นความสำคัญของความสัมพันธ์ที่มีอยู่ต่อกัน
- อำนาจต่อรอง (Relative power) ที่มีอยู่ของทั้งสองฝ่าย
เทคนิคการจัดการความขัดแย้ง 1.Forcing 2.Collaborating 3.Compromising 4.Withdrawing 5.Smoothing
1.การใช้อำนาจ หรือเรียกว่าการแข่งขัน (competing) ว่าด้วยบุคคลที่ยังคงยืนหยัดไม่ฟังใคร แม้จะมีแรงต้าน
- ตัวอย่างการใช้อำนาจ
- มาตรการอื่นใช้ไม่ได้ผล
- ต้องการแสดงจุดยืนอย่างแน่วแน่
- มีความเร่งด่วน (การช่วยชีวิตฉุกเฉิน การหยุดความก้าวร้าว)
- ต้องการหยุดสถานการณ์ขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน
- ข้อดี:
- แก้ปัญหาได้รวดเร็ว
- เกิดความมั่นใจสูง สร้างความนับถือ ที่กล้าลงมือและกล้ารับผิดชอบ ต่อสถานการณ์ที่เลวร้าย
- ข้อด้อย:
- สร้างความบาดหมาง
- เกิดการต่อต้าน แม้จะไม่ได้ตั้งใจมาก่อน
- ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากข้อต่อรองของฝ่ายตรงข้าม
- ต้องใช้พละกำลังสูง
2.ความร่วมมือ หรือการแก้ปัญหา (problem confronting or problem solving) เป็นการทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยเน้นชนะด้วยกัน (a win-win solution) ที่ให้ความสำคัญกับความเห็นของทุกฝ่าย
- ตัวอย่างการใช้ความร่วมมือ
- ต้องการฉันทามติของทุกฝ่าย
- มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อความร่วมมือ
- เน้นที่ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
- มีความไว้วางใจกันสูง
- ต้องการสร้างความสัมพันธ์อย่างยาวนาน
- เมื่อต้องการผ่านช่วงเวลาอันเลวร้าย
- เป็นการแบ่งความรับผิดชอบร่วมกัน
- ข้อดี:
- เป็นการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ไม่เครียด
- ชนะด้วยกัน สร้างความไว้วางใจ ดีต่ออนาคต
- แบ่งปันความรับผิดชอบ
- เป็นนักต่อรองที่ดี
- ข้อด้อย:
- ทุกฝ่ายต้องมีความมุ่งมั่น
- ใช้ความพยายามและเวลามาก
- ไม่เหมาะสมในสถานการณ์ต้องการความรีบด่วน
- ถ้าเกิดความไม่ไว้วางใจกัน ความพยายามจะล้มเหลว
3.การปรองดอง เป็นการแก้ปัญหาที่ทั้งสองฝ่ายมีความพอใจในระดับหนึ่ง
- ตัวอย่างการใช้วิธีการปรองดอง:
- เป้าประสงค์มีความสำคัญไม่มาก
- เป็นมาตรการชั่วคราว ของสถานการณ์ที่ซับซ้อน
- มีประเด็นอื่นที่สำคัญกว่ารออยู่
- เป็นบันไดขั้นแรก ของผู้ที่ไม่คุ้นเคยกันมาก่อน
- เมื่อความร่วมมือกันหรือการใช้กำลัง ใช้ไม่ได้ผล
- ข้อดี:
- แก้ปัญหาได้เร็ว เมื่อมีเวลาเป็นปัจจัย
- แก้ปัญหาชั่วคราวไปก่อน
- เป็นการลดระดับความเครียด
- ข้อด้อย:
- ไม่เป็นที่น่าพอใจของทั้งสองฝ่าย (a lose-lose situation)
- ไม่สร้างความไว้วางใจในระยะยาว
- ต้องมีการควบคุมการปฏิบัติอย่างจริงจัง
4.การถอนตัว หรือการหลีกเลี่ยง (avoiding) ไม่สนใจใด ๆ ทั้งสิ้น
- ตัวอย่างการถอนตัว:
- เป็นปัญหาเล็ก ๆ ไม่คุ้มค่า มีเรื่องสำคัญกว่ารออยู่
- ถ้าการเลื่อนออกไปเกิดประโยชน์ในกรณีดังต่อไปนี้
- เวลายังไม่เหมาะสม
- ต้องการเวลาคิดมากกว่านี้
- ไม่มีหนทางชนะ
- ต้องจัดการกับความดื้อด้าน
- ไม่สามารถจัดการความขัดแย้งได้ (ยังมีอารมณ์พลุ่งพล่านอยู่)
- ข้อดี:
- เมื่อฝั่งตรงข้ามต้องการใช้กำลัง ให้เลื่อนออกไปก่อน
- ไม่ต้องเครียด เมื่อเป็นความขัดแย้งระยะสั้น
- ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ในเรื่องอื่นที่เร่งรีบกว่า
- ใช้เป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
- ข้อด้อย:
- ลดฐานะลง ถือว่าเป็นการเห็นด้วย
- ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง
5.ราบเรียบ หรือที่เรียกว่าการโอนอ่อน (accommodating) เป็นการยอมทำตามผู้อื่น โดยฝ่ายตนเสียเปรียบ
- ตัวอย่างการโอนอ่อน:
- เป็นการซื้อเวลาให้พร้อมกว่านี้
- เป็นประเด็นที่สำคัญกว่าของผู้อื่น ที่มากกว่าตนเอง
- ยอมรับความผิดพลาด
- เมื่อหมดหนทางเลือก
- ข้อดี:
- เป็นการปกป้องส่วนใหญ่ โดยการยอมเสียส่วนย่อย
- เป็นโอกาสประเมินสถานการณ์ด้วยมุมมองใหม่
- ข้อด้อย:
- ถูกกระทำย่ำยี
- สูญเสียความมั่นใจ
- ยากที่จะทำให้เกิดการเน้นชนะด้วยกันในอนาคต
- สูญเสียผู้สนับสนุน
อีกทฤษฎีหนึ่งในการจัดการความขัดแย้งคือ ทฤษฎีว่าด้วยผลประโยชน์ร่วม "Interest-Based Relational (IBR) Approach" ซึ่งมีกฏดังนี้คือ
1.เน้นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ( Make sure that good relationships are the first priority) ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน มีมารยาทที่ดีแม้อยู่ใต้ความกดดัน
2.แยกปัญหาออกจากจากบุคคล ( Keep people and problems separate) บุคคลที่เจรจาด้วยไม่ใช่ปัญหา จะทำให้เห็นประเด็นของปัญหาได้อย่างแท้จริง โดยไม่ทำลายสัมพันธภาพที่มีต่อกัน
3.ให้ความสนใจผลประโยชน์ที่นำเสนอ ( Pay attention to the interests that are being presented) ตั้งใจฟัง ทำให้รู้จุดยืนของฝ่ายตรงข้าม
4.ฟังก่อนพูด ( Listen first; talk second) การแก้ปัญหา ต้องรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามมีที่มาที่ไปอย่างไร ก่อนระบุจุดยืนของตนเอง
5.ตั้งหัวข้อการตกลง ( Set out the Facts) ตกลงวัตถุประสงค์ของการเจรจา และข้อปลีกย่อยที่มีผลต่อการตัดสินใจก่อน
6.สำรวจข้อเสนอด้วยกัน ( Explore options together) อย่าปิดกั้นความคิด ยังมีทางเลือกที่สามอยู่
ทฤษฎีว่าด้วยผลประโยชน์ร่วม "Interest-Based Relational (IBR) Approach" มีขั้นตอนดังนี้:1.จัดเวที: Set the Scene2.รวบรวมสารสนเทศ: Gather Information3.ตกลงปัญหาร่วมกัน: Agree the Problem4.ระดมความคิด: Brainstorm Possible Solutions5.สรุปวิธีการแก้ปัญหา: Negotiate a Solution
1. จัดเวที ให้ใช้ทักษะการฟังอย่างตั้งใจ (active listening) เพื่อรับรู้มุมมองของฝ่ายตรงข้าม โดย
- กล่าวยืนยัน (Restate)
- กล่าวย้ำ (Paraphrase)
- กล่าวสรุป (Summarize)
- และเมื่อถึงเวลาพูด ให้ใช้คำพูดและลักษณะท่าทางแบบเป็นผู้ใหญ่ ไม่อ่อนแอและไม่แข็งกระด้าง
2. รวบรวมสารสนเทศ พยายามเรียนรู้ฝ่ายตรงข้ามในเรื่อง ผลประโยชน์ ความต้องการ ความสนใจ แรงกระตุ้น
- ยืนยันว่าเราเคารพในความคิดเห็นของเขา และต้องอาศัยความร่วมมือกันในการแก้ปัญหา
- พยายามเข้าใจร่วมกันถึงความขัดแย้งให้เป็นรูปธรรมว่า มีผลกระทบต่ออะไร เช่นงาน การส่งมอบสินค้า ทีมงาน หรือการตัดสินใจ โดย
- ฟ้งอย่างเห็นอกเห็นใจในมุมมองของเขา
- ระบุประเด็นให้ชัดเจน
- ใช้คำว่า ผมหรือดิฉัน (Use "I" statements)
- มีความยืดหยุ่น
- แสดงอารมณ์ตามสมควร
3. ตกลงปัญหาร่วมกัน ทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า เห็นประเด็นปัญหาเหมือนกันเสียก่อน จึงจะสามารถแก้ปัญหาร่วมกันได้ เพราะแต่ละคนอาจมองปัญหาแตกต่างกัน
4. ระดมสมองหาวิธีการแก้ปัญหา พยายามหาหนทางแก้ปัญหาให้มากที่สุด ไม่ปิดกั้นทุกความคิด ถ้าทุกฝ่ายพอใจแนวทางการแก้ปัญหานี้ ทุกฝ่ายควรเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วย
5. เลือกวิธีแก้ปัญหา เมื่อถึงขั้นนี้ ความขัดแย้งได้ถูกแก้ไข ทุกฝ่ายมีความเข้าใจอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน และให้ความร่วมมือในวิธีการแก้ปัญหาที่ตกลงร่วมกัน เมื่อการเจรจาจบลง คุณจะพบว่าจุดยืนคุณอาจเปลี่ยนไป นี่เป็นเทคนิคในการเน้นชนะด้วยกัน (win-win negotiation) ที่ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพึงพอใจ ในวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน มีหลัก 3 ประการคือ มีความนิ่ง มีความอดทน และมีความเคารพกันและกัน (Be Calm, Be Patient, and Have Respect)
จุดสำคัญ ถ้าจัดการความขัดแย้งผิดพลาด โอกาสเกิดความหายนะมีสูง ทีมขาดความสามัคคีกัน แนวทางการแก้ปัญหาต้องใช้แนวทางด้านบวก (positive approach) อภิปรายความจริง ไม่เถียงกัน เน้นประเด็นปัญหามากกว่าเพ่งโทษบุคคล เมื่อฟังอย่างตั้งใจ แนวทางการแก้ปัญหาจึงจะมีประสิทธิผล
Conflict Resolution Skills: Building the Skills That Can Turn Conflicts into Opportunities
|
การตอบสนองความขัดแย้งที่ควรเลี่ยง |
และ การตอบสนองความขัดแย้งที่ดี |
ความสามารถในการแก้ปัญหา
1. จัดการความเครียดได้เร็ว มีความนิ่งพอ ( Manage stress quickly while remaining alert and calm) ทำให้สามารถอ่านใจฝ่ายตรงข้ามได้ดี
2. ควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมได้ ( Control your emotions and behavior) ทำให้สามารถสื่อสารได้ตรงประเด็น
3. สนใจความรู้สึกของฝ่ายตรงข้าม ( Pay attention to the feelings being expressed) รวมถึงคำพูดที่สื่อออกมา
4. ตื่นตัวและเคารพความแตกต่าง ( Be aware of and respectful of differences) ทำให้แก้ปัญหาได้เร็วขึ้น
ทักษะที่ต้องฝึกในการแก้ไขความขัดแย้ง เพื่อให้มีประสิทธิผล คือ
1. การลดความเครียดได้อย่างรวดเร็ว ( Quick stress relief)
2. การตื่นตัว ( Emotional awareness)
1. การลดความเครียดได้อย่างรวดเร็ว
- การจัดการและลดความเครียดได้เร็วในขณะเผชิญหน้า และสามารถควบคุมตนเองได้ ทำให้มีสติ สามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด
- วิธีที่ดีที่สุด (นอกเหนือจากพูดคุยกับคนสนิทที่ไว้ใจได้) คือผ่านประสาทสัมผัส คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ซึ่งแต่ละคนจะมีวิธีคลายความเครียดไม่เหมือนกัน แล้วแต่ความชื่นชอบของบุคคล
2. มีการตื่นตัว เป็นการเข้าใจตนเองและผู้อื่นว่ารู้สึกเช่นใด ถ้าไม่มีการตื่นตัว ก็ไม่อาจสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิผล และทำให้แก้ปัญหาไม่ได้ การรู้สึกตื่นตัว มีประโยชน์คือ:
- เข้าใจปัญหาของผู้อื่นได้อย่างแท้จริง
- เข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ ว่าปัญหาคืออะไร
- เป็นแรงกระตุ้น จนกว่าการเจรจาจะสำเร็จ
- สื่อสารได้ชัดเจน มีประสิทธิผล
- สร้างความสนใจ และมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น
การสื่อสารแบบอวจนะ (Nonverbal communication) มีบทบาทสูงในการแก้ไขความขัดแย้ง
- สิ่งสำคัญที่สุดในการเจรจาคือสิ่งที่ไม่ได้พูด แต่เป็นภาษาท่าทางที่สื่อออกมา เป็นการแสดงออกของพฤติกรรมที่ผ่านออกมาทางสีหน้า ท่าทาง จังหวะ น้ำเสียง และการเน้นคำพูด (The most important communication is wordless)
- เมื่อทำการเจรจา ให้สังเกตภาษาท่าทางที่ฝ่ายตรงข้ามแสดงออก จะช่วยให้เรารู้ว่าเขาหมายถึงอะไรอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่สิ่งที่พูดออกมา ทำให้สามารถจะตอบสนองได้อย่างเป็นจริง สร้างความน่าเชื่อถือ และรู้สาเหตุของปัญหาอย่างแท้จริง
- การพูดแบบสงบในน้ำเสียง การจับต้อง การแสดงออกทางใบหน้า ทำให้การเจรจาเกิดความผ่อนคลาย
เคล็ดลับการเจรจา
1.ฟังทั้งเสียงและความรู้สึก ( Listen for what is felt as well as said) เป็นการฟังอย่างตั้งใจ ถึงความต้องการและความรู้สึก ทำให้ง่ายต่อการเจรจา
2.การแก้ไขความขัดแย้งอยู่เหนือการเอาชนะ ( Make conflict resolution the priority rather than winning or being right) เพื่อการรักษาสัมพันธภาพที่ดี มากกว่ามุ่งเอาชนะในการถกเถียง และให้เคารพในความเห็นผู้อื่นด้วย
3.มุ่งเน้นปัจจุบัน ( Focus on the present) อย่าย้อนอดีตเพื่อฟื้นฝอยหาตะเข็บ มันผ่านไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ ให้เน้นที่นี่และขณะนี้ (here-and-now) เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา
4.เลือกสนามที่จะต่อสู้ ( Pick your battles) การแก้ไขความขัดแย้งต้องใช้พลังงานและใช้เวลามาก ให้พิจารณาดูก่อนว่าคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่
5.พร้อมจะให้อภัย ( Be willing to forgive) การแก้ไขความขัดแย้งเป็นไปไม่ได้เลย ถ้ายังอาฆาตแค้นกันอยู่ ความโกรธจะเป็นไฟเผาตัวเราเอง
6.รู้เวลาที่ควรปล่อยวาง ( Know when to let something go) ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ ก็ให้เห็นพ้องกันว่ายังไม่สามารถตกลงกันได้
**************************************
เคล็ดวิชา 6 ข้อสุดท้าย คงต้องฝึก และ ทำใจ ครับ