เครื่องออกกำลังกายด้วยการสั่น

เครื่องออกกำลังกายด้วยการสั่น (Whole Body Vibration Exercise)

นายแพทย์ ฉกาจ ผ่องอักษร
ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ในยุคของเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วดังเช่นปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้มีการคิดค้นเครื่องมือใหม่ๆ ที่ใช้ในการออกกำลังกายมากมายหลายชนิด จุดประสงค์หลักที่สำคัญคือ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ใช้ การใช้งานง่ายขึ้น และประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเทียบกับเวลาที่มักจะมีให้น้อย อันเนื่องมาจากชีวิตประจำวันที่รัดตัว ในการดำเนินชีวิตของคนในโลกปัจจุบันนี้

อุปกรณ์สำหรับช่วยในการออกกำลังกายชนิดนี้ได้มีการคิดค้นมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เพราะมีใช้เฉพาะในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และยังมีราคาแพงมาก เมื่อได้มีการพัฒนารูปแบบและศึกษาผลดีผลเสียของมันได้ระยะหนึ่ง จนปัจจุบันเป็นทีนิยมใช้ในประเทศแถบยุโรป และในประเทศสหรัฐอเมริกามากขึ้นเป็นลำดับ

เครื่องออกกำลังกายด้วยการสั่น Whole Body Vibration Exercise เริ่มถูกพัฒนามาให้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 โดย สหภาพโซเวียต เพื่อใช้กับกลุ่มนักบินอวกาศ เพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ และความหนาแน่นของกระดูก หลังจากที่กล้ามเนื้อฝ่อลีบและกระดูกบาง อันเนื่องจากการอยู่ในสภาวะปราศจากแรงดึงดูดของโลก ขณะที่อยู่ในอวกาศ โดยการทำงานของเครื่องมือนี้เป็นการสั่นในแนวดิ่ง (vertical vibration) ที่ต้านกับแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งจะต่างกับเครื่องมือออกกำลังกายมีการสั่นชนิดอื่นๆ ที่เคยรู้จักและมีใช้มาบ้างแล้วในท้องตลาด โดยคัดเลือกช่วงความถี่และกำหนดระยะเวลาที่ใช้ ตลอดจนท่วงท่าในการบริหารที่ควรทำแตกต่างกัน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแทรกซ้อนที่เคยพบว่า อาจเกิดขึ้นได้ ในกรณีของคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรกลมีการสั่นสะเทือนมากเป็นเวลานาน

หลักการใช้งานโดยทั่วไป จะเป็นการออกกำลังด้วย การยืน นั่ง หรือ นอน โดยจัดท่าทางให้มีการเกร็งของกล้ามเนื้อที่ต้องการออกกำลังบนฐานของเครื่อง(platform) ซึ่งจะมี การสั่นขึ้นลงในแนวดิ่ง ด้วยความถี่ที่กำหนด ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 30-50 ครั้ง /วินาที (Hz) แต่ละท่าที่ใช้บริหารนาน 30-90 วินาที และทำซ้ำอีก 3-4 ครั้งในกล้ามเนื้อแต่ละมัดของร่างกายที่ต้องการบริหาร โดยรวมแล้วจะใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที การจัดท่าในการบริหารให้กล้ามเนื้อต้องต้านแรงสั่นของเครื่อง จะมีผลไปกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อของเราเกิดการหดตัว คลายตัว ไปพร้อมกับการสั่นสะเทือน ซึ่งจะเป็นการออกกำลังที่กล้ามเนื้อทำงานค่อนข้างมาก แต่ใช้เวลาสั้นลง และมีอาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อในวันต่อมาน้อยกว่าการออกกำลังด้วยการยกน้ำหนักแบบปกติที่ทำกันโดยทั่วไป

ด้วยหลักการทำงานของเครื่องมือนี้ เมื่อใช้ในการออกกำลังกาย จะมีประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อ เพิ่มความสามารถในการทรงตัว เพิ่มการไหลเวียนโลหิต มีการเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก และยังมีผลกับฮอร์โมนชนิดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ การปรับตัวของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ( musculoskeleton adaptation ) เช่น growth hormone , testosterone นอกจากนี้ยังช่วยทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย (flexibility) เป็นต้น ซึ่งสามารถจะบริหารกล้ามเนื้อได้เกือบทุกส่วนของร่างกายขึ้นอยู่กับ ท่าทาง (position) ที่ทำการบริหาร ในการออกกำลังกาย

กลุ่มคนที่เหมาะในการออกกำลังกายด้วยวิธีนี้

· คนอ้วนน้ำหนักเกินมาก เริ่มออกกำลังกายได้ยาก เพราะมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไม่เพียงพอที่จะออกกำลังได้มาก ทำให้เหนื่อยล้าได้ง่ายในระยะเวลาอันสั้น

· คนที่มีเวลาน้อยในการออกกำลังกาย แต่ต้องการเพิ่มหรือคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

· คนที่ต้องการกระชับสัดส่วน ลดcellulite ใต้ผิวหนัง ร่วมกับการออกกำลังกายลดน้ำหนักชนิดอื่นๆ (เพิ่มการไหลเวียนเลือดใต้ผิว)

· คนที่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน เช่น วัยทอง คนไข้โรคไต(ภายใต้การดูแลของแพทย์)

· กลุ่มคนป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำให้มีปัญหาในเรื่องเคลื่อนไหวและการทรงตัว

ในการออกกำลังกายด้วยวิธีนี้มี ข้อห้าม ในกลุ่มคนที่ กำลังตั้งครรภ์ คนที่มีภาวะของโรคหัวใจที่รุนแรงควบคุมอาการยังไม่คงที่ มีปัญหาหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือยุบ, ภาวะกระดูกหักที่ยังไม่ได้รับการรักษา หรือที่มี ใส่กระดูกหรือข้อเทียม รวมถึงโรคมะเร็ง และโรคเบาหวานขั้นรุนแรงที่มีโรคแทรกซ้อนบางชนิด

สำหรับข้อควรระวัง ก่อนการออกกำลังกายด้วยเครื่องมือนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและสุขภาพ ว่ามีปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดปัญหาได้กับการออกกำลังด้วยวิธีนี้ ในการออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ ควรจัดท่าทางให้ถูกต้องตามคำแนะนำ ไม่ควรให้ศีรษะมีการสั่นมากในขณะที่ออกกำลังกาย ไม่ตั้งความถี่และความแรงในการสั่น รวมถึงเวลาที่ใช้มากเกินไป ในการเริ่มใช้เครื่อง (ปกติเครื่องจะมีโปรแกรมอัตโนมัติที่จัดระดับความเร็วและเวลาให้อยู่แล้ว) เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือนี้ไม่ได้ถูกพัฒนาให้มาทดแทนการออกกำลังกายแบบดั้งเดิมทั้งหมดได้โดยสิ้นเชิง เช่น การออกกำลังกายแบบแอโรบิค ดังนั้นควรใช้เป็นอุปกรณ์เสริมและช่วยให้การออกกำลังกายง่ายขึ้น ทำให้มีทัศนคติดีต่อออกกำลังกายได้ และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันให้หันมาออกกำลังกายจนเป็นนิสัยได้ในที่สุด

ที่มาของบทความนี้จากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย
http://www.topf.or.th/read_hotnews_detail.php?dID=...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน exercise



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ช่วยเพิ่มคำสำคัญว่า กระดูกพรุน และ ชุมชนคนรักษ์กระดูกด้วยค่ะ