บันทึกความคิด 5 : ตัวตน


เคยอ่าน เคยฟังพระท่านว่า การยึดตัวตน ว่าเป็นเรา เป็นเขา ตัวกู ของกู ...

มันทำให้มองไม่เห็นความทุกข์ที่สุมอยู่ข้างใน เมื่อยึดเป็นตัวตนแล้ว ความอดทนที่จะฝึกควบคุมสติก็หมดไป ...

มองเห็นแต่ความเป็นตัวเป็นตน เป็นเรา เป็นเขา ในทุกสรรพสิ่ง...

เมื่อความสุขเข้ามาก็หลงในสุขนั้น เมื่อไม่ได้ดั่งที่หวัง ก็เกิดเป็ทุกข์โดยรู้ว่า นั่นคือทุกข์...

แต่ไม่รู้ตัวตั้งแต่แรกที่ความสุขเข้ามา มันก็เป็นความทุกข์ที่แอบแฝงอยู่เช่นเดียวกัน

ถ้ารู้ว่า ทุกสิ่งอย่าง ไม่ใช่ตัวตนเรา ไม่ใช่ตัวเขา ก็คงจะว่างเปล่า

ไม่สุข ไม่ทุกข์...

และคงจะว่าง สงบ เย็น...

ทำอย่างไรถึงจะรับรู้ให้ทันอารมณ์ ที่จะมาทำให้เพลิดเพลิน ลุ่มหลง

การฝึกฝน การอดทน การมีศีลที่พร้อม

สักวันคงรู้ทัน ตามทัน

สักวันคงพบสุขที่แท้จริง คือความว่าง ความสงบ

โดยไม่หลงไปกับสุขนั้น ที่ต่างแท้ก็หาความแน่นอนไม่...

................

10 พฤศจิกายน 2557

พ.แจ่มจำรัส


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ลมหายใจแห่งตัวตน



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

เรื่อง "อัตตา" คือ ตัวตนนี้ สอนกันมาก่อนพุทธศาสนาแล้ว พวกพราหมณ์ถกกันมาก่อน (๖๒ ทิฐิ) พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า ไม่มี ที่ปฏิเสธเชิงปฏิรูปคือ "มีอัตตา แต่ไม่ถาวร" เพราะมีที่ดับคือ "นฤพาน"

ในแง่นักวิชาการ ศาสนากร และนักปรัชญา ฯ ก็ถกกันไปหลายทิศทาง เป็นประเด็นใหญ่ (big issue) ในการโต้กัน ซึ่งในปัจจุบันก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ จึงกลายเป็นเรื่องให้คนรุ่นใหม่ถกกันต่อไป

ในด้านความรู้สึกชาวบ้านคำว่า "ตัวตน" คือ ร่างกาย จิตใจ ที่แสดงออกมาทางกายภาพและอารมณ์ เรียกว่า "การกระทำ" การกระทำอิงอาศัยแรงงานจากกาย จิตใจ ความรู้ ไม่รู้ สัญชาตญาณ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และแรงกระตุ้น ฯ

ถ้าการกระทำนั้นถูกโยงด้วยคำว่า "ตนตน" การกระทำก็หวังผลเพื่อตนเอง ถ้าการกระทำนั้นเป็นไปตามอุดมคติของศาสนา สังคม ธรรมชาติ ตามกฎ ฯ มีผลไปที่หักล้างตัวตนให้ละมุนลง แต่ธรรมชาติของสัตว์ย่อมมีกลไกตามแรงโน้มของการเอาตัวรอดคือ รักษ์ตนเอง

จึงกลายเป็นปัญหาว่า เราจะตามแรงปรารถนาของตัวตนหรือตามอุดมคติของสังคม ทั้งสองจึงขัดแย้งกันเสมอ นี่คือ อิทธิพลของยุคPM (Postmodernism) ที่ต้องการยกย่องตนเองให้มีอิสระ ส่วนศาสนายังคงรักษาอุดมคติไว้ว่า จงปลดปล่อยวางอัตตา จะได้เสวยความว่างเบา

ทั้งหมดต้องมองให้รอบด้าน คือ มองตั้งแต้ต้นให้ถึงปลายสายของชีวิต เป็นภพ เป็นชาติ ทั้งใน (จิต) และนอก (กัปกาล) ถึงจะเข้าใจอัตตาแท้ๆ

อย่างไรก็ตาม ชีวิต จิตใจ การรับรู้ในตัวตน คือ ผลที่มันแสดงบทบาทอยู่เสมอ เราจึงรู้ว่า ทุกข์ (ทนได้น้อย) และสุข (ทุกข์หลบลี้) ที่เราเสวยนั้นจึงเป็นแค่ปรากฎการณ์ทั้งหมดของเรา สุขและทุกข์ จึงเหมือนทั้งหมดของชีวิต เมื่อมองให้เหนือทั้งสอง มันก็ไม่ได้ปรากฏ มันแค่กิริยาการเท่านั้น

กระนั้น อ.สนิท ศรีสำแดง บอกว่า อัตตา นี้เราใช้มันใน ๓ สถานะคือ ๑) เอาไว้ใช้เรียกตัวเองให้รู้ว่า ชื่อนั้น ชื่อนี้ ๒) ใช้แทนเรียกร่างกายว่า ตัวเรา ของเรา ๓) เป็นตัวแทนแสดงออกในรูปการกระทำ แสดงบทบาทปฏิสัมพันธ์กับโลก คือ เป็นผู้กระทำและผู้รับผลในตนเอง (ปรัชญาเถรวาท, ๒๕๔๔, หน้า ๔๓)

ดังนั้น เราจึงควรรักษา และเรียนรู้มันให้ถ่องแท้ เพราะมันสามารถสร้างทุกข์ สุข โทษ คุณ ให้เราได้ครับ

ขอบคุณพี่พ.ที่เสนอการบันทึกให้อ่านครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากมายเช่นกันครับ คุณ ส.รัตนภักดิ์ ที่ให้ความรู้เรื่องอัตตา ให้ละเอียดมากขึ้น

เขียนเมื่อ 

จริงด้วยครับ

ทุกๆสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยงแท้จีรังยั่งยืน

มีเกิด แก่เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา

ขอให้มีความสุขกับการทำงานครับ

เขียนเมื่อ 

ทุกอย่างมีอยู่ตั้งอยู่ดับไป..พุทธวิถี..สอนให้..รู้จัก..ทางสายกลาง..

สิทธถารถะ..เลิกอดอาหารทรมาณ..ตน..รักตน..เคารพตนและผู้อื่น..รู้ระลึกได้..ทุกอิริบทต่อตนและสังคม...

ปรากฏเป็นคำสอน.ตกทอดมาจนปัจจุบันนี้..รู้ได้เห็น.ได้.ทำได้..ด้วย..ตน....(โดยไม่ต้องอ้างอิง..)..๕

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณยายธี กับ อ.ขจิต ครับ...

รู้เท่าทันจะเห็นตัวตน จริงแท้ ครับ...