เหตุแห่งความ ล่มจม เพราะมัวแต่ตามใจ

เหตุแห่งความ ล่มจม เพราะมัวแต่ตามใจ

ชีวิตที่โดนกิเลสเล่นงานมาตั้งแต่วันศุกร์ มันไม่อยากมาวัด ใช้ข้ออ้างสารพัด ครูทั้งเตือนทั้งสะกิด

จากปกติบ่ายสามก็จะมุ่งหน้าเดินทางแล้ว ขยับทำภารกิจหกโมงเย็น ใจมันก็ยังดิ้นอยู่

เจอทั้งมารภายในและมารภายนอก รุมทึ้งเลยแหละเมื่อวาน พอมาเจอน้ำมันหมด ขำขึ้นมาซะเฉย ๆ ว่า

"แหม มันเล่นกันขนาดนี้เลยเหรอ พญามานี่"

เอาขวดน้ำในรถไปกรอกน้ำมันลิตรแรกผ่านไป ยังไม่ติด เติมไปอีกสองลิตรครึ่งค่อยติด

แต่ก็แปลกดีที่ ใจโล่งขึ้นมา

แบบประมาณว่า "เอาวะ มันทุกข์อยู่แล้ว ทุกข์เพราะไม่เชื่อฟังครูบาอาจารย์นี่แหละ นี่ก็เรียกว่า กรรมทันตา"

ใจโล่งแต่เหมือนบนหัวมันหมุนติ้ว ๆ พระพี่ชายเมตตาคุยให้กำลังใจ

ท่านชี้ว่า ข้างในมันล้าเต็มที่ ลองทำสมาธิ หรือ หลับสักหน่อยไหม

ตัดสินใจจอดนอน งีบไปหนึ่งชั่วโมง จัดว่า มีคุณภาพอยู่ แต่มันก็ขึ้นมาฝัน เป็นความฝันที่รู้สึก "แจ่มชัดนะตอนก่อนตื่น"

แต่ร่างกายและใจ ดูสดชื่นและมีพลังขึ้น รักษาระดับความเร็วแบบประหยัดแก๊ส ได้ใจมาก ๆ เต็มถังรอบนี้วิ่งได้ถึงสองร้อยกิเมตร ได้บทเรียนหนัก ๆ กับตนเองมาทีเดียว

เช้ามาก็ตื่นสายตามระเบียบ ครูเมตตาเรียกไปสอน ชี้ให้เห็นความชั่วที่ลงมือกระทำ

ใจนี้ตอนฟังมันต้านมาก ๆ เหมือนมีอะไรมัว ๆ เบลอ ๆในหัว

พึ่งมาดีขึ้นตอนบ่าย ๆ

ตลอดเช้าครูเมตตามอบโอกาสให้ได้สร้างกุศล

ท่านเมตตาหนูมาก ๆ จัดวางให้อยู่ในตำแหน่งได้ วิเวกกับตนเอง แต่ใจนี้มันก็ยัง มัวและหลง จนท่านทัก แต่มันก็ยังไม่หลุด

เหมือนหนูมาวัดแต่ตัว แต่กิเลสขี่หัวอยู่ตลอดเวลา

ครูก็หาวิธี ให้ทำกิจกรรมมากมาย เพื่อนให้ได้เห็นอกุศลในใจ ได้สติตื่นขึ้นมากับตนเอง

ใกล้ๆ เที่ยง ให้โอกาสได้จัดอาหารเที่ยงช่วยกันกับแม่ขาวน้อย ที่อาทิตย์นี้น่ารักมาก ๆ

น้าติ๋วบกพร่อง ไม่ไปรับเย็นวันศุกร์ เด็ก ๆ ปั่นจักรยานมาวัดกันเองถึง 4 คน รู้สึกอนุโมทนาสาธุและขอบคุณเด็ก ๆ มากๆ

ใจพวกเขานี่ "ใจเทวดาจริงๆ"

บาย ๆ ครูมอบภารกิจให้ไปทำในเมือง เปลี่ยนยารถครู ที่หนูเป็นสาเหตุให้บวมแล้วยังไม่มีปัญญารับผิดชอบ ทั้ง ๆ ที่เอ่ยปากขอโอกาสท่านไว้ ท่านเมตตาแต่ตนเองก็ยังทำไม่ได้

ไปซื้อของและไปบิ๊กซี เปลี่ยนยางใช้เวลาพอสมควร แต่หนูก็ดัน ลืมสอบถามเรื่อง การเปลี่ยนคืนล้อยางหรือเอากลับ

นี่เป็นโจทย์เก่าที่ "ทำไม่ผ่าน"

กลับเข้าวัดเกือบ ๆ จะบ่ายสี่โมงเย็น ครูคุยโทรศัพท์ หนูขอเข้ามาข้างใน

ครูโทรมาสะกิด เรื่อง ล้อยาง ที่เคยทำไม่ผ่าน

หนูช้า ไม่เข้าใน ไม่สำนึก ครูชี้ซ้ำ ใจทวนย้ำคิดตาม

ได้คำตอบว่า"นี่คือ โอกาส"

ครูให้โอกาสกลับไปแก้ อาราม คิดได้ กับตนเอง ใจเห็นความโง่ที่มัน คิดเองไม่เป็น แก้ปัญหาง่าย ๆ ไม่เป็น

ถนัดแต่ทำเรื่องง่ายให้ยาก ทำเรื่องยากให้ยากขึ้น

ครูให้ข้อมูลว่า "ถ้าขายให้ร้านได้เงินมาก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ก็เอายางกลับมา"

ลงมือทำจริงเกิดอะไรขึ้น ใจไปติดล็อคของเก่าที่ครั้งที่แล้ว เอาเงินไม่เอายาง

นึกขึ้นมาก็หัวเราะกับความโง่ของตนเอง

สาธุกับความเมตตาของครู ที่ท่านใช้ปัญหา หาโจทย์ให้ ลูกศิษย์ทำแบบไม่เคยซ้ำ เพื่อให้ลูกศิษย์ได้ปัญญษ

บอกตรง ๆ "เจ็บใจ กิเลสตนเอง"

เห็นแบบชัด ๆ มันชัดเจนมากกับ สาเหตุของความล่มจม

เพราะใจไปติดล็อคคำว่า "ฉันจะทำแบบนี้ จะเป็นยังไงก็ช่างมัน"

นี่แหละกิเลสตัวกูแบบ ใหญ่ยักษ์

แล้วเป็นแบบนี้ในทุก ๆ เรื่อง

แทบตะโกนออกมากจากข้างในว่า "กูเห็นแล้ว ซัวหลายอีหลี"

เห็นสาเหตุ เจ็บใจ แต่บ่ได้ซ้ำเติมใจ ฮู้เลย แล้วมีคำว่า "กูซิเอาคืน"

แค้นใจหลาย นึกถึงคำบริกรรมคาถาที่สามที่ครูให้

กูซิบ่เฮ็ดอีกแล้ว อกุศล พอแล้ว

ลมหายใจที่เหลืออยู่กูซิสร้างกุศล

ครูเมตตามาก ๆ กับคาถานี้ ลงใจ

คำสอนครูตั้งแต่เช้า ที่ใจต่อต้านเอามาย้อนทวนกับตนเอง

"ใจที่ดูหมิ่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ทำให้ ไม่เจริญ"

ครูบาอาจารย์ไม่ให้เข้าวัดดึก ๆ ดื่น ๆ เมื่อคืน ปาไปตีสาม การกระทำไม่ได้แสดงถึงความเคารพต่อ สถานที่อันศักสิทธิ์เลย

ชุดที่ใส่ ก็ไม่ได้ปฏิบัติให้สมควรแก่การถือครอง แบบว่าอยากทำอะไรก็ทำ ใจมันคิดแต่โทษครูบาอาจารย์ เพราะกิเลสไม่อยากทำตาม มันต่อต้าน

ทะเร่อ ทะร่า ทำตามใจ จนพาลทำให้ใครเขาตกนรกไปด้วย ด้วยการดูหมิ่น เส้นทางที่หลอกลวงผู้คนด้วยเสื้อผ้าเครื่องแต่กายที่สวมใส่อยู่ นี่ไงที่ครูชี้มาตลอดแล้ว ไม่เอามาคิด ไม่หยิบมาพิจารณา พอท่านชี้บอกกะคาแต่ สูญ (โกรธ น้อยใจ) มันเลยบ่ได้ปัญญาจักเถือ

ว่าด้วยข้อวัตรกับปฏิปทา ที่ผ่านมาพอหันหน้าจะทำ "จับแมวอาบน้ำกะบ่ปาน "

ร่างกายทำอยู่ใจข้างในคร่ำครวญร้องไห้ แล้วมันจะเอาธรรมที่ไหนมา ลิ้มรส

ธรรมะไม่อาจจะเกิดได้ ด้วยใจที่ถูกครอบงำโดย อกุศลฉันใด

คำตอบของเส้นทางที่ผ่านมาของหนูก็ฉันนั้น ว่าทำไมถึงธรรมไม่ลงใจเสียที

เพราะมีอกุศลเป็นพื้นฐานที่ครอบงำจิตใจอยู่ทุกขณะ หาจังหวะให้มีสติพอที่ธรรมจะแหวกเข้ามานั้นน้อยมาก

เข้าใจแล้วค่ะ โง่มาก ๆ โง่มาตั้งนาน

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาอีหลี ชั่วขนาดนี้ โง่ เซ่อ ๆ ซ่า ๆ แถมยังอวดดีขนาดนี้ ท่านก็ยัง เมตตาลากถูมาตั้ง สี่ห้าปี

จิตเป็นอกุศลทำร้ายที่บ้าน แม่เสียใจเพราะสันดานของชั่ว ๆ ของหนูเป็นประจำ

แต่มันก็ทำใจกระด้าง กูบ่สน บ่แคร์ กูเก่ง

แม่ พ่อ พี่ ๆ เจ็บมามากอยู่ กับวิถีชีวิต กว่าสามสิบปีที่หนูโตมา ด้วยกิเลส

พี่สาวเคยเปรยว่า "กูกะบ่เข้าใจว่า เป็นหยั๋ง คนอื่น เขาควบคุมการใช้เงินของ ลูกตอนเรียนหนังสือได่

แต่ของน้องกูบ่เคยได่ อยากได่ท่อได๋ กูกะเอาให้มัน กูบ่มีเงิน สามสี่หมื่นกูกะหาให่

จบมา ว่าแมนมันช่วย มันกะเป็นจังซี่"

แจ่มชัดกับตนเอง ถึงสาเหตุของทางบ้าน ความเจ็บปวดของผู้คนที่มากมาย กับสันดานชั่วที่ทำจนชิน

วิธีแก้เหมือนใจไม่ต้องเสียเวลาต้องคิด มันทำแบบนี้

"รักษาคำบริกรรมของครูอยู่ข้างใน

ใจข้างในตั้งอยู่ไม่ต้อง เสียเวลาฉุดลาก ทบทวนย้อน ทำอะไรได้ตอนนี้ ที่ยังทำไม่ได้ คิดไว้รอ"

มันอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีเริศ บอกเลย

แต่ตอนนี้ "ใจนี้ แค่ไม่อยากชั่วอีกแล้ว"

เอาง่าย ๆ แค่ใจตั้ง มันก็ยังโดนน๊อคด้วย คำว่า "พักแป๊บ เสร็จมันไปหลายชั่วโมง" กว่าจะลุกขึ้นมาเดินจงกรมได้

ย้ำกับตนเอง "โง่แล้ว แต่ถ้าโง่ด้วยใจแบบนี้ รู้แบบนี้ แก้ได้"

แบบที่ผ่านมา แก้บ่ได้ หรือ ถ้าใจ มันไหลไปลงร่องเก่าก็แก้ไม่ได้

รู้ว่า มันจะยังไหลลงร่องเก่าได้ ระวัง

ครูเคยสรุป เส้นทางกิเลสวันศุกร์ให้ได้เห็น จึงเริ่มคิด "เออหว่ะ"

มันซ้ำเดิม กิเลสมันก็มา กระบวนท่า เดิม ๆ แค่เรา ไม่หยิบมาพิจารณาสักที พอครูชี้ มีแต่เสียเวลาคร่ำครวญเป็นนางเอก จนทำผิดซ้ำหนัก คนอื่นมาปรามาสครู ว่าไม่ให้ความดีตนเอง จนพังพินาศไปหลายบ้าน

หารู้ไม่ว่า วิธีแก้จิตชั่ว ๆ แบบนี้ คือ ตีกิเลสขึ้นมาให้ ตัวมันเองได้เห็น เห็นจะ จะ ชัด ๆ

รักษาข้อวัตร คือ คำตอบของตลอดเส้นทาง

อุปสรรคมาแน่ แต่ถ้าทำผ่านก็ได้แต้มบวก

เครดิตตามภาพ (จาก Facebookค่ะ)

เมื่อก่อน เหลี่ยวหาแต่ ทางเดินสบาย ๆ หย่านหลาย ความยุ่งยากอุปสรรค

แต่ครูก็เมตตา ชี้ให้ไป ให้สู้ ใจมันนะ มีแต่หาทางหนี หรือ ไม่ก็หันมาสู้ครูแทน

ตั้งแต่เช้าตอนที่ ใจไม่ลง

มันก็ย้ำกับตนเองแต่ว่า "กูซิเป็นคนที่ครูบาอาจารย์สอนบ่ได่อีหลีตี้"

ทำภารกืจตนเอง ออกไปรอทำวัตร พระอาจารย์และครูเมตตา เด็ก ๆ ด้วยมื้อเย็นที่ อบอุ่น

เลี่ยงออกมาหาอะไรทำ รอเวลาทบทวนกับตนเอง กับความรู้สึก "เจ็บใจกิเลส"

ครูพาแม่ขาวน้อยและหนูทำวัตร รู้สึกอิ่ม เสียงสวดมนต์ไพเราะมาก ๆ แล้วครูก็พาเข้ามาสำนักแม่ชี

แล้วก็แยกย้าย

หากเทียบศรัทธาวันนี้ เต็ม 25 ให้ตนเองได้มากขึ้น ถึง 15 เพราะใจมา แต่กายวาจายังบกพร่อง ความเพียรภายในก็มีมามากขึ้น สติดีขึ้น สมาธิประปราย ปัญญาดูข้างในจะยอมรับความจริง ด้านมืดของตนเองได้มากขึ้น ทำแต้มลบมามาก วันนี้บวกตามหลังลบก็ยังดี

ศีลก็ยังเบียดเบียนครูบาอาจารย์แต่ถ้าเทียบกับชีวิตนอกวัด วิถีชีวิตในวัดศีลข้อนี้สะอาดกว่ามาก ง

ข้อสองการไม่ถนอมสมบัติวัดและครูบาอาจารย์ หยิบจับใช้ไม่ระวัง ก็เป็นเหตุให้ด่างพร้อย ใจมาระลึกได้ตอนที่ครูเมตตาให้ภารกิจจัดถ้วยจาน เข้าชั้น

ข้อสาม ข้อนี้สำรวมระวังได้มากขึ้น เพราะใจตะลุมบอนกับความชั่วตนเอง เลยลดเวลาฟุ้งในราคะ

ข้อสี่ด่างพร้อยเพราะหลับพับไปข้อวัตรไม่ครบตั้งแต่เช้า รอดมาจนเย็นได้เพราะครูเมตตาช่วยเหลือ

ข้อห้า ตอนเช้า ๆ ยังเงอะงะ เย็นมาสติดีขึ้น พอที่จะทำอะไรได้ชัดเจนขึ้นกับตนเอง

ย้ำเตือนตนเองว่า "ถ้าขาดสติ มันจะยังไหลลงช่องเก่าได้ เพราะเป็นสันดานเดิน"

ขึ้นมาให้ไว ด้วย สติ ครูเมตตาทดสอบแน่นอน เพราะคือ หน้าที่ของท่าน ที่ต้องหาวิธีให้โจทย์ ให้ใจลูกศิษย์ได้ฝึกฝน

พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ ทำอะไร ท่านถูกเสมอ เพราะใจท่านสูง ใจท่านอยู่เหนือแล้ว ซึ่งอุกุศลที่จะทำไร้ลูก

ไม่มีพ่อ แม่ คนไหนที่ ใจจะคิดร้ายต่อลูก นี่ คือ สิ่งที่ ต้องจำใส่ใจตนเองไว้ให้หนัก

เมื่อสันดานความน้อยใจ เดิม ๆ ดัน คือ มา หยิบหัวมันไว้ให้ทัน แล้วจะเป็นปัญญา สาธุเจ้าค่ะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เพียงเพียรพอ



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

I like your 'learning' (observing and considering) about yourself. I have had issues like yours but I stopped 'blaming myself and mara'. I watched and learned my ugly (akusala) thoughts. I told (and still tell) myself 'don't do that (bad action) and do this (good action) instead' or 'don't keep on thinking that (bad thought) and think about this (good thought) or brathing instead'.

I am still learning and practicing ;-)