641. ขุมพลังแห่งชีวิต


ผมมีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ One Thing ซึ่งเป็นหนังสือที่่รวบรวมหลักคิดทางวิทยาศาสตร์ด้านสมองไว้อย่างน่าสนใจในหลากหลายทฤษฎี เรียกว่าใครยังไม่อ่านเล่มนี้ ผมอยากพูดเลยว่าเหมือนคำพูดของผู้ใหญ่แต่โบราณที่ว่า "ยังไม่อ่านสามก๊ก อย่าเพิ่งคิดการใหญ่" เล่มนี้ครับทำให้ผมเชื่อว่าอย่างน้อยนอกจากสามก๊กแล้ว ยังต้องอ่านเล่มนี้ประกอบด้วย ไม่เช่นนั้นอย่าเพิ่งคิดการใหญ่ ภาพรวมของหนังสือ One Thing อยู่ที่แผนภูมิรูปปีรามิดนี้ ผมตั้งเชื่อว่า "ขุมพลังทั้งสี่" ที่บอกว่าคนที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าในสาขาไหนก็ตาม จะรู้ว่าตนเกิดมาเพื่ออะไร หรือรู้อะไรสำคญที่สุดในชีวิต (Purpose) เมื่อรู้ว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต ก็ต้องเรียนรู้ที่จะจัดลำดับความสำคัญของชีวิต (Priority) จากนั้นก็จะช่วยให้เราสามารถสร้างผลิตภาพ (Productivity) ได้ เรียกว่าลงแรงนิดเดียวแต่ได้ผลมาก ที่สุดนำมาสู่กำไร (Profit) ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เงินเท่านั้น อาจหมายถึงรางวัลชีวิตในแง่มุมอื่นๆได้ด้วย เช่นความภาคภูมิใจในชีวิต

                        

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้ให้แนวคิดที่น่าสนใจว่า Purpose เป็นอะไรที่เหมือนกระดุมเม็ดแรก ถ้าไม่เข้าใจก็มีสิทธิกลัดกระดุมผิดเม็ด เรียกว่าถ้าผิดแต่แรก ก็ผิดไปหมด ซึ่งผมก็ว่าจริง และผมรู้สึกว่าระบบการศึกษาทั้งในโรงเรียนจนถึงที่ทำงานพูดเรื่อง Purpose น้อย น้อยจริงๆ แล้ว Purpose คืออะไร ผมอยากอ้างคำพูดของจูล่งในสามก๊ก ที่บอกกับพี่น้องตนเองว่า "ข้ารู้ว่าอะไรสำคัญกว่าชีวิตของข้าๆ" นั่นคือการได้ต่อสู้เพื่อประเทศชาติ การที่จูล่งรู้ว่าตนเองเกิดมาเพื่ออะไร ทำให้จูล่งจัดลำดับความสำคัญของชีวิตได้ดีมากๆ ตั้งแต่การฝึกปรือวิทยายุทธ์ จนถึงการเข้าไปร่วมกองทัพเล่าปี่ และนำไปสู่การแสดงออกซึ่งความสามารถ ได้ร่วมงานกับขงเบ้ง ที่เป็นสุดยอดกุนซือ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของจูล่ง ทำให้จูล่งสามารถใช้กำลังที่น้อยกว่า รบกับกองกำลังขนาดใหญ่ของโจโฉได้ เรียกว่ามีผลิตภาพสูง (Productivity) ที่สุดก็ได้ (Profit) หรือความเป็นวีรบุรุษไปตลอดกาล

                       

ถ้ามาไกล้ตัวหน่อยผมนึกถึงคุณพ่อของผมครับ เพราะผมสนใจปลายทางของท่านนั่นคือชีวิตหลังเกษียณที่สงบสุข เป็นชีวิตของคนชราที่น่าถือเอาเป็นแบบอย่างมาก ผมเห็นความสำเร็จของพ่อไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่สมัยรับราชการ หรือการมีชีวิตส่วนตัวที่ประเสริฐหลังเกษียณแล้วก็อดไม่ได้ที่จะวิเคราะห์ว่าเพราะเหตุใด ผมเห็นชัดตามปีรามิดนี้เลย ว่ากันตั้งแต่ Purpose นะครับ ตั้งแต่เด็กจนโต ท่านเป็นข้าราชการด้วยหัวใจจริงๆ ผมไม่เคยได้รับการปลูกฝัง หรือเห็นพ่อใช้ประโยชน์จากความเป็นข้าราชการเลย ไม่เคยรู้สึก หรือได้ยินเลยว่าท่านเป็นข้าราชการ เพราะ "มั่นคง" ดี หรือมันดู "มีเกียรติ" เหนือใครเลย ท่านเป็นข้าราชการแท้ๆ เป็นข้าราชการป่าไม้ ที่คอยดูแลป่าไม้จริงๆท่านดูรักในอาชีพนี้มาก รักในความเป็นข้าราชการ โดยเฉพาะศักดิ์ศรีของข้าราชการ ผมเห็นชัดเลยว่าพ่อเกิดมาเพื่อ "การเป็นข้าราการที่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน มีเกียรติ ใช้ความรู้ ความสามารถที่มีทำหน้าที่อย่างดีที่สุด" นี่ชัดครับ Purpose

แล้วก็ทำให้เห็นการจัดลำดับความสำคัญในชีวิต (Priority) ที่ชัดเจน พ่อไม่สนใจเรื่องเงิน เรื่องทองนอกกฎหมาย ครอบครัวเราจึงไม่มีเงินมากมาย เคยมีคนมาเสนอที่ ให้ที่พ่อฟรีนับร้อยๆ ไร่ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ ซึ่งครั้งนั้นถ้าเอาป่านนี้คงมีเงินเป็นร้อยล้าน หรืออาจติดคุก จนครอบครัวล่มสลายก็ได้ เพราะทำเลสวยมาก แต่ผิดกฏหมายครับ แน่นอนครับพ่อปฏิเสธ เพราะมันขัดกับ Purpose ของพ่อ พ่อไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ชัดครับ Priority หรือการจัดลำดับความสำคัญของพ่อจึงเป็นตรรกะที่แสนเรียบง่าย นั่นคือ ไม่ถูกต้องก็ไม่เอาด้วย ผมจำได้ว่าพ่อเคยไปทำงานในเขตป่าไม้ดังๆ ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ เลยมีผู้ใหญ่ดังๆ ในยุคก่อน พยายามเข้าหาพอ่เพื่อให้พ่อช่วยทำอะไรที่ผิดกฏหมาย พ่อไม่เอาครับ ที่สุดไม่สามารถทนแรงกดดันได้ เพราะพ่อตำแหน่งไม่ใหญ่โตมาก พ่อหาทางย้ายหนีครับ พ่อยอมไปอยูในที่ที่ไม่มีผลประโยชน์ครับ แน่นอนเราไม่ร่ำรวยล้นฟ้า แต่เรากลับมีความสุข ใครมาดูพ่อผมตอนนี้ต่างชมพ่อผมว่า เป็นคนสง่า ดูสงบ บุคลิกภาพดูดีมากๆ นี่ชมกันมาหลายคน

แน่นอนครับในช่วงการทำงาน พ่อสร้างผลผลิตที่ไม่ตรงใจกับผู้มีอำนาจในยุคนั้น ถึงแม้พ่อจะเป็นป่าไม้ที่ผมเชื่อว่าเป็นกลุ่มแรกๆ ในประเทศที่พาคนมาปลูกป่า แต่ไม่ถูกใจคนในระบบในยุคนั้น ท่านก็ไม่ว่าอะไร ท่านก็ทำของท่านไป แน่นอนก็ไม่ได้เติบโตอะไร แต่พ่อก็เกษียณตนเองออกมาอย่างมีความสุข ไม่มีอะไรมาหลอนตอนแก่ ดังนั้น Productivity ของพ่อจึงเป็นไปตาม Purpose นั่นคือทำเพื่อประเทศชาติเท่านั้น โดยไม่สนใจว่าจะได้ Profit คือนายที่กรมจะถูกใจหรือไม่ ที่สุด Profit เช่นการเลื่อนขั้นจึงเป็นไปด้วยจังหวะย่างก้าวที่ไม่เร็วนัก

Productivity ที่ผมเห็นในชีวิตพ่อนอกจากการทำเพื่อประเทศชาติแล้ว ก็คือการพัฒนาตนเองครับ สิ่งที่ผมได้จากพ่อเรื่องหนึ่งมาตั้งแต่เด็กคือ พ่อชอบใช้คำพูดว่า "ให้ใช้ปัญญา" นะ พ่อชอบสอนผมด้วยการทดลอง โดยพยายามให้แยกข้อเท็จจริงจากอารมณ์ ที่จำได้เช่น ตอนทานข้าว ตอนนั้นเด็กๆอยู่ ดื้อ ร้องให้ไม่อยากกินข้าวถ้วย อยากใช้ชามใหญ่มากกว่า เพราะรู้สึกมันมากกว่า ผมก็ร้องให้งอแงอยากใช้ชามปากกว้าง พ่อก็ไม่ว่าอะไร ท่านก็..เอ๊ามาดู ว่าแล้วก็ลองเทข้าวต้มจากชามปากกว้างลงในถ้วย ปรากฏว่ามันเท่าๆกัน เท่านั้นเองผมถึงได้รู้ตัวว่าผมนี่เอาแต่อารมณ์แฮะ รู้เลยว่าต่อไปควรทำอะไรฉลาดๆ มากกว่ามานั่งบ่นอย่างนี้

                           

                                    Ref: http://purposedriven.com/books/pdlbook/#purpose

พ่อผมเป็นคนที่มีสมุดจดเล็กๆ เสมอ โดยเจออะไรน่าสนใจก็จดไว้ ตรงนี้แหละที่ผมเชื่อว่าทำให้พ่อมี Productivity สูง เพราะพอผมมาทำตอนโต โดยเขียนความรู้ลงใน Blog ปรากฏว่ามันแตกฉานขึ้น เอาไปทำจริงได้มากขึ้น ดีกว่าอ่านแล้วจำเฉยๆ ดึงยากกว่า ตอนเด็กๆ ผมเป็นโรคลมชักบ่อยๆ พ่อกลัวสติปัญญาไม่ดี ก็พยายามหาอ่านหนังสือ ไปเจอว่ากินไข่แล้วสมองดี พ่อก็เลยส่งเสริมให้ผมกินไข่ เพื่อเสริมพลังสมอง ผมว่าแค่แนวคิดการทดลองที่เป็นการใช้ปัญญานี่ แค่นี้ก็เป็นพื้นฐานการสร้าง Productivity ของผมตอนโตแล้ว ใครทำงานกับผมจะเห็นผมสอนหนังสือโดยทำจริง ทดลองจริงเป็นหลัก เรื่องนี้กลายเป็นวิถีชีวิต และอยู่เบื้องหลังความสำเร็จในอาชีพของผมในปัจจุบัน เรื่องการค้นหาความรู้และการจดนี่ก็ทำให้ผมเจอเรื่องดีๆ โอกาสดีๆในชีวิตเยอะมาก นี่เป็นงานเขียนของผมตอนที่ 641 ที่ปัจจุบัน จากการอ่านและเขียนแบบที่พ่อเคยทำ มีคนเข้ามาดูงานของผมไปแล้วราวๆ 400,000 คน (จาก IP Address ต่างกัน) สองประการหลังนี้ทำให้คนรู้จักผมมากขึ้น ผมถูกเชิญไปมีส่วนร่วมในงานของวงการต่างๆ ถึงต่างประเทศก็มี เรียกว่า Profit ตามมาไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง หรือความมั่นคง ความมั่นใจในอาชีพ

อีกสองเรื่องที่เห็นคุณพ่อก็คือการที่ไม่พูดในเรื่องลบ คืออาจบ่นแต่น้อยมาก น้อยมากๆ จริงแล้วพ่อเจอเรื่องลบมามาก แต่ไม่แบบกลับบ้านมามาก พ่อจะสนใจเรื่องบวกๆมากกว่า นี่เองผมเชื่อว่าเป็นหัวใจในการใช้ชีวิตของผมในปัจจุบัน เรียกว่าเรื่องบวก ทำให้ผมสัมผัสกับเรื่องบวกๆ ไม่ยากมากนัก และนี่ก็กลายเป็นอาชีพผมไปเลย สุดท้ายเรื่องจิตวิญญาณ นี่ก็น่าสนใจ ไปไหน พ่อมักหยุดไหว้พระ ไหว้วัด ตอนเช้าพ่อก็สวดมนต์เช้าที่ห้องพระที่ผมจำติดตรึงตาตรึงใจมาแต่เด็ก พอโตมาผมเลยไม่รู้สึกแปลกแยกกับศาสนา รู้สึกมีที่พึ่ง เรื่องความคิดบวก และเรื่องจิตวิญาณทำให้ผมสร้างผลงานในโลกนี้ได้ แม้เหน็จเหนื่อย แต่ไม่เหนื่อยหน่าย ทำให้ชีิวิตก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ยิ่งรู้มากขึ้น ก็สงบมากขึ้น นี่ครับ ที่ผมได้มาจากพ่อ พ่อผู้มี 4P สี่พลังมหัศจรรย์ในตัว ที่ทำให้ชีวิตพ่อพุ่งไปข้างหน้าอย่างมีความหมาย (Purpose) รู้อะไรสำคัญไม่สำคัญ (Priority) มีผลิตภาพ (Productivity) ที่สำคัญมีกำไรชีวิต (Profit) ฐานะมั่นคง สบายใจ มีอิสระภาพเมื่อเกษียณ

พ่อทำให้ผมเชื่อมั่นว่าทฤษฎีพลังนี้เป็นเรื่องจริง ขอให้เรามี Purpose เถอะ เดี๋ยวกระบวนการ และความสำเร็จจะเกิดมาเอง และถ้าไม่มี Purpose นี่ก็ไม่อยากพูด เพราะเห็นแล้วหลังเกษียณนี่น่าสงสาร ตัวใครตัวมัน เรียกว่าดีก็ดีไปถึงลูกหลาน ไม่ดีก็ไปคนละทิศคนละทาง เห็นการตกต่ำในบั้นปลายชีวิตนี่มากเหลือเกิน และเนื่องจากผมเป็นอาจารย์ ผมก็นำสิ่งที่ผมเรียนรู้จากพ่อ มาเป็นวิธีคิด ปรัชญาชีวิตและวิธีการทำงาน แถมสอนต่อให้ลูกศิษย์มานับพัน น่าทึ่งครับ ยิ่งย้อนกลับไปมอง ยิ่งเห็นว่าพ่อเป็นทุกอย่างของตัวผมในวันนี้จริงๆ

ผมว่าไม่ว่าจะคุณจะเป็นใครการหันมาทบทวนพลัง 4 ประการนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ และต้องทำให้เป็นนะครับ Purpose ไม่ใช่อะไรก็ได้ อย่างน้อยต้องมีคุณธรรม จริยธรรม อุดมการณ์ของอาชีพกำกับ ไม่ใช่อะไรก็ได้ ถ้าจะดีกว่านั้นคือรักด้วย และมีศักดิ์ศรีประคับประคองด้วย จึงจะไปได้ไกล และตลอดรอดฝั่งครับ Priority นี่ก็กำกับด้วยหลักคิดทางศีลธรรมประจำอาชีพ ส่วน Productivity นี่ได้หลากหลาย ไม่จำกัดเทคนิค แต่ให้ถูกจรรยาบรรณก็พอ ไม่ใช่อยากเป็นหมอ ช่วยคนไข้ แต่ตอนเรียนพี่ลอกข้อสอบ นี่ก็ไม่ไหว ..Profit เป็นได้ทั้งการเงิน และรางวัลชีวิตในด้านอื่นๆ ถ้าจะคิดให้ลึก เป็นอะไรที่ทำให้เราสบายใจทั้งในโลกนี้และโลกหน้าครับ เรียกว่าเป็นอะไรที่บัณฑิตสรรเสริญ กรองกันให้ดี ขุมพลังทั้งสี่เป็นอะไรที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ส่งผลกระทบในเชิงบวกที่ทรงพลังจริงๆ ที่สำคัญยั่งยืนกว่าจริงๆครับ

คุณล่ะคิดอย่างไร?

วันนี้พอเท่านี้ครับ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ 

หมายเลขบันทึก: 579553เขียนเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2014 14:05 น. ()แก้ไขเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2014 19:59 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (4)

ตามอ่านเรื่องดีดีของอาจารย์ 

อาารย์มีตัวอย่างประกอบ ทำให้เข้าใจดีค่ะ

ขอเอาเรื่อง Theory U ไปใช้งานด้วยนะคะ

ได้ผลอย่างไร จะมาเล่าให้ฟังนะคะ

๔ P เสริมด้วย๓R..ขององค์ดาไลลามะ..คงมีประโยชน์..ต่อตนต่อผู้อื่น..ต่อ..สังคม..ได้..อย่างสูงสุด..นะเจ้าคะ..

Respect for self..Respect for others....Responsibility for all your actions....

(ขอขอบพระคุณ..ต่อบทความดีๆมาณ.ที่นี้..เจ้าค่ะ...)

ขอบคุณมากค่ะ เพราะอาจารย์ appreciate คุณพ่อได้อย่างลึกซึ้งเช่นนี้ จึงได้รับสิ่งดีๆ ถ่ายทอดมาค่ะ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
฿1,500.00 -23.26%
฿446.00 -54.71%
฿447.00 -20.13%
฿1,100.00 -51.64%
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี