เรื่องเล่าระหว่างวันที่ 19 - 24 ตุลาคม 2557


24 ตุลาคม 2557

เรียน. เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2557 หลังอาหารเช้าที่ห้องพักซึ่งก็คือโจ๊กหมูคะนอร์ที่เตรียมไปจากไทยตามด้วยกาแฟเวียดนาม  เรื่องอาหารการกินของอินเดียกับไทยนอกจากรสชาติต่างกันแล้ว  เรื่องของเวลาทานอาหารก็แตกต่างกันไปด้วย กล่าวคืออาหารเช้าเขาจะพร้อมประมาณ 08.00น. อาหารกลางวันประมาณ 13.00น.-14.00น. สำหรับอาหารเย็นประมาณ 20.00 น. เป็นต้นไป พวกเรามักจะช่วยตัวเองโดยพกมาม่าและมีห้องครัวที่หัวหน้าทัวร์ซึ่งผกผันตัวเองมาเป็นแม่ครัวหลังหมดหน้าที่ตอนกลับจากทัชมาฮาลมาหุงข้าวปรุงแกงให้นักเรียนกินกันด้วยความสมัครใจ เรียกว่าทำด้วยใจรักและศรัทธาโดยไม่ประสงค์ค่าตอบแทนใดๆโดยมีลูกทีมมาร่วมงานอีกหนึ่งคน วันนี้เจ้าภาพจะพาไปทัศนศึกษาเมืองโบราณของลัคนาวการเดินทางอาศัยรถโรงเรียน ไม่มีเครื่องปรับอากาศจึงทั้งร้อนและเสียงดังจากแตรที่แข่งกันบีบจนสนั่นไปทั้งถนน เส้นทางที่ไปผ่านตัวเมืองลัคนาวและย่านชุมชน ปัจจุบันรถติดมากไม่เหมือนตอนผมมาเมื่อปี 2011 รถน้อยและเป็นรถเก่า ปัจจุบันรถแน่นถนนแถมเป็นรถใหม่มากกว่ารถเก่า ส่วนสภาพถนนหนทางหลายแห่งขยายใหญ่ขึ้นแต่ส่วนมากยังคงเดิม สองข้างทางจะมีร้านหรือเพิงหรือรถเข็นขายผลไม้จำพวกแอปเปิ้ล กล้วยหอมและผลไม้เมืองหนาวอีก 2-3 อย่างเรียงรายกันไป แต่มองแล้วไม่น่ากินและผู้หวังดีก็จะเตือนว่าห้ามซื้อกินกลัวท้องเสีย สภาพอากาศวันนี้ร้อนมากแต่เวลารถวิ่งกลับเย็นสบายเพราะรับลมธรรมชาติแต่เวลาจอดเหมือนอยู่ไฟออกลูก เมืองโบราณคือวังเก่าของเจ้าเมืองในอดีตสร้างไว้นัยว่าเพื่อช่วยสร้างงานให้พลเมืองของพระองค์ในขณะนั้นที่เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงคนไม่มีงานทำอดอยาก แต่หลายคนก็เล่าไปในเชิงว่าสร้างให้พระมเหสีซึ่งมีมากถึง 363 คนได้พักอาศัยห้องละหนึ่งคน พระองค์จะเวียนไปหาวันละคนเหลือไว้ 2. วันในรอบปีเพื่อการพักผ่อน วังเก่าวันนี้ดูทรุดโทรมลงมากมีหญ้าขึ้นรกทั้งสนามขาดการดูแลที่ดี เดินฝ่าเปลวแดดไปชมและชักภาพด้านในเพื่อเป็นที่ระลีกก่อนออกมาที่ซุ้มประตูเพื่ออุดหนุนสินค้าของที่ระลึก ได้เต่าหิน 1 คู่ตัวละ 100 รูปีกับที่รองแก้วน้ำทำด้วยหินอ่อนสีดำราคา 500 รูปี หากคิดเป็นเงินไทยประมาณ 350 บาท จากนั้นรถพาพวกเราไปห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่คงเป็นห้างเปิดใหม่มีของแบรนด์เนมขายครบเครื่องเหมือนเมืองไทย แต่ราคาในยามที่อินเดียค่าเงินรูปีอ่อนกว่าเงินบาทจึงถูกกว่าบ้านเราครึ่งหนึ่ง ชวนผอ.อารีย์และครูชัชวาลขึ้นไปที่ food. course สั่งอาหารจานด่วนจากร้าน kfc มาเป็นมื้อเที่ยง. ส่วนเจ้าภาพอินเดียเขานัดไปทานที่ร้านแม็คโดนัลเวลา. 13.30 น.ตามธรรมเนียมเขา. พวกเราเกือบทุกรายจึงซื้ออาหารทานเอง ของเจ้าภาพไว้เป็นอาหารว่างก็แล้วกัน. เดินไปเดินมาซื้อได้แต่หมวกแคปกันแดดแบรนด์เนมของอังกฤษมาหนึ่งใบ เราเดินเตร็ดเตร่รอรถรับกลับจนเวลา 16.00น. เดินทางผ่านพุทธมณฑลที่สร้างเสร็จแล้วใหญ่โตมาก เคยฟังเขาเล่าว่ามีเศรษฐีชาวพุทธที่มีบทบาทสูงทางการเมืองได้ทุ่มทุนก่อสร้างด้วยศรัทธาแม้พลเมืองของลัคนาวส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม. แดดร้อนเกินไปที่จะลงไปชมเพราะไม่มีต้นไม้ให้ร่มเงามีแต่สิ่งก่อสร้างและปฏิมากรรมสองทุ่มไปทานอาหารที่เจ้าภาพเตรียมไว้ริมสระน้ำ. เด็กเริ่มป่วยบ้างได้อาศัยผู้ปกครองที่ติดตามลูกแบบเหาฉลามด้วยความเป็นห่วงซึ่งเป็นหมอช่วยจัดยาให้ทาน. ครูบางท่านก็เริ่มจับไข้เพราะแดดจัด. ผมกลับแข็งแรงดีหลายคนบอกว่าเพราะผมมีเชื้ออินเดียจึงอยู่รอดปลอดภัยว่าเข้าไปนั่นเพียงแต่หน้าตาแนบเนียนกับแขกเท่านั้นเอง

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2557 เช้านี้หลังทานมาม่าและกาแฟที่ห้องพักลงไปส่งนักเรียนเข้าห้องสอบให้กำลังใจกันตามธรรมเนียมคุยกับอาจารย์ปราโมทย์ว่าปีนี้เราน่าจะผ่านมากเพราะคู่แข่งสำคัญไม่มาร่วมคือไต้หวันเวียดนามจีนลำพังที่เหลือหากไม่ประมาทน่าจะผ่านสบายๆก็เป็นการคิดแบบเข้าข้างตัวเองลีกๆของคนเป็นครูเมื่อนักเรียนเข้าห้องสอบพวกเราก็ว่างงาน. ผู้ปกครองเขาซื้อทัวร์ตามเรามาจึงมีรถปรับอากาศบริการวันนี้เขาต่างพร้อมใจกันรอให้กำลังใจลูกอยู่ที่สนามสอบยกรถทัวร์ไกด์และอาหารกลางวันตามโปรแกรมให้ครูได้พักผ่อน 1 วัน. เป็นวันแรกที่ได้นั่งรถปรับอากาศในลัคนาวจุดแรกคือตลาดย่านอัลลาฮาบัดเป็นร้านหนังสือมีทั้งแบบเรียนและหนังสือจากสำนักพิมพ์ชื่อดังของอังกฤษซึ่งไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์สำหรับโรงพิมพ์ในอินเดียราคาจึงถูกว่าAsia Books บ้านเรามากผมได้ภาษาอังกฤษมา 2 เล่มราคา 500 รูปีจากนั้นข้ามถนนไปดูร้านขายเสื้อผ้าจำพวกpashmina อุดหนุนไป 5 ชิ้น 12000 รูปีตลาดอัลลาฮาบัดเป็นตลาดใหญ่ของลัคนาวการเดินทางจึงต้องลำบากเป็นทวีคูณรถจอดไกลออกไปต้องเดินลงถนนเบียดกับรถมอเตอร์ไซด์รถสามล้อรถบรรทุกซึ่งพยายามบีบแตรขอทางตลอดเวลาสำหรับทางเท้าถูกยีดไปใช้ประโยชน์จากแม่ค้าและร้านค้าจนหมดสิ้น ออกจากย่านอัลลาฮาบัดไกด์พาไปกินอาหารกลางวันเกือบ 4 โมงเย็นที่โรงแรมเพราะสั่งจองไ้ว้แล้วเป็นโรงแรมที่ผู้ปกครองนักเรียนมาพักกันอาหารอินเดียจึงอร่อยกว่าร้านอื่นหรืออาจเป็นเพราะความหิวจากนั้นเดินทางกลับโรงเรียนCMS. คืนนี้นอนหัวค่ำเพราะเดินมากร้อนมากจึงเหนื่อยในขณะมีงานเลี้ยงของเจ้าภาพสำหรับน้กเรียนและผู้นำทีมจัดขึ้นที่CMS. สาขาอื่น. มีนักเรียนและครูไปร่วมงาน

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม. 2557 เช้าเข้าห้องประชุมเพื่อฟังนักเรียนชาติต่างๆแสดงความรู้สึกในการได้ร่วมการแข่งขันครั้งนี้ รวมทั้งนักเรียนไทย ก่อนเที่ยงทุกประเทศได้กล่าวความรู้สีกเสร็จสิ้นแยกย้ายกันไปพักผ่อนเตรียมฟังประกาศผลสอบและรับรางวัลในตอนบ่าย ผมจึงชวนผอ.อารีย์ไปห้างphone nix เพื่อซื้อของใช้ของฝากและกินข้าวกลางวันเรียกว่าจำหน่ายเงินรูปีให้หมดเรียกรถตุ๊กๆหรือออโร้ริกซอร์ในภาษาอินเดียไปในราคา100รูปี ถึงห้างเดินไล่ตั้งแต่ชั้นใต้ดินขึ้นไปเรื่อยๆซึ่งเป็นของใช้ในครัวเรือนได้ประแจคอม้า 1 ตัวหม้ออวยขนาดเล็ก 1 ใบเข้าไปBig Plaza จะหาซื้อผลิตภัณฑ์Himalaya Herbals แต่ของมีไม่ครบและรอเข้าคิวจ่ายเงินไม่ไหวจึงตัดใจไปหาซื้อที่สนามบินเดลี. ซื้อเข็มขัดหนังจามจุรี 1 เส้นราคา 1000 รูปีเพราะชอบแบบที่ไม่ซ้ำใครราคาก็ถูก หากเจอของที่ถูกใจจะซื้อทันทีเพราะจะนึกเสียใจภายหลังว่าน่าจะซื้อมา. บ่ายกลับมาร่วมพิธีประกาศผลและมอบรางวัลแถวหน้าเป็นประธานในพิธีผู้นำทีมจากประเทศต่างๆ ทราบว่าทีมไทยคว้าเหรียญได้ครบทุกคนก็ชื่นใจ. ประธานในพิธีเป็นรัฐมนตรีว่าการฝ่ายการเมืองซึ่งรับผิดชอบรัฐอุตรประเทศที่มีลัคนาวเป็นเมืองหลวง. ในประเทศอินเดียถือว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่มีอำนาจในการบริหารอย่างแท้จริงดำรงตำแหน่งคราวละ๕ปีได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี (Council of Ministers) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโดยการเสนอแนะของนายกรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรีประกอบด้วยรัฐมนตรี (Ministers) รัฐมนตรีที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี (Ministers of State - Independent Charge) และรัฐมนตรีช่วยว่าการ (Ministers of State) คณะรัฐมนตรีรายงานโดยตรงต่อโลกสภารัฐบาลอินเดียชุดปัจจุบันมีรัฐมนตรีว่าการ (Cabinet Ministers) ๓๓คนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (Ministers of State with Independent Charge) ๗คนและรัฐมนตรีช่วยว่าการ (Ministers of State) ๓๘คนรวม78คน

พิธีประกาศผลและมอบรางวัลปีนี้ทำกันกลางวันเพราะหลายประเทศจะเดินทางกลับเวลา 18.00น. เช่นฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย. แต่การแสดงของเจ้าภาพก็จัดเต็มรูปแบบ

ผลการแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติระดับประถมศึกษาที่ประเทศอินเดียครั้งนี้ ทีมนักเรียนไทยระดับชั้นประถมศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติระดับประถมศึกษา Wizard at Mathematics International Competition 2014 (WIZMIC) สามารถคว้ารางวัลมาได้ 19 เหรียญทอง5 เหรียญเงินโดยมีรายละเอียดผลการแข่งขันดังนี้

ประเภทบุคคลเหรียญทอง 13 เหรียญได้แก่

เด็กชายกีรติ สุธีรยงประเสริฐ โรงเรียนอนุบาลสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย

เด็กชายรวัชญ์ ผดุงเกียรติวงษ์ โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย จังหวัดเพชรบุรี

เด็กชายภากร นันทอารี โรงเรียนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร

เด็กชายสุวลักษณ์ ตันชัยเอกกุล โรงเรียนอนุบาลสุธีธร จังหวัดนครปฐม

เด็กหญิงชาลิสา วิรุณราช โรงเรียนอนุบาลปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา

เด็กชายธีร์ อิทธิพานิชพงศ์ โรงเรียนอนุบาลยุวพัฒน์นครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์

เด็กชายชยพล เชาว์วีระประสิทธิ์ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฯ กรุงเทพมหานคร

เด็กชายวศิน สิทธิเดชากุล โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสายไหม กรุงเทพมหานคร

เด็กชายปรมัตถ์ สมุทรสินธุ์ โรงเรียนสยามสามไตร กรุงเทพมหานคร

เด็กชายพัชรพล เกษมธรรมแสวง โรงเรียนอนุบาลระยอง จังหวัดระยอง

เด็กชายเวทิต กัลย์จรัส โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

เด็กหญิงอริสรา จิชกิตติ โรงเรียนอำนวยศิลป์ กรุงเทพมหานคร

เด็กชายจิรสิน จานะพร โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

ประเภทบุคคลเหรียญเงิน 3 เหรียญได้แก่

เด็กชายไมตรี หิรัญติยะกุล โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

เด็กชายปรานต์กฤษฎิ์ สิริพิชิตศุภผล โรงเรียนวัดดอนทอง จังหวัดฉะเชิงเทรา

เด็กชายมาตภูมิ สุนทรานนท์ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย กรุงเทพมหานคร

ประเภททีมเหรียญทอง 3 รางวัลได้แก่

ทีมเอประกอบด้วย

เด็กชายกีรติ สุธีรยงประเสริฐ โรงเรียนอนุบาลสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย

เด็กชายรวัชญ์ ผดุงเกียรติวงษ์ โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย จังหวัดเพชรบุรี

เด็กชายภากร นันทอารี โรงเรียนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร

เด็กชายสุวลักษณ์ ตันชัยเอกกุล โรงเรียนอนุบาลสุธีธร จังหวัดนครปฐม

ทีมบีประกอบด้วย

เด็กชายไมตรี หิรัญติยะกุลโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

เด็กหญิงชาลิสา วิรุณราช โรงเรียนอนุบาลปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา

เด็กชายธีร์ อิทธิพานิชพงศ์ โรงเรียนอนุบาลยุวพัฒน์นครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์

เด็กชายชยพล เชาว์วีระประสิทธิ์ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฯ กรุงเทพมหานคร

ทีมดีประกอบด้วย

เด็กชายพัชรพล เกษมธรรมแสวง โรงเรียนอนุบาลระยอง จังหวัดระยอง

เด็กชายเวทิต กัลย์จรัส โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

เด็กหญิงอริสรา จิชกิตติ โรงเรียนอำนวยศิลป์ กรุงเทพมหานคร

เด็กชายจิรสิน จานะพร โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

ประเภททีมเหรียญเงิน 1 รางวัลได้แก่

ทีมซีประกอบด้วย

เด็กชายปรานต์กฤษฎิ์ สิริพิชิตศุภผล โรงเรียนวัดดอนทอง จังหวัดฉะเชิงเทรา

เด็กชายมาตภูมิ สุนทรานนท์ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย กรุงเทพมหานคร

เด็กชายวศิน สิทธิเดชากุล โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสายไหม กรุงเทพมหานคร

เด็กชายปรมัตถ์ สมุทรสินธุ์ โรงเรียนสยามสามไตร กรุงเทพมหานคร

ประเภทกลุ่มบุคคลเหรียญทอง 3 รางวัลได้แก่ทีมเอทีมบีและทีมดีขณะที่ทีมซีได้เหรียญเงินไปครอง

วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2557 ตื่นตีสาม อาบน้ำแต่งตัวจัดกระเป๋าของหนักทั้งหลายใส่กระเป๋าใบใหญ่เข็นลงมากองรวมกันเพื่อรอลำเลียงขึ้นรถ ออกจากโรงเรียนตีห้าเดินเกร่สนามบินเพราะร้านค้ายังไม่เปิดพอกระเป๋าผ่านเครื่องเอ็กซ์-เรย์ต้องรื้อค้นกันใหญ่ปรากฎว่าเป็นแฟรซกล้องถ่ายรูปที่ยังคาแบตเตอรี่ไว้ เครื่องออก 8.55 น. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็เข้าไปนั่งรอที่สนามบินอินทิราคานทีเมืองเดลี ก็เป็นโอกาสสุดท้ายในการจำหน่ายเงินรูปีและเงินดอลลาร์มีสินค้ามากมายทั้งของต่างประเทศและผลิตภัณฑ์ของอินเดียเองสำหรับขนมมีจำพวกเมล็ดธัญพืชผสมเครื่องเทศอบหรือทอดบรรจุถุงขายความอร่อยก็เป็นไปตามสภาพของที่ระลีกอื่นๆออกแบบสวยงามน่าสนใจราคาไม่แพง ของสั่งซื้อHIMALAYA มีจำหน่ายที่ร้านขายยาในสนามบินเครื่องบินแอร์อินเดียเที่ยวบินAI 332 ออกจากเดลีเวลา 13.55 ถึง.ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ 19.30 น. หลังรับกระเป๋าที่สายพานเสร็จนักเรียนเดินแถวอวดธงมายังจุดแถลงข่าวมีผู้สื่อข่าวมารอทำข่าวมากมายหลายสำนักทั้งหนังสือพิมพ์และทีวี ซึ่งดร.ปราโมทย์ขจรภัยรับหน้าที่เพราะเป็นหัวเรือใหญ่ทราบรายละเอียดมากกว่าใคร โรงเรียนเจ้าสังกัดก็มารอรับน้กเรียนถ่ายภาพกันเป็นที่ครื้นเครง เต้ย หมูและภามารับเลยมีพรรคพวกอาศัยไปลงย่านพระปิ่นเกล้าด้วย. แต่รถติดพอสมควรกลับถึงบ้านพักประมาณ 4 ทุ่ม. เป็นอันจบการเดินทางไปชมพูทวีปและเป็นครั้งที่นักเรียนไทยมีความสุขกันทั่วหน้าเพราะประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ นมัสเตอินเดีย

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคมม 2557 วันปิยมหาราชตั้งใจเดิมจะไปร่วมพิธี กลับมาดึกเลยหาเครื่องแบบให้ครบไม่ได้ขาดของสำคัญคือหมวกเลยงดสำหรับปีนี้ แต่ขออนุญาตนำบันทึกในวันสวรรคตของสมเด็จพระปิยมหาราชของม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มาเล่าสู่กันฟัง

23 ตุลาคม 2453

ข้าพเจ้าเป็นบิดมีไข้ขึ้นกำลังนอนหลับสนิทและสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยได้ยินเสียงผู้ชายร้องไห้อย่างเต็มเสียงเพราะไม่เคยได้ยินเสียงผู้ชายร้องไห้หันไปเห็นว่าเวลา 2 น.เศษข้าพเจ้าลุกขึ้นนั่งก็พอดีเห็นเสด็จพ่ออยู่ปลายมุ้งตรัสว่าพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตเสียแล้วลูก

รุ่งขึ้นเช้ามืดมีข้าราชการไปมาเฝ้าเสด็จพ่ออยู่ตลอดเวลาบางคนมาฟังคำสั่งบางคนมาฟังว่าสวรรคตจริงๆหรือเพราะไม่มีใครทราบข่าวว่าทรงประชวรมากแต่อย่างไรแม้แต่เสด็จพ่อก็ทราบข่าวว่าทรงพระประชวรมากเมื่อวันศุกร์ก่อนวันเสด็จสวรรคคเพียงวันเดียว

เสด็จพ่อเล่าว่าบ่ายวันอาทิตย์เข้าไปเฝ้าเพราะทราบว่าพระนาภีเสียรุ่งขึ้นได้ไปเข้าเฝ้าทรงตรัสคุยสนุกสนานดีตามเคยเป็นแต่ทรงเล่าพระอาการว่าพระนาภีเสียวันอังคารก็เข้าไปเฝ้าครั้นรุ่งขึ้นวันพุธก็เสด็จเข้าไปเฝ้าถึงพระที่นั่งทราบว่าพระองค์ถ่ายเดินมากไปจนทรงเพลียถึงต้องบรรทมในพระที่และทรงมีพระราชดำรัสให้พระราชินีขึ้นถวายการพยาบาลเป็นอันเสด็จพ่อก็ไม่ได้ขึ้นไปเฝ้าเลยอยู่ในพระที่นั่งชั้นล่างกับเจ้านายผู้ใหญ่เพื่อรอฟังอาการ

คนอื่นๆไม่มีใครตกใจเพราะเป็นเรื่องพระนาภีเสียเท่านั้นมีแต่คุณย่าของข้าพเจ้าคนเดียวที่ท่านให้คนวิ่งดูอยู่เสมอว่าเด็จพ่อกลับจากวังหรือยังจนพวกเราแปลกใจมารู้ภายหลังว่าเพราะท่านเคยพบการสวรรคตมาก่อนส่วนพวกเราไม่เคยรู้จักซ้ำสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงอยู่ในราชสมบัติมาตั้ง 42 ปีจึงเพลินจนไม่มีใครนึกถึงเรื่องสวรรคต

สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมีพระโรคประจำพระองค์แต่เรื่องพระวักกะ (ไต) พิการซึ่งเป็นเหตุให้ต้องเสด็จไปรักษาพระองค์ในยุโรปครั้งที่ 2

ถึงวันศกร์สมเด็จพระราชินีเชิญเสด็จพ่อไปเฝ้าที่หน้าม่านตรัสว่าวานนี้ตลอดวันพระบังคนเบามีราว 1 ช้อนโต๊ะซึ่งเสด็จพ่อตกพระทัยเป็นครั้งแรกและเรียกประชุมหมอพอถึงเวลาค่ำหมอก็พร้อมกันทูลเจ้านายว่าถ้ามีราชการอันใดก็ให้กราบทูลเช้าพรุ่งนี้เพราะถ้าถึงเย็นจะเข้าโคม่า (ซึม)

รุ่งขึ้นวันเสาร์ถึงตอนบ่ายข่าวประชวรมากก็รู้กันไปทั่วแล้วและแทบทุกคนก็พากันไปฟังพระอาการพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ซึ่งทรงเป็นหมอเข้าไปดูอาการสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงหลับพระเนตรอยู่ตรัสถามว่า "นั่นหมอหรือ" เป็นคำหลังแล้วมิได้ตรัสต่อไปอีกเลยค่อยๆทรงพระบรรทมหลับไปจนหมดพระอัสสาสะเมื่อเวลา 24.45 น. พระบรมศพมิได้มีซูบซีดผิดปกติกว่าเวลาทรงพระบรรทมหลับตามปกติแต่ประการใด

อีกฉบับเป็นบันทึกในวันสวรรคตของสมเด็จพระปิยะมหาราชของหม่อมศรีพรมา

22 ตุลาคม 2453

โดยปกติเวลาใกล้เที่ยงจะมีผู้คนเดินขวักไขว่แต่วันนั้นบรรยากาศเงียบเหงามากบนพระที่นั่งก็สงัดเนื่องด้วยพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหม่อมศรีพรมาซึ่งเป็นนางกำนัลต้องเข้าเวรในเวลากลางคืนจึงต้องนอนพักในเวลากลางวันแต่วันนั้นนอนไม่หลับจนพลบค่ำจึงจำเป็นต้องบังคับตัวเองในนอนในที่สุดก็หลับไปมาตกใจตื่นเพราะมีตัวอะไรมากัดหัวแม่เท้าพร้อมกับได้ยินเสียงหนูประมาณว่าหลายสิบตัวยกขบวนวิ่งกันไปมาเหนือฝ้าเพดานในอาคารซึ่งกั้นเป็นห้องๆยาวไปมีราวๆ 12-15 ห้องพวกหนูส่งเสียงร้องกุกๆๆตลอดเวลาหม่อมบันทึกว่ามีผู้ใหญ่เล่ากันว่าเมื่อหนูร้องกุกๆจะมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้น

ในขณะนั้นเวลาประมาณ 23 น. บรรยากาศเงียบสงัดข้าพเจ้าเปิดห้องไปยืนที่ประตูมองซ้ายขวาไม่เห็นใครเหมือนเมืองหลับแต่เมื่อมองไปยังพระที่นั่งอัมพรฯซึ่งเห็นพระบัญชรชั้น 3 ถนัด

ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็เห็นดาวดวงหนึ่งส่งแสงสว่างลอยอยู่ในระดับเดียวกับพระแท่นบรรทมของพระเจ้าอยู่หัวดาวดวงนี้มีแสงสว่างมากยิ่งกว่าดาวใดๆและมีหางยาวพาดไปทางพระที่นั่งอนันต์สมาคมคล้ายแสงไฟฉายใหญ่ๆจึงทราบว่าเป็นดาวหางเฮลี่(Haileys Comet) ที่โจษจันกันในขณะนั้น

ข้าพเจ้าตกใจยืนพิงประตูไม่อาจเคลื่อนไหวได้อยู่พักหนึ่งจึงได้สติว่าจะต้องไปเปลี่ยนเวรจึงขึ้นไปยังพระที่นั่งอัมพรฯ

ทางขึ้นเห็นแต่คนหน้าเศร้าๆนั่งตามบันไดกันมากถึงชั้น 3 เงียบกริบได้ยินเสียงกรนได้ชะเง้อดูภาพที่เห็นคือองค์พระเจ้าอยู่หัวอวบอ้วนพระพักตร์อิ่มทรงพระภูษาแดงพื้นเดียวและทรงกรนสม่ำเสมอจึงเข้าใจนึกว่าในหลวงทรงสบายขึ้นแล้วและกำลังบรรทมหลับสนิทจึงดีใจเป็นอันมากนึกว่าจะได้นอนหลับสบายเสียที

มารู้สึกตัวตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงร้องเซ็งเซ่เหลือที่จะเดาว่าเป็นเสียงอะไรเหลือบตาไปที่นอกห้องบรรทมเห็นคนจำนวนมากมายกำลังหมอบซบกับพื้นเป็นกองๆส่วนในห้องบรรทมมืดมากมีแต่ไฟแดงดวงเดียวต่อมาจึงทราบว่าเสียงเซ็งเซ่นั้นเป็นเสียงร้องไห้จึงทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว

ต่อมาข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้เป็นนางร้องไห้อยู่ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทการร้องไห้นั้นแท้จริงเป็นการร้องเพลงอย่างเศร้าที่สุดที่เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินเพลงร้องไห้นั้นช่างเศร้าเสียนี่กระไรทุกคนน้ำตาไหลรินจริงและสะอื้นจริงๆยิ่งมีเสียงปี่ที่โหยหวนและเสียงกลองชนะเลยยิ่งไปกันใหญ่

หม่อมศรีพรมาอายุ 22 ปีเป็นธิดาของพระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดช (เจ้าสุริยะณน่าน) ผู้ครองนครน่านเป็นภรรยาของหม่อมเจ้าสิทธิพรกฤดากร

ถ้าเราสังเกตจากบันทึกนี้จะพบว่าเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อจริงๆกับความเชื่อโบราณเกี่ยวกับดาวหางและเสียงร้องของหนูที่ล้างร้ายที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าอยู่หัว. เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์เก่าที่นำมาเล่าด้วยความจงรักภักดีแม้จะเกิดมาไม่ทันแผ่นดินของพระองค์แต่ได้ใช้สอยสาธารณูปโภคที่ทรงพระราชทานไว้ให้ชนชาวไทยรุ่นหลังจนมิอาจลืมเลือน

สายๆวันนี้เดินทางไปปทุมธานีแวะทานข้าวร้านนายหัวชาติข้าวแกงปักษ์ใต้ แก้เลี่ยนอาหารอินเดียที่ทานมาหลายวัน อิ่มแล้วไปชมอาคารสพป.ปทุมธานีเขต 1 หลังใหม่มีเจ้าหน้าที่ทยอยขนของจากที่เดิมมาจัดห้องกันใหม่หลายกลุ่มงาน. รั้วด้านหน้ามีต้นไม้ปลูกตลอดแนว คงเป็นแนวคิดและความร่วมมือของผู้บริหารโรงเรียน ฐานเสาธงยังไม่เสร็จแต่วัสดุเป็นตามที่กำหนดไว้ส่วนห้องประชุมใหญ่ ติดใจที่ลำโพงมีเพียงคู่เดียวทั้งที่อยากได้ 2 คู่ติดขัดหรือผิดพลาดอย่างไรก็ต้องหามาติดตั้งอีก 1 คู่ จะปล่อยเลยตามเลยย่อมไม่ใช่วิสัยของผม เดินทางต่อไปห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์เพื่อซื้อของเล็กๆน้อยๆ




วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม. 2557 เช้าห้องสโมสรเช้า มีข้าราชการบำนาญมารับใบเสร็จกันแน่นห้อง แปลว่าเงินเดือนออกแล้วสำหรับคนรับบำนาญ วันเวลาช่างรวดเร็วมากเวลา 09.30น. ประชุมคณะกรรมการกำหนดค่าคะแนนตามเกณฑ์การย้ายที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษากำหนดสำหรับผู้บริหารโรงเรียน กรรมการประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่มีส่วนได้เสีย รองผอ.เขตที่รับผิดชอบกลุ่มงานบริหารงานบุคคล ภาคเช้าไม่เสร็จหลังอาหารกลางวันจึงทำต่อเนื่องกันไป  ปลีกตัวไปดูงานก่อสร้างฐานเสาธงและการขนย้ายสัมภาระของกลุ่มงานต่างๆที่เริ่มขนไปจัดในห้องทำงานใหม่ สายๆให้หมูกับเต้ยนำกระเช้าผลไม้ไปคารวะคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ที่บ้านถนนเพชรบุรีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดที่จะมาถึงในวันที่ 26 ตุลาคมนี้และฝากของจากอินเดียไปมอบนายก อบจ.ปทุมธานี นายชาญ พวงเพ็ชร์ บ่ายหลังทำคะแนนเสร็จไปดูงานก่อสร้างแล้วเลี้ยงน้ำช่าง นัดหมายมาทำต่อกันวันจันทร์ คุณหญิงกษมา ฝากหนังสือพระราชนิพนธ์แปลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ชื่อนิทานโกหกเยอรมันของบารอนฟอนมึนซ์เฮาเซ่นมาให้ 1 เล่ม. ซึ่งจ้ดพิมพ์โดยนานมีบุ๊คพับลิเคชั่นจำหน่ายเล่มละ 125 บาท(โฆษณาเสียเลย). เผื่อใครอยากหาไว้เป็นเจ้าของอ่านประเทืองปัญญา. และวันนี้อีกเช่นกันได้รับหนังสือแจ้งกำหนดการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคารเรียนพระราชทานโรงเรียนวัดฉาง ตำบลบางปรอก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ในวันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2557 เวลาช่วงบ่ายเป็นการเสด็จเป็นการส่วนพระองค์เหมือนสองปีที่ผ่านมา พวกเราคงมีโอกาสได้เฝ้ารับเสด็จโดยพร้อมเพรียงกัน

นายกำจัด  คงหนู

ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน  "เรื่องเล่าจากเจ้าพระยา"



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ชอบใจหนังสือนิทานโกหกเยอรมันครับ