บันทึกอนุทินครั้งที่ 4
เรื่อง Knowledge Management
รายวิชา การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ 102611
วันที่เรียน วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557
วันที่บันทึก วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557
อาจารย์ผู้สอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดิศร เนาวนนท์
ผู้บันทึก นางสาวศุภรัตน์ ภิรมย์ชม รหัสนักศึกษา 57D0103117 ป.โท หลักสูตรและการสอน ภาคพิเศษ รุ่นที่ 13 หมู่ 1
1 . การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าห้องเรียน/ความคาดหวัง
ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ KM เพิ่มเติม และได้ทราบว่า KM นั้น เป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนางาน เป็นเครื่องมือที่คอยดึงศักยภาพของคนออกมาใช้ โดย KM ที่สมบูรณ์นั้น ควรมีความรู้ทั้ง 3 ส่วน คือ ความรู้ในกระดาษ (BOK) ความรู้ในคน (POK) และความรู้ในเครือข่าย (COP) ซึ่งความรู้ในกระดาษนั้นจะเน้นการจัดระบบ ความรู้ในคนจะเน้นกระบวนการ เป็นการฝึกใช้สมองทั้งสองฝ่าย ส่วนความรู้ในเครือข่อยนั้นจะเน้น การสร้าง CoPs คือการรวมตัวกันเป็นชุมชน และทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย 3 องค์ประกอบหลักได้แก่ การมีความสนใจในเรื่องเดียวกัน มีเรื่องที่จะแบ่งปันกัน และมีความสัมพันธ์ที่ดี
สิ่งที่ดิฉันอยากรู้เพิ่มเติมก็คือ KM มีความสัมพันธ์กับ LO อย่างไร มีความสัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด
2. ความรู้ความเข้าใจที่ได้รับจากการเรียน
ก่อนที่จะเข้าเนื้อหาในเรื่องของ KM ได้เรียนรู้ถึง การเขียนบอกเล่าเรื่องราวที่เราประสบความสำเร็จ ที่เราเรียกกันว่า Story Telling จะเป็นเทคนิคของ KM อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็น Best Practice ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จที่เป็นผลจากการนำความรู้ไปปฏิบัติจริง หลังจากนั้นเราก็ได้ฝึกบันทึก Story Telling ในหัวข้อที่เราอยากเล่า ซึ่งมีความยาวไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ โดยมีหัวข้อในการบันทึกคือ ทำอะไร..? สำเร็จอย่างไร..? ผลเป็นอย่างไร..?
หลังจากนั้นก็ได้เริ่มเรียนในเนื้อหาของ KM ซึ่งก่อนเรียนรู้ในหัวข้อ KM นักศึกษาจะต้องรู้จัก “ความรู้” ก่อน ซึ่ง EKUJIRO NONAKA กล่าวถึงความรู้ว่า เป็นความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ส่วน HIDEO YAMAZAKI บอกว่าความรู้คือสารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด เปรียบเทียบเชื่อมโยงกับความรู้อื่นจนเกิดเป็นความเข้าใจและนำไปใช้ในการสรุปและการตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ โดยไม่จำกัดช่วงเวลา ซึ่งจะแบ่งเป็น ข้อมูล สารสนเทศ ความรู้ และปัญญา
ประเภทของความรู้จะแบ่งเป็น Tacit Knowledge คือความรู้ที่ฝังอยู่ในคน และ Explicit Knowledge คือความรู้ชัดแจ้งหรือความรู้แบบรูปธรรม ซึ่ง Tacit Knowledge จะเปลี่ยนเป็น Explicit Knowledge ได้ตลอดเวลา
KM เกิดขึ้นมาจากปัญหาต่างๆ เช่น การย้ายออกของบุคลากร การทำงานไม่เป็นของบุคลากร การไม่พัฒนางาน ไม่มีคู่มือ เป็นต้น ทำให้เกิด KM ขึ้น เพื่อให้องค์กรต่างๆ ได้พัฒนา
คุณ Ryoko toyama ให้ความหมายของ KM ว่า เป็นการจัดการเพื่อเอื้อให้เกิดความรู้ใหม่ โดยใช้ความรู้ที่มีอยู่ และประสบการณ์ อย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่จะมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งทางธุรกิจ ส่วนคุณ World bank ให้ความหมายของ KM ว่าเป็นการรวบรวมวิธีปฏิบัติขององค์กร และกระบวนการที่เกี่ยวกับการสร้าง การนำไปใช้ การเผยแพร่ความรู้และบริบทต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นจึงสรุปความหมายของ KM ว่า เป็นกระบวนการนำความรู้ที่มีอยู่ หรือที่ได้จากการเรียนรู้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร โดยกระบวนการ สร้าง รวบรวม จัดเก็บ นำไปใช้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
3. บรรยากาศในชั้นเรียน
ได้ฝึกกระบวนการคิด ได้เรียนรู้กระบวนการใหม่ๆ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซักถาม แสดงความคิดเห็น
4. การนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
นำไปประยุกต์ใช้กับเด็กมัธยมโดยฝึกให้นักเรียนรู้จักการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในหมู่เรียน หรือในระดับชั้น โดยการฝึกบันทึกความรู้ต่างๆ ที่ตนได้รับพร้อมทั้งเทคนิคความสำเร็จในการเรียนเฉพาะบุคคล แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในห้องเรียนเพื่อให้เพื่อนได้เรียนรู้ถึงเทคนิคความสำเร็จในการเรียนของเพื่อนๆ แต่ละคน เพื่อที่จะได้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในองค์กรเล็กๆของนักเรียน เพื่อนการเรียนที่ดีขึ้น และมีศักยภาพ