นั่งทำงานที่แผนกผู้ป่วยนอกนี่ไม่มีวันไหนที่ว่างนั่งลั่นหล้า แม้แต่งานเอกสารที่ค้างยังต้องหอบมาทำที่บ้าน ค่าตอบแทนคือเงินเดือนที่หลวงจ่ายอาจไม่มากมายเท่ารายได้วิชาชีพอื่นแต่ฉันก็ภูมิใจที่ในหนึ่งวันที่ผ่านไป ๆทำงานมิใช่เพียงหน้าที่ 

บางครั้งเคยคิดว่า งานที่เราทำนี้ได้บุญยิ่งใหญ่ ประมาณว่าได้ช่วยเหลือคนเจ็บป่วย ช่วยให้เขาพ้นทุกข์นักหนาจากความเจ็บ ความป่วย ความทุกข์ ประมาณนี้ บางทีฉันว่าฉนอาจคิดผิด เพราะฉันคงไม่ต่างอะไรกับคนขายอาหาร หากจะคิดว่าเป็นบุญคุณคงได้บุญกว่าพยาบาลมากเพราะทำอาหารให้คนแก้หิว ซึ่งหิววันหนึ่งๆหลายครั้งด้วยซ้ำไป แต่พยาบาลจะได้ทำเมื่อเขาป่วย อาจมีบ้างงานส่งเสริมสุขภาพ ไม่ต้องรอให้ป่วยหรอกแต่ต้องไปทำไม่ให้ป่วย นี่ก็คิดว่าได้บุญจริงหรือ เพราะหากนโยบายไม่สั่งมามีใครกล้าคิดแก้ปัญหาอื่นหรือไม่??? แม้มองเห็นก็ตาม ทำไปทำไมทำไปก็ไม่มีผลงาน โชว์ KPI กับเขานี่ เป้าปีนี้ไม่ใช่เรื่องนี้ไม่ต้องไรมาก จริงหรือ ???? หากไม่มีค่าตอบแทนจากการทำเขาเหล่านั้นจะทำมั๊ย คนขายอาหารจะแบ่งปันอาหารที่มีให้คนอื่นหรือไม่ เช่นเดียวกับแพทย์พยาบาล หากไม่มีค่าตอบแทน จะทำมั๊ย นั่นแหล่ะ คือเหตุผลว่าเราอย่าได้ลำพองใจว่าคนไข้ทั้งหลายแหล่เป็นหนี้บุญคุณเรา กลับตรงกันข้ามเราควรคิดเช่นคนขายอาหาร หากไม่มีใครหิวแล้วมาซื้ออาหาร เราจะเอารายได้มาจากไหน ดังนั้นเราจะเห็นว่าร้านอาหาร นั้นส่วนใหญ่ให้บริการแบบทุกระดับประทับใจ ไม่มีพูดจาถากถางให้ลูกค้าลำคาญใจแม้แต่น้อย
คิดมุมกลับ ในงานของเรา หากไม่มีคนไข้ เราจะได้อาศัยอาชีพนี้เพื่อมีค่าตอบแทนหรือไม่ มาถึงตรงนี้หลายคนคงยกมือสาธุ " ให้มันจริงเถอะ" ใช่เพราะไม่มีทางเป็นจริง เราถึงได้ทั้งหยิ่งพยองในความเป็นตัว เป็นตนของเราเอง ว่าคนต้องมาหาพึ่งพาอาศัย ทำให้ใจยึดติดว่า ข้านี่แห่ละมีบุญคุณยิ่งใหญ่ จนไม่มีใครเทียบ
เขียนบทความเรื่องนี้เพื่ออยากสะกิดความรู้สึกของเราเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ "จงภูมิใจที่คนไข้ล้นทุกวัน เพรานั่นคือ โรงพยาบาลจะไม่ถูกปิด จนเราต้องตกงานแน่" ฝากไว้เท่านี้แหล่ะ
จบเอาด้วนๆ.... 55555ๆ

ชลัญธร