อีกบทเรียนจากหนองบัว นครสวรรค์...เพื่อร่วมชี้นำการสร้างสังคมเข้มแข็งจากฐานราก


ผมนำเอาข้อมูลที่ตนเองและเครือข่ายออนไลน์ใน gotoknow.org เขียนบันทึก รายงาน และรวบรวมข้อมูลต่างๆของชุมชนอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ไว้ในหัวข้อสมุด ‘เวทีคนหนองบัว’ มาศึกษา วิเคราะห์ ทบทวนและสังเคราะห์วรรณกรรมเพื่อขยายพรมแดนทางความรู้ ให้เห็นความเชื่อมโยงและเกี่ยวเนื่องกันได้ ของความเป็นจริงที่อยู่ในวิถีชีวิตชุมชนระดับท้องถิ่นกับความรู้ที่เป็นสากล จากนั้นก็เขียนบทความและตีพิมพ์เผยแพร่ ซึ่งในครั้งนี้ ได้นำเสนอในหัวข้อเรื่อง แม่ แหล่งความรู้บุคคล และเรื่องราวของชุมชนถิ่นเกิดถิ่นอาศัย เพื่อกลวิธีสร้างเสริมทักษะอ่านเขียน วัฒนธรรมสื่อ และการสื่อสารเรียนรู้ สู่การพัฒนาสังคมอย่างมีส่วนร่วมหลังยุคความทันสมัยและการปฏิวัติเขียว แล้วตีพิมพ์ในวารสารแม่โจ้ปริทัศน์ ฉบับประเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ๒๕๕๗ สมควรนำมาบอกกล่าวคนหนองบัว รวมทั้งควรร่วมเผยแพร่ให้กว้างขวางแก่ผู้สนใจทั่วไปอีกต่อไป เลยคิดว่าสมควรที่จะนำมารวบรวมไว้ในสมุดเวทีคนหนองบัวใน gotoknow.org นี้ด้วย 

วงจรการนำเอาข้อมูลมาศึกษาอีกรอบ ให้ค่อยๆมีความลุ่มลึก พร้อมกับเห็นกรอบแนวคิด ในอันที่จะริเริ่มสิ่งต่างๆ ขึ้นมาจากสิ่งที่ปรากฏอยู่บนความเป็นจริงของสังคมตามท้องถิ่นต่างๆ ให้กว้างขวางมากยิ่งๆขึ้นนั้น จะมีบทบาทต่อการสร้างและนำการเปลี่ยนแปลงของสังคมจากระดับกิจกรรมและระดับปรากฏการณ์ ซึ่งจะสามารถสนองตอบต่อความจำเป็นพื้นฐานและสนองตอบต่อจุดหมายระยะใกล้่มิติเดียว ซึ่งก็ดีอยู่ในตัวเองแล้ว ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการทางปัญญาของสังคม เกิดขึ้นอย่างสั่งสมตามมาด้วย อีกทั้งทำให้บทเรียนของท้องถิ่น บังเกิดความงอกงาม และมีโอกาสแพร่ขยายขึ้นไปเป็นครูให้กับสังคมวงกว้าง ทำให้เกิดความสมดุลของการพัฒนาในสังคมได้ดียิ่งๆขึ้น

การทำให้ประสบการณ์ทางสังคม ที่อยู่ในวิถีชีวิตท้องถิ่น ถูกแปรให้เป็นบทเรียน องค์ความรู้ และภูมิปัญญาปฏิบัติเฉพาะบริบท อีกทั้งมิให้เลือนหายไปกับกระแสการเปลี่ยนผ่านของสังคมนั้น ยังมีความสำคัญต่อสังคมไทยโดยเฉพาะตามชุมชนท้องถิ่นต่างๆอยู่อีกมาก งานวิจัย การสังเกตการณ์ อ่านสังคม และเขียนความรู้ ในลักษณะนี้จึงยังมีความจำเป็น ซึ่งกลุ่มคนที่จะทำงานทางปัญญาและการสรา้งสรรค์วัฒนธรรมทางความรู้ในลักษณะนี้ได้ดีที่สุดกลุ่มหนึ่ง นอกเหนือจากผู้ที่ทำงานในแนวนี้ซึ่งมีอยู่แพร่หลายพอสมควรบ้างแล้วก็คือ คนที่มีการศึกษาและได้อบรมตนเองมาระดับหนึ่งแล้ว  ที่เป็นลูกหลานและผู้ที่ไปอยู่อาศัยในถิ่นฐานต่างๆนั่นเอง ซึ่งเวทีคนหนองบัว เป็นสื่อออนไลน์ใน gtooknow.org ที่ได้เชื่อมโยงให้กลุ่มคนดังที่กล่าวถึงนี้ ให้มาช่วยกันทำสิ่งที่กล่าวมาในข้างต้น

วิธีการทางความรู้ ที่ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ริเริ่มกันได้ในชุมชนตามท้องถิ่นต่างๆดังเช่นหนองบัว นครสวรรค์นี้ มิให้เลือนหายไปอย่างว่างเปล่า อีกทั้งยังได้นำมาทำให้เกิดระบบการศึกษา เก็บบันทึก แบ่งปัน ถ่ายทอดสื่อสาร พัฒนาการเรียนรู้ และสร้างการเรียนรู้แก่สังคม อย่างสืบเนื่องมากยิ่งขึ้นโดยลำดับนั้น เปรียบเสมือนกับกระบวนการเชื่อมเส้นใยประสาทของสังคมและเชื่อมประสานเส้นเลือดฝอย อันได้แก่บทเรียนเล็กๆของชุมชนเล็กๆตามท้องถิ่นต่างๆ ให้เชื่อมโยงเข้าสู่ระบบของเส้นเลือดใหญ่เพื่อร่วมกันหล่อเลี้ยงและเป็นระบบส่วนรวมเดียวกันของหน่วยชีวิตหนึ่งๆ ซึ่งจะทำให้การสร้างสังคมเข้มแข็งจากฐานราก เกิดขึ้นจริงได้มากยิ่งๆขึ้น

นอกจากนี้ งานวิจัยและกระบวนการทางความรู้ ที่เข้าไปเสริมพลังการเรียนรู้เพื่อนำการเปลี่ยนแปลงตนเองของสังคมในลักษณะนี้ ก็เปรียบดังนายไปรษณีย์และกระบวนการถ่ายทอดสื่อสาร ที่มีบทบาทสอดแทรกอยู่ในระบบต่างๆของสังคมอย่างนอบน้อม ให้ประสบการณ์และเจตจำนงค์ของสังคมจากรุ่นหนึ่ง สามารถส่งผ่านไปสู่คนรุ่นอีกรุ่นหนึ่ง จากสังคมหนึ่งไปสู่อีกสังคมหนึ่ง จากกาลเทศะหนึ่งไปยังอีกกาลเทศหนึ่ง ต่อๆไปได้ จึงขอนำมามอบแก่เวทีคนหนองบัว และขอคารวะทุกท่านที่ได้ร่วมสร้างสรรค์สิ่งต่างๆด้วยกันทั้งในเวทีคนหนองบัวและใน gotoknow.org นี้ครับ.

คลิ๊กเข้าไปอ่านบทความ >>>  อีกเรื่องราวจากหนองบัว.doc

หมายเลขบันทึก: 576758เขียนเมื่อ 24 กันยายน 2014 13:01 น. ()แก้ไขเมื่อ 25 กันยายน 2014 11:52 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (4)

ก็อปเรียยร้อย แล้วปริ้นเก็บไว้ด้วย  มาบอกข่าวดีที่เกิดขึ้นให้ทราบสักเล็กน้อย มีครูจากสวรรคโลก สุโขทัย คือครูสมชาย เดือนเพ็ญ มาเก็บข้อมูลจากผู้เฒ่าผู้แก่่ในหนองบัว หนองกลับ (๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๗) ผู้ชักชวนครูสมชายไปพบ ไปเก็บสำเสียงสุโขทัยที่ตำบลหนองกลับ กับคนในชุมชนคือเต้:กฤตพล โอภาษี นักศึกษาปีที่ ๑ มสธ.ลูกชายกำนันป๊อก: กำนันประสงค์ โอภาษี กำนันตำบลหนองกลับ ข้อมูลที่ได้จากผู้เฒ่าผู้แก่ เป็นข้อมูลเชิงลึกเรื่องชุมชนหนองบลับ ครูสมชาย บอกกล่าวทีหลังว่าได้นำหนังสือที่อาตมานำข้อมูลจากเวทีคหนองบัวมาพิมพ์ไปอ่านด้วย โดยยืมจากคุณครูวันเพ็ญ สาระธรรม ครูอ่านแล้วเรียกกลุ่มคนที่เขียนในเวทีคหนองบัวว่า "นักปราชญ์ของเมืองพระบางของราชอาณาจักสุโขทัย"  ครูสมชาย สรุปจากการเก็บข้อมูล โดยเขียนเป็นสโลแกนสำหรับชุมหนองบัวที่คนหนองบัวอ่านแล้ว บอกว่า นี่คือคำขวัญจังหวัดอะไรล้าว...ครูสมชายเขียนเมื่อ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๗ ว่า "หนองบัวจงกลนี มังคละเภรี  ศรีเมืองพระบาง  แหล่งถลุงเหล็กหางกุ้ง หวงถิ่นเทิดสำเนียงไทยแท้"  อาตามก็อยากทราบความหมายแต่ละวรรคด้วยเหมือนกัน ได้ขอให้ครูสมชาย ช่วยอธิบายรายละเอียดให้ด้วย ครูรับปากแล้ว ขณะนี้กำลังจะเขียนให้ เมื่อครูสมชายอธิบายตัวบ่งชี้แต่ละวรรคเรียบร้อยแล้ว  จะได้นำมาเผยแพร่ให้ทราบ
เจริญพร 
๒๔  กันยายน  ๒๕๕๗ (เวลา ๒๐.๔๑ นาที)

กราบนมัสการครับท่านพระอาจารย์มหาแลครับ
ดีใจเหลือหลาย ทั้งที่ได้เห็นการเข้ามาสนทนาของพระคุณเจ้า
และเรื่องราวที่พระคุณเจ้าได้นำมาถ่ายทอดสู่กัน

สวัสดีค่ะ  อ.วิรัตน์ที่เคารพ

อึ้ง  ทึ่ง  สุดยอดค่ะอาจารย์   เห็นวิธีการวิจัยค่อยเป็นค่อยไป  แต่เป้าหมายแจ่มชัด  

และผลสะเทือนแผ่ขยายออกเหมือนระลอกคลื่น   สะท้อนกลับอย่างดีมาก ๆ  

โดยเฉพาะต่อลูกหลานและอนาคตชาวหนองบัวนะคะ

ภูมิใจไปกับคนหนองบัวด้วยค่ะ   ที่ แม่ และ อาจารย์เป็นก้อนหินแรกที่ส่งคลื่นขยายความดีงามออกไป

ยินดีด้วยนะคะอาจารย์

สวัสดีครับคุณหมอธิรัมภาครับ
ขอบพระคุณครับ ทำอย่างนี้สักพักก็จะคงจะยิ่งมีอะไรดีๆ สืบเนื่องกันมาอีก

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี