เมื่อเดือนเด่นดวงอยู่บนฟ้ากว้างยามราตรีกาลขณะผู้เขียนออกมาเดินรับลมชมธรรมชาติรอบ ๆ บริเวณบ้านหลังรับประทานอาหารค่ำแล้วและแหงนมองเบิ่งฟ้ากว้างเห็นพระจันทร์เจ้าลอยเด่นเป็นสง่าส่องแสงนวลชวนเย็นตาพาเย็นใจและทำให้เกิดการเชื่อมโยงย้อนไปถึงวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชาและวันอาสาฬหบูชาอันเป็นวันสำคัญยิ่งในทางพระพุทธศาสนา


วันมาฆบูชาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประกาศนโยบายพระพุทธศาสนาหลังจากทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นการวางหลักธรรมมุ่งสอนชาวโลกให้ทำแต่ความดี หมั่นละเว้นการทำความชั่ว แล้วเพียรพยายามทำจิตใจตนเองให้ผ่องใสอยู่เสมอ


วันวิสาขบูชาเป็นวันครบรอบวันประสูติ วันตรัสรู้และวันปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

วันอัฏฐมีบูชาเป็นวันครบรอบวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระพระพุทธเจ้าหลังจากปรินิพพานได้ 8 วัน

วันอาสาฬหบูชาเป็นวันแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรก ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี อินเดียในปัจจุบัน


แง่มุมคิดที่ได้อย่างหนึ่งคือการเกี่ยวข้องกับเดือนเพ็ญยามราตรีกาล 1 เดือนมี 4 ครั้งคือวันขึ้น 8 ค่ำ วันขึ้น 15 ค่ำ วันแรม 8 ค่ำและวันแรม 15 ค่ำ พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ลงทำวัตรสวดพระพุทธมนต์และร่วมฟังการท่องปาฏิโมกข์แบบปากเปล่า สิ่งเหล่านี้ตีความได้ว่า องค์แสดงพระธรรมเป็นดุจแสงแห่งเดือนเพ็ญ พระพุทธเจ้าดุจแสงแห่งดวงเดือนในวันเพ็ญมาฆบูชาประทับอยู่ท่ามกลางพระสาวก 1250 องค์เป็นการสอนให้รู้ดูให้เห็นเองว่าเวลาพระแสดงธรรมก็เหมือนพระจันทร์เปล่งแสงนวลเย็นตาเย็นใจ ด้วยแสงแห่งดวงเดือนยังเปิดโอกาสให้แห่งอื่นได้ทอแสงด้วย ไม่เหมือนแสงแห่งดวงอาทิตย์ที่ร้อนแรงไม่ยอมให้แสงใดได้ทอแสงเลย


คนเราถ้าอยากทอแสงหรือแสดงความเก่งกล้าก็จงทำเหมือนอย่างแสงแห่งดวงเดือนเถิดอย่าเป็นเหมือนอย่างแสงแห่งดวงตะวันเลยนะ