คาบสมุทรอาระเบีย

เราได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคาบสมุทรอาระเบีย อ่าวอาระเบีย กลุ่มชาติต่างๆในอ่าวฯ และแม้แต่ประเทศดูไบซึ่งทั้งหมดเป็นชาวอาหรับแต่เรายังไม่ได้ทำความรู้จักกับชาวอาหรับ และศาสนาอิสลามที่มีถิ่นกำเนิดในคาบสมุทรอาระเบียอย่างจริงจังเลย ดังนั้นวันนี้เราจะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับชาวอาหรับและความเป็นมาของชาวอาหรับต่อไปในภายหน้าเมื่อเราพบเห็นชาวอาหรับหรือจะต้องทำธุรกรรมใดๆกับชาวอาหรับเราก็จะมีพื้นความรู้เกี่ยวกับชนชาตินี้ไม่มากก็น้อย เมื่อมองไปยังคาบสมุทรอารเบียเราจะพบว่าผู้คนที่อาศัยในพื้นที่ภูมิศาสตร์ของคาบสมุทรอาระเบียเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์คอเคเซียน ในกิ่งสาขาที่เป็นชาวเอเชียตะวันตก คนกลุ่มนี้รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “เซไมท์” หรือ “เซมิติก” หรือ “ซามียะฮ์” ในภาษาอาหรับ คำว่า “เซไมท์”  นี้  เป็นคำที่นักวิชาการฝรั่งผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์ไบเบิล หรือพันธสัญญาเดิมริเริ่มนำใช้กับคนหลายชนชาติและเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในอาระเบีย โดยเชื่อว่าคนเหล่านี้เป็นลูกหลานของเชมหรือซามบุตรของศาสดา นบี นูฮ์ (โนอา)  ที่ปรากฏเรื่องราวในครั้งน้ำท่วมโลก ซามเป็นหนึ่งในบุตรเพียงไม่กี่คนที่มีศรัทธากับคำเทศนาของศาสดา ( นบี ) นูฮ์ (โนอา) และยอมโดยสารเรือไปด้วย เมื่อรอดชีวิตจากน้ำท่วมใหญ่ลูกหลานที่สืบทอดมาจากซามคือพวกซามียะฮ์หรือ เซมิติกนั่นเอง ตัวอย่างของผู้คนในกลุ่มนี้ แม้มิได้สืบช่วงจากซามโดยทันที่แต่เป็นกลุ่มชนรุ่นหลังจากซามอีกหลายชั่วอายุคนก็คือ ชาวฮีบรู  ผู้สืบเชื้อสายมาจากอิสอัคหรือ ศาสดา (นบี ) อิสฮาก ผู้เป็นบุตรคนหนึ่งของอับราฮามหรือ ศาสดา (นบี) อิบรอฮีม และชาวอาหรับผู้สืบเชื้อสายมาจากบุตรชายคนโตของศาสดา (นบี) อิบรอฮีม คือ ศาสดา ( นบี) อิสมาอีล  หรือ  ยิชมาเอลตามชื่อที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิล บทปฐมกาล รวมถึงผู้คนเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในตะวันออกกลางที่พูดภาษาที่อยู่ในตระกูลเซมิติกอย่างภาษาฮีบรูและภาษาอาหรับ โดยถือว่าคำว่าเซมิติกหรือซามียะฮ์นับว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับใช้เรียกผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์นี้ บรรดาชาวอาหรับที่สืบเชื้อสายมาจากซามเหล่านี้ไม่เคยอพยพออกจากบริเวณคาบสมุทรอาระเบียไปสู่ส่วนอื่นๆ ของโลกเลย ยกเว้น กรณีของชาวฟีนีเซียน (1730 – 1570  ก่อน ค.ศ.) ที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานถึงยังอียิปต์ หรือกรณีของศาสดา (นบี) ยูซุป (โยแซฟ)และวงศ์วานอิสราเอล ที่อพยพเข้าไปยังอียิปต์ แต่ที่เป็นปรากกการณ์ที่เด่นชัดที่สุดและที่สำคัญที่สุดคือกรณีของศาสนาอิสลามที่พาผู้คนเหล่านี้ออกไปถึงที่ไกลสุดในทางตะวันตกคือไปจนถึงเสปนและสถาปนาอาณาจักรอาหรับ-อิสลามอยู่ในเสปนเป็นเวลานานถึง 700 ปี และไปไกลที่สุดในทางตะวันออกคือไปถึงประเทศจีน ส่วนการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานภายในคาบสมุทรอาระเบียที่สำคัญที่สุดคือการที่ศาสดา(นบี) อิบรอฮีมหรืออับราฮามได้พานางฮาญัรหรือฮาการ์ผู้เป็นภรรยาคนที่สองกับบุตรน้อยผู้เป็นบุตรคนหัวปีคือศาสดา (นบี) อิสมาอีลหรือยิชมาเอลมาจากดินแดนคะนาอานในปาเลสไตน์มายังมักกะฮ์ เมื่อเกือบห้าพันปีมาแล้วนั้น( อัลลอฮ์ทรงทราบเวลาที่แน่นอนแต่เพียงพระองค์เดียว) ในเวลานั้นมักกะฮ์ยังเป็นเพียงหุบเขาที่ว่างเปล่ากลางหุบเขาในทะเลทรายไม่มีพืชพันธ์ใดๆ ตาน้ำธรรมชาติได้พวยพุ่งขึ้นจากพื้นดินใกล้ปลายเท้าของอิสมาอีลขณะที่นางฮาญัรผู้มารดากำลังวิ่งเสาะหาน้ำอยู่ระหว่างเนินเขาเศาะฟาและมัรวะฮ์ ตาน้ำธรรมชาติดังกล่าวนั้นคือซัมซัมซึ่งยังคงไหลต่อเนื่องทำให้มักกะฮ์กลายเป็นศูนย์กลางของกองคาราวานที่หยุดพัก จากนั้นศาสดา (นบี) อิบรอฮีมได้แวะเวียนมาเยี่ยมผู้เป็นบุตรอยู่เป็นระยะๆ จากนั้นอิบรอฮีมผู้บิดาและอิสมาอีลผู้เป็นบุตรได้สร้างอาคารอัลกะอ์บะฮ์ขึ้น เป็นอาคารทรงบาศก์ที่มุมด้านหนึ่งได้บรรจุหินดำที่อัลลอฮ์ทรงประทานแก่ ศาสดา (นบี) อาดัม โดยให้อาคารอัลกะอ์บะฮ์นี้เป็นศาสนสถาน เพื่อการนมัสการอัลลอฮ์ผู้เป็นพระเป็นเจ้าองค์เดียว อาคารอัล กะอ์บะฮ์ได้ยั่งยืนมาจนถึงสมัยของท่านศาสดา (นบี) มุฮัมมัด ศ็อลฯ ผู้เป็นชาวอาหรับที่ได้สืบเชื้อสายมาจากศาสดา (นบี) อิบรอฮีม (อับราฮาม) ผ่านทางอิสมาอีลผู้เป็นบุตรคนหัวปีของอับราฮามแต่เกิดจากนางฮาญัรผู้เป็นภรรยาคนที่สองของอับราฮาม ขณะที่ชาวยิวได้สืบเชื้อสายจากอับราฮามผ่านทางศาสดา (นบี) อิสฮาก (อิสอัก) ผู้เป็นบุตรคนที่สองของอับราฮามแต่เกิดจากนางซาเราะฮ์ ผู้เป็นภรรยาคนที่หนึ่ง เรื่องราวของอิบรอฮีม อิสมาอีล และแม้แต่การวิ่งหาน้ำของนางฮาญัรกลายเป็นที่มาส่วนหนึ่งการประกอบพิธีฮัจญ์ซึ่งจะทะยอยนำมาเล่าแบบบูรณาการไปเรื่อยๆ (อินชาอัลลฮ์)

คัดลอกมาจากเวบไซท์การเรียนการสอนภาษาอาหรับด้วยวิธีธรรมชาติ

โดย ดร. อณัส อมาตยกุล