มนุษย์เกิดมาพร้อมศักยภาพในตัวเอง แต่ไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม ศักภาพเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการขัดเกลา ปรับปรุง พัฒนา จึงจะทำให้เกิดผลไปสู่การกระทำที่สร้างสรรค์ได้ นอกจากนี้ เรายังมีศักย์ที่ไม่ต้องขัดเกลาใดๆ ก็สามารถสร้างสรรค์พฤติกรรมขึ้นมาได้ แต่อาจเสี่ยงในทางที่เกินกรอบ หรือเลยกรอบอุดมคติของสังคมโลก ศักย์นั้นคือ "สัญชาตญาณ" (Instinct) เช่น ความกลัว ความกล้า ความใคร่ ประสาทต่างๆ ความอยาก ความฝัน ฯ

              ถ้ามนุษย์ยินยอมตามแรงกระชากของสัญชาตญาณเหล่านี้อย่างอิสระ สังคมมนุษย์จะวุ่นวายและเกิดความขัดแย้งกันไปทั่ว ด้วยเหตุนี้ สังคมโลกจึงต้องมีมาตรฐานวัฒนธรรม อารยธรรม ประเพณี ธรรมเนียม กฎหมาย ระบบ ระเบียบ มารยาท จริยธรรม ศีลธรรม หน้าที่ ฯ เพื่อสอนให้มนุษย์รู้จักขอบเขตและจุดเกินเลยที่สังคมไม่ต้องการ 

             กระนั้น สังคมมนุษย์มีกฎ มีกติกามากมาย ก็ยังไม่อาจต้านทานสัญชาตญาณนี้ได้เลย ฉะนั้น หากเรามุ่งไปพัฒนาสัญชาตญาณที่กำเนิดมาพร้อมนี้ ย่อมจะสร้างศักยภาพฝ่ายลบให้สังคมมนุษย์เกิดความระส่ำระสายเป็นแน่ เราสามารถเบี่ยงเบนอำนาจนี้ไปสู่การสร้างสรรค์ให้เป็นฝ่ายบวกได้ กล่าวคือ นำเอาความกล้า ความกลัว ไปสร้างเป็นฐานพัฒนาตนเองให้เกิดผลดีต่อตนและสังคมได้

            ทั้งนี้ การที่จะพัฒนาบุคคลให้เกิดศักยภาพได้นั้น ต้องอาศัยกาลเวลา โอกาส ผู้นำทาง และการลงมือฝึกหัดให้เกิดทักษะต่อตนเอง การฝึกฝนให้ตนเกิดทักษะนั้น เป็นการค้นหารากฐานตนเอง เพื่อนำมาพัฒนาสมอง มือ เท้า ให้เกิดทักษะทางอาชีพ อันจะเป็นฐานในการช่วยเหลือตนเองให้พ้นจากการถูกบีบคั้นในการดำรงชีวิตได้

              การพัฒนามนุษย์นั้น จะต้องมองที่ศักย์ภายในของมนุษย์ กล่าวคือ "สมอง" (Brain) เพราะสมองคือ จุดเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด การกระทำ และสามารถวางแผนกิจกรรมในชีวิตของตนได้ พื้นฐานของการสร้างสมอง ให้มองเห็นเข็มทิศ มุมมอง ทัศนะ และจุดหมายได้คือ การศึกษา การเรียนรู้ การคิด การจินตนาการ และรู้จักรู้ทันตนและรู้สังคม ส่วนวิธีสร้างเสริมให้สมองสมาร์ทนั้นมีหลายทฤษฎี แล้วแต่ใครจะได้รับมาในระหว่างเรียนรู้ ไม่ว่าทางวิชาการต่างๆ ทางศาสนา ทางการฝึกหัดจัดทำ หรือคิดเองทำเองก็ตาม

              ทั้งหมดนั้น เมื่อมนุษย์พัฒนาตนเองไปถึงระดับหนึ่งได้ ก็จะไปบรรจบกันที่คำว่า "ทัศนะ" (View) หมายถึง การเรียนรู้ การแสวงหาความรู้ ตามความฝันตนนั้น ล้วนมีเป้าหมายร่วมกันคือ การหามุมคิด มุมมอง สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมา ทางปรัชญาเรียกว่า "ไอเดีย" (Idea) เป็นคุณสมบัติจากผลผลึกของการสะสมภูมิรู้ ปัญญา ฐานมอง (Standpoint) ใครมีทัศนะที่ลุ่มลึก แปลกใหม่ ใสปิ๊ง ฟรุ้งฟริ้ง ย่อมจะได้รับการเชื่อถือว่าเป็น "แม่แบบ" (Matrix)

              ฉะนั้น ผู้เขียนจึงขอเสนอคำที่เกี่ยวข้องกับคำว่า "ทัศนะ" ไว้เป็นมุมมอง เพื่อให้เห็นขอบเขต และรัศมีของคำนี้ว่า มีทางใดบ้าง จากดิกชั่นนารีของอ๊อกฟอร์ดให้ความหมายคำนี้ไว้ว่า-

           1. The ability to see something or to be seen from a particular place.

           2. A sight or prospect, typically of attractive natural scenery, that can be taken in by the eye from a particular place.

           3. A particular way of considering or regarding something; an attitude or opinion.

            รากศัพท์มาจากฝรั่งเศสว่า "Veue" แปลว่า เห็น (View) ลาตินว่า "viduta หรือ videre"

            ส่วนราชบัณฑิตฯ ให้ความหมายว่า ความเห็น การเห็น เครื่องรู้เห็น สิ่งที่เห็น การแสดง ทรรศนะ ก็ใช้. (ป.ทสฺสน, ส.ทรฺศน)

            เปลื้อง ณ นคร แปลว่า การเห็น ความคิดเห็น การแสดง (เหมือน ทัศน์, ทัศนา)

               ดังนั้น คำว่า "ทัศนะ" หมายถึง ความสามารถในการมองเห็น (ด้วยตาและปัญญา) ความสามารถเข้าใจได้ด้วยฐานความรู้ และรวมไปถึงศัยภาพในการแสดงความคิด ความเห็น ต่อสถานการณ์ เหตุการณ์ หรือเรื่องใด เรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ เป็นขั้น เป็นตอน เป็นระบบ

                สำหรับผู้เขียนมองว่า คำนี้ มีฐานมาจากภาษาเป็นเบื้องต้น เพราะเราใช้ภาษา (ไทย) ในการก่อฐานก้าวเดินไปหาความหมายที่ยุ่งยาก และซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ สมัยเด็กเราไม่รู้ความหมายนี้ เมื่อเราเรียนรู้ภาษาไทย จนแตกฉานแล้ว จนสามารถมองเห็นความลึกซึ้งของคำ จากนั้นเราจึงขยายต่อยอดในสมอง ให้ก้าวหน้าไปสู่รัศมีของคำอื่นๆ จนสามารถเกี่ยวโยงเส้นทางคิด และความหมายกันได้

               ภาษาไทยมีฐานพื้นฐานมาจากหลายภาษาเช่น ภาษาบาลี สันสกฤต เขมร มอญ มาลายู อาหรับ อังกฤษ ฯ จนภาษาไทยได้พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น กระนั้น เราก็ไม่ทิ้งภาษาดั้งเดิมเหล่านี้ จนบัดนี้ ภาษาไทยได้เปลี่ยนแปลงไปไกล ภาษาบาลีและสันสกฤต ก็ยังคงเป็นฐานในการเขียน และการสร้างคำที่สวยงามให้สละสลวยอยู่

               เวลาเราใช้คำบาลี สันสกฤต อย่างรู้ความหมาย และสร้างคำใหม่ตามเจตนาของเรา จะพบว่า มันได้ให้คำจำกัดที่สมคำและความหมาย และสามารถถ่ายเท สืบส่งเจตนาเราได้อย่างหมดจดทีเดียว เช่น คำที่จะนำมาขยายในเรื่อง "ทัศนะ" พอเห็นเป็นลำดับดังต่อไปนี้--

               ) "จักรวาลทัศน์" (Universal View) หมายถึง การมีมุมองที่กล้าวไกล ไร้ขีดจำกัด เป็นมุมมองที่เหมือนอยู่ในจินตนาการ ที่มืดมิด ไม่มีขอบเขต เป็นมุมมองที่ต้องใส่ความคิด ความเห็นที่ไร้หลัก ไม่ได้ยึดติดในทฤษฎีของใคร เป็นการคิดแบบอิสระ เพื่อเปิดโอกาสให้สมองมีสมาร์ทในการสร้างจินตนาการ เหนือองค์ความรู้ใดๆ เหมือนอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์กล่าวว่า "จินตนาการ สำคัญยิ่งกว่าความรู้" (Imagination is more important than knowledge)

                มุมมองหรือทัศนะเช่นนี้ เราสามารถนำไปสร้างกระตุ้นความคิด จินตนาการตนเองในคราเผชิญกับปัญหาต่างๆ หรือการสร้างจินตนาการของกลุ่มศิลปิน นักร้อง นักคิด นักเขียน พวกมัณฑณากร ฯ เพื่อให้เกิดรูปแบบ มุุมมองที่ไม่ซ้ำซาก แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร เรียกว่า "คิดนอกกรอบ" ก็ได้


                 ๒) "โลกทัศน์" (World View) หมายถึง การมีมุมมองที่แคบลงมาที่โลก หมายเอาขอบเขต พื้นที่ตรงบริบทโลกทั้งหมด โดยมิได้เจาะจงว่า โลกส่วนไหน ซีกไหน โซนใด เป็นการมองครอบคลุมเอาโลกเป็นฐานในการมอง เนื่องจากว่า โลกมีกฎเกณฑ์ของมันเองเป็นเสมือนกฎตายตัว ที่สรรพสิ่งต้องอิงไว้เป็นพื้นฐานในการคิด เช่น โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ โลกมีแรงโน้มถ่วง โลกมีฤดูกาลต่างๆ ฯ

                   การมองแบบมุมโลก จะช่วยให้เรามองเห็นบริบทของปัญหากว้างๆ แบบโลก ไม่ชี้เฉพาะเจาะจงส่วนใด มองให้ได้มุมใหญ่ มุมกว้างไว้ก่อน เช่น เราต้องการทราบปัญหาความร้อน ฝนมาก ฝนแล้ง สัตว์สูญพันธุ์ สงคราม ศาสนา มนุษย์ สิ่งแวดล้อม สรรพสัตว์ ฯ ทั้งหมดล้วนต้องอาศัยองค์ประกอบในการมองแบบองค์รวมทั้งหมดของโลก มิใช่มองแค่เมืองไทย ทัศนะแบบนี้นักศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตจะนำมาสร้างมุมมองในการทำวิจัยงาน


               ๓) "ชีวทัศน์" (Life View) หมายถึง การมองด้านชีวิต มุ่งเน้นเฉพาะสิ่งมีชีวิตเท่านั้น เพื่อเจาะลงให้แคบ ให้เกิดความแหลมคมหรือไม่ให้กระจายกว้างออกไป กระนั้น คำว่า ชีวิต ก็ไม่แคบอย่างที่เป็น เนื่องจากชีวิตในโลกมีมากมายหลายชนิด เราต้องมาแยกย่อยลงไปให้อีกให้ชัดว่า ชีวิตสัตว์บกหรือสัตว์น้ำ สัตว์เดรัจฉานหรือมนุษย์ หรือพืช หรือแมลง ฯ อย่างไรก็ตาม กรอบนี้ก็พอเห็นกรอบว่า เน้นที่สัตว์เท่านั้น

               การมองมุมนี้ เป็นการเน้นปัญหาที่เป็นตัวแปรหรือตัวกระตุ้นให้สรรพสิ่ง (ไม่มีชีวิต) เกิดการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากว่า สิ่งมีชีวิตคือ ตัวกลไกที่จะสร้างสรรค์หรือทำลายสิ่งอื่นได้ โดยเฉพาะชีวิตของมนุษย์ เป็นสัตว์ที่ถือว่า เป็นทวิภาวะ คือ ทั้งร้าย ทั้งดี และมีคุณสมบัติที่ลึก ซับซ้อนอีกด้วย 

                 การมองที่เน้นชีวิต เป็นการมองในฐานะสิ่งมีชีวิตด้วยกัน มีปัญหาในชีวิตอย่างไร มีระบบการเกิด การดับ การแก้ไขอย่างไร อยู่ที่การมองให้เห็นชีวทัศน์ว่า ในกรอบวิถีของสิ่งมีชีวิต มีพติกรรม มีกิริยา มีความเป็นมาอย่างไร ทุกชีวิตจึงมีนัยในตัวเองทุกคน ทุกตัว (They are -in- themselves)

              ๔) "จิตทัศน์" (Mind View) หมายถึง การมีมุมมองที่เน้นจิตวิสัย หรือขอบเขตเรื่องจิตารมณ์ของมนุษย์เท่านั้น เป็นการมองด้านจิตพิสัยภายใน เนื่องจากว่า พฤติกรรมของจิตนั้น มีกระบวนการที่สลับซับซ้อน ละเอียดมาก การเข้าใจคนอื่น การเรียนรู้คนอื่นด้วยการเข้าถึงใจ คือ จุดเริ่มต้นในการพัฒนามุมมอง ทัศนะตน เพื่อให้สอดคล้องกับคนอื่น เช่น เจ้านาย เข้าใจลูกน้อง พ่อแม่ รู้ใจลูก หนุ่มรู้ใจสาว รัฐรู้ปัญหาชาวบ้าน คนทั่วไปรู้เจตนา รู้เจตจำนงกัน ย่อมเป็นสิ่งที่จะนำพาไปสู่การแสดงออก ที่สอดคล้องกับความต้องการของคนอื่นได้

               การมองที่จิตเป็นการรู้แบบต้นเหตุ ต้นปัญหา รากฐานของปัญหามาจากจิตใจส่วนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ศาสนาจึงถูกสร้างเกิดขึ้น เพื่อเรียนรู้และตอบสนองความจำเป็นและความต้องการของมนุษย์ นอกจากนั้น การรู้ใจ การเรียนรู้จิตวิทยา ย่อมเป็นผลดีทั้งตนเองและคนอื่น ด้วยเหตุนี้ นักจิตวิทยาสังคม กองทัพ โรงพยาบาล จึงอาศัยมุมมองด้านนี้

                 มุมมองจิตวิทยา มิใช่เป็นแค่การบำบัดความอยากหรือความเจ็บป่วยทางจิตเท่านั้น ยังสื่อสายไปถึงการฝึกจิตให้สะอาด บริสุทธิ์ จนอาจเป็นอริยบุคคลได้ เราจึงต้องพัฒนาตนภายในคือ พัฒนาจิตใจ อารมณ์ สติ ปัญญา จุดนี้พระพุทธศาสนาเน้นที่การพัฒนาสติ ปัญญา ด้วยการเจริญกัมมัฎฐาน เรียกว่า "ภาวนา" (Mind development)


              ๕) "วิสัยทัศน์ /โทรทัศน์" (High Vision) หมายถึง การมองปัญหา หรือการวางแผนแบบลุ่มลึก มีระบบ มีระเบียบ เป็นขั้น เป็นตอน เรียกว่า แผนระยะสั้น และระยะยาว เพื่อการแก้ปัญหาแบบให้รอบคอบรัดกุม มีความละเอียด ประณีต มุมมองนี้ มักจะได้ยินจากนักบริหารที่บอกว่า มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เรียกอีกอย่างว่า "โทรทัศน์" (โทรมาจากว่า Tele แปลว่า ไกล ทัศน์ แปลว่า การเห็น) เช่น โทรทัศน์ แปลว่า การเห็นไกล คือ นั่งมองไกลๆ ในที่นี่หมายถึง การมีมุมมองที่ไกล ออกไปเฉพาะหน้านั้นด้วย

                  มุมมองแบบวิสัยทัศน์ เป็นกระบวนการของนักบริหาร ผู้นำ หัวหน้า ที่เน้นการใช้สติ ปัญญา มองเห็นเหตุแห่งปัญหา ปลายของปัญหา และทางแก้ไข หรือมองเห็นขั้นตอน การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ตามลำดับ การมองเช่นนี้ เป็นประโยชน์สำหรับในการแก้ปัญหาชีวิต และการกระทำว่า เบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดจะเป็นอย่างไร มีหลักการบริหาร และจะแก้ไขอย่างไร


              ๖) "จุลทัศน์" (Micro-View) หมายถึง การมีมุมมองแบบเฉพาะจุดให้ลึกลงไป ไม่ซัดส่ายหรือขยายประเด็นออกไปให้ไกล มองให้อยู่ในกรอบแคบๆ เน้นๆ ในเฉพาะจุด การมองแบบนี้เป็นการชี้ให้เห็นจุดเด่น และเป็นต้นเหตุของปัญหาใหญ่ เพราะปัญหาใหญ่หรือย่อยๆ ล้วนมาจากจุดเล็กๆ นี้ การมองประเด็นนี้ จึงเป็นการมองแบบถูกจุด ถูกทาง 

                 มุมมองแบบนี้ จะต้องอาศัยเครื่องมือในการมอง เนื่องจากว่า เป็นจุดที่ละเอียด เหมือนนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยเชื้อโรค พืชพันธุ์ สิ่งต่างๆ ที่เล็ก จึงต้องอาศัยกล้องจุลทัศน์ส่องหาปรากฏการณ์หรือตัวเชื้อ ให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า มีรูปลักษณ์ พฤติกรรมอย่างไรบ้าง ถ้าในโลกความเป็นจริง ใช้สายตาจ้องมอง ใช้แว่นมอง ใช้เทคนิคส่วนตัว เพื่อให้เห็นจุดเล็กๆ ว่าคือ อะไร ให้รู้ชัดก่อน

                ๗) "วิทัศน์" (Explicit View) หมายถึง การมองที่ถูกต้อง สมเหตุ สมผล มีความชัดเจน ในมุมมองนั้นๆ หรือมีมุมมองที่เกี่ยวโยง มีระบบโครงสร้างที่สอดคล้องกับมุมมองอื่นๆ ได้ สามารถแยกแยะประเด็นในปัญหาเหล่านั้นได้ วิเคราะห์ให้เห็นจุดด้อย จุดเด่นว่า เป็นอย่างไร ทัศนะแบบนี้เป็นการนำไปใช้ในการมองปัญหาทั้งหลายอย่างรอบคอบ รอบด้าน เป็นการสะท้อนปัญหาสังคม หรือส่วนบุคคลออกมา เพื่อชี้ให้เห็นแนวทาง ทิศทางของปัญหา กำหนดกรอบปัญหา ขยายปัญหาได้

                 การนำเอาทัศนะนี้มาใช้ในบุคคลนั้น ต้องเข้าใจพื้นฐานบริบทของสิ่งแวดล้อมปัญหานั้นๆ ได้ การชี้แจง วิเคราะห์ สังเคราะห์เอาหลักการต่างๆ มาแก้ไข นี่คือ ลักษณะของคนที่มีวิทัศน์ในการแก้ปัญหาของสังคม ส่วนตัว และสิ่งแวดล้อม บุคคลเช่นนี้ควรเป็นนักบริหาร นักคิด นักวิจัย เพื่อต้อนปัญหาให้จนมุมในกรอบของมนุษย์ได้


                  ๘) "อัตทัศน์" (Individual View) หมายถึง มุมมองที่อาศัยฐานตนเองเป็นกรอบในการมอง ในการสะท้อน เป็นการมองแบบภายในตัวเอง ออกไปหาภายนอก เป็นมุมมองแบบตะวันออก ที่ต่างจากตะวันตกที่มองข้างนอกเข้ามาในข้างในตนเอง การมองแบบนี้ เราจะเห็นอัตทัศน์ตนว่า มีมุมมองต่อสังคม โลก จักรวาลอย่างไร เพราะส่วนหนึ่งเราคือ ส่วนที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น จึงต้องอาศัยมุมมองจากตนเองออกมา เพื่อสะท้อนไปสู่มุมมองกว้างภายหลัง เพราะทุกคนเหมือนหยดน้ำน้อยๆ แล้วน้ำนั้นก็ไหลไปรวมกัน

                 การมองแบบนี้ ไม่ได้ไปมองให้โทษคนอื่นหรือสิ่งอื่น แต่เป็นการมองจากมุมแต่ละคน ที่มีผลต่างๆ ไปสู่โลกข้างนอก เรามักจะพูดว่า ปัญหาสังคม หรือสิ่งแวดล้อม เกิดมาจากความต้องการ หรือเจตนาของแต่ละคนนี่เอง หากเราตระหนักรู้ในตนเอง เข้าใจตนเอง มองเห็นตนเองแบบลึกซึ้ง ก็จะทำให้เราทบทวนตนเองได้ แนวคิดนี้พระพุทธศาสนามองแบบ ตัวใคร ตัวมัน นั่นคือ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้น ย่อมสนองเขาเอง หรือมองว่า ใครทำอย่างไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น 

                   ๙) "วิทยทัศน์" (Scientific View) หมายถึง การมองแบบนักวิทยาศาสตร์ คือ มองแบบมีสาเหตุ มีผลรองรับ ที่ประจักษ์ได้ด้วยสายตาหรือด้วยหลักฐาน สามารถพิสูจน์ได้ การมองแบบนี้ เป็นการมองแบบร่วมสมัยนิยม เนื่องจาก สมัยนี้ สังคมให้ความเชื่อถือในด้านวิทยาศาสตร์ ในการคิดค้น ทดสอบให้เห็นความจริงได้ เช่น การเห็นผี การเห็นรอยพระยานาค การเห็นสิ่งประหลาด สิ่งหลือเชื่อ ฯ นักวิทยาศาสตร์ จะไม่ค่อยลงความเห็นง่ายๆ หรือปราศจากการพิสูจน์

                     มุมมองแบบนี้ กำลังได้การยอมรับขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเยาวชน พื้นฐานแห่งการพิสูจน์ความจริงนั้น อยู่ที่อายตนะของร่างกายคือ ตา หู จมูก กาย แม้แต่ใจนักวิทยาศาสตร์ด้านสสาร ก็ไม่ค่อยเชื่อลงง่ายๆ ว่ามีจิต ยกเว้นสายนักจิตวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงศาสนาด้วย ดังนั้น มุมมองแบบวิทยาศาสตร์มีประโยชน์ในการยับยั้ง มิให้ชาวบ้านเชื่อหรือมวลชนหลงเชื่อ ตามกระแสนั้นๆ จึงต้องยึดเอาฐานแบบนี้ไปก่อน


                  ๑๐) "พุทธทัศน์" (Buddhist View) หมายถึง การมองมุมนี้ เป็นการมองแบบศาสนทัศน์ อาจจะหมายถึงศาสนาอื่นๆ ทั่วโลก ที่อิงหลักการ ความเชื่อ หลักปฏิบัติ ที่สืบทอดกันมายาวนาน ว่าเป็นเรื่องจริง มีแก่นสาร มีความเป็นจริงแท้ แน่นอนว่า บรรดาศาสนาทั่วโลกไม่มีพื้นฐานมาจากศาสนาเดียวกัน และมีคติอุดมการณ์ต่างกัน ย่อมมีหลักการที่ต่างกัน จึงยึดเอาเป็นมาตรฐานไม่ได้

                     การมองเชิงศาสนาเป็นการมองถึงจิตเบื้องลึก ที่เป็นหลุมดำของสัตว์โลก ที่ตกอยู่วังวนของสัญชาตญาณ และกระแสสังคมในแต่ละกลุ่มที่สร้างคติ ความเชื่อ ความกลัว และเป้าหมายต่างกัน จนนำมาเป็นกรอบให้ชาวโลกยึดถือมั่นว่า นี่คือ ทางดี ทางชั่ว สิ่งถูก สิ่งผิด ทางพ้นทุกข์ พ้นความตาย หรือไปอยู่พระเจ้า เทพเจ้าอย่างถาวร หรือไปอยู่ในแดนสุขาวดี เทวาลัยเบื้องบน 

                  การมองแบบนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละศาสนา ส่วนพุทธศาสนามองแบบให้เข้าถึง "ฐาน" (The base) ตนเอง แก่นของตัวเอง และยังให้เครดิตศักยภาพของความเป็นมนุษย์ มิใช่อาศัยหรือพลังอำนาจจากพระผู้เป็นเจ้า เหมือนคำกล่าวว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน ตนลิขิตตน ดีชั่ว อยู่ตัวทำ สูงต่ำ อยู่ที่ทำตัว ชั่วดี มีในใจ ชั่วร้ายอยู่ที่การคิด ฯ


                 ทั้งหมดนี้ พอประมวลได้เป็น ๒ ทัศน์ คือ ๑) มิจฉาทิฎฐิ (Wrong View) คือ การมีมุมมองที่ผิดจากสังคม หรือทำนองครองโลก ๒) สัมมาทิฎฐิ (Right View) คือ การมีมุมมองที่ถูกต้องจากหลักการศาสนาหรือหลักการที่เป็นอุดมคติของสังคมนั้นๆ กระนั้น หากเราไม่พอใจในกรอบดังกล่าว โลก ชีวิต จิตใจ สมอง ก็พร้อมที่จะสรรสร้างให้เรามีทัศนะที่แตกต่าง สวยหรู ดูเท่กว่านี้ได้อย่างเสรี อยู่ที่ว่า เรามี "ฐาน" คิด ทัศนะหรือไม่ละครับ

------------------(๑๕/๙/๕๗)-----------------------