หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน : เรียนรู้ผ่านการลงมือทำและทำแบบมีส่วนร่วม (สาขาอนามัยสิ่งแวดล้อมฯ)

นิสิตเริ่มต้นจากการนำวัตถุดิบต่างๆ มาตระเตรียมให้เป็นระบบ นับตั้งแต่คัดแยก สับ-หั่น โดยกิจกรรมเหล่านี้มีชาวบ้านมาร่วมด้วยเหมือนกัน ถึงไม่มากแต่ก็สร้างสีสันได้มหาศาล เพราะการสับการหั่นของชาวบ้านนั้นทำเอานิสิตตื่นตะลึงเป็นที่สุด เนื่องจากชาวบ้านมีความชำนาญในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ส่งผลให้นิสิตต้องเรียนรู้เทคนิคของการสับการหั่นจากชาวบ้านไปโดยปริยาย

การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ หรือการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำของนิสิต เป็นอีกหนึ่ง “หัวใจหลัก” ของการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน เพราะหมายถึงนิสิตได้นำความรู้ในภาคทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติจริง ทั้งในมิติของการ “ทำจริง” และ “ทดลอง” เพื่อก่อให้เกิดความแจ่มชัด ตกผลึกในความรู้ที่ได้ร่ำเรียนในชั้นเรียน

หากแต่หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน กลับมีจุดเด่นที่มากกว่านั้น เพราะการปฏิบัติจริง หรือการลงมือทำดังกล่าว ไม่ใช่เพียงแค่จำกัดกรอบพื้นที่อันเป็นห้องเรียนเฉพาะในมหาวิทยาลัยเท่านั้น หากแต่หมายถึง “ชุมชน” เป็น “ห้องเรียน”



ด้วยเหตุนี้การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำของนิสิตในโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน จึงเป็นการเรียนรู้บนฐานของชุมชน ทั้งในมิติของการไปถ่ายทอดองค์ความรู้ และการร่วมเรียนรู้ไปกับชาวบ้าน อันหมายถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้าน-เรียนรู้บนฐานคิดที่ว่า “ชาวบ้าน (ชุมชน) ไม่ใช่ภาชนะที่ว่างเปล่า” เพราะถ้าชาวบ้านไม่มีความรู้ ชาวบ้านคงไม่อาจอยู่รอดได้มาจนถึงวันนี้

การเรียนรู้ผ่านการลงมือดังกล่าวนี้ ปรากฏชัดในโครงการ “ผักปลอดภัยอนามัยสิ่งแวดล้อม สร้างเสริมสุขภาวะของประชาชน” ซึ่งมีอาจารย์กัลยา หาญพิชาญชัย เป็นผู้รับผิดชอบหลักฯ โดยใช้พื้นที่ในหมู่บ้านกุดหัวช้าง ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม อันเป็นพื้นที่ปฏิบัติการการ เรียนรู้คู่บริการ หรือ “เรียนรู้แบบมีส่วนร่วม”





พัฒนาโจทย์แบบมีส่วนร่วมระหว่างอาจารย์ ชาวบ้านและทีมวิจัยชุมชน


ย้อนกลับไปยังจุดแรกเริ่มของการพัฒนาโจทย์ในระยะที่หนึ่งนั้น ผมและทีมวิจัยฮักแพงเบิ่งแญงสารคาม ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมประสานอาจารย์กัลยา หาญพิชาญชัย และทีมงานของท่านไปนั่งโสเหล่พูดคุยกับชาวบ้านในละแวกดังกล่าว เพราะสิ่งที่ทางหลักสูตรอนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย (คณะสาธารณสุขศาสตร์) มีความประสงค์จะจัดขึ้นนั้น ถือว่าเป็นความท้าทายต่อการสร้างกระบวนการเรียนรู้เป็นอย่างมากและจากผลพวงการวิจัยที่ผมกับทีมวิจัยฮักแพงฯ กำลังดำเนินการอยู่ ก็มีพื้นที่รองรับประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน





ประเด็นหลักๆ ที่ทางหลักสูตรฯ อยากขับเคลื่อนการเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านก็คือเรื่องผักปลอดสารพิษ และการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมไปจนถึงเรื่องการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวโยงกับสารเคมีที่อาจมีอยู่ในชุมชน ทั้งที่ใช้ในชีวิตประวันและผ่านกระบวนการใช้ในวิถีการเกษตรกรรม

ด้วยเหตุที่ผมและทีมวิจัยฮักแพงฯ ได้ลงพื้นที่รอบชุมชนขามเรียงมาถี่ครั้ง ทำให้เรามองเห็นว่าชุมชนใด- พื้นที่ใดมีประเด็นอะไรควรหยิบจับมาต่อยอดในมิติของการศึกษาวิจัย หรือการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน หรือกระทั่งระหว่างชุมชนกับหน่วยงานต่างๆ เมื่อได้รับการประสานเช่นนี้ เราจึงพาอาจารย์และทีมงานลงชุมชน เปิดเวทีแลกเปลี่ยนและปรับความคาดหวังร่วมกัน แต่หลักๆ คือการปล่อยให้อาจารย์ได้มีอิสระในการตัดสินใจร่วมกับชาวบ้านว่าจะ “ทำ” หรือ “ไม่ทำ”






พื้นที่บ้านกุดหัวช้าง มีแก้มลิงที่เพิ่งทำเสร็จได้ไม่นาน ทีมวิจัยชุมชนที่ทำงานร่วมกับผมปักหมุดหมายให้พื้นที่แก้มลิงเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่ในชุมชนขามเรียง เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักขับเคลื่อนกันในตัวหมู่บ้าน ทำแล้วทำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนบางทีชาวบ้านก็เริ่มเหนื่อย อิ่ม-ระอา


ครับ-พื้นที่ที่ผมกล่าวถึงนี้เหมาะต่อการทำงานหนึ่งหลักสูตรของอาจารย์กัลยาฯ เป็นอย่างมาก เพราะรายรอบแก้มลิงมีครัวเรือนร่วมยี่สิบครัวเรือนปักหลักใช้ชีวิตปลูกผักเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่อยู่ตรงนี้ อีกทั้งจำนวนต้นไม้ร่วมสองพันกว่าต้นที่ผมและทีมวิจัยฮักแพงฯ ได้ร่วมกันปลูกขึ้นก็เป็นหนึ่งในการวางหมุดหมายสู่การสร้างระบบนิเวศวัฒนธรรมให้สัมพันธ์กับแหล่งน้ำที่วางแผนระยะยาวไว้ว่าจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา หรือศึกษาพันธุ์ปลาระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน

ด้วยเหตุนี้ ผลแห่งการวิจัยที่ผมและทีมงานลงแรงไปจึงไม่ได้สูญเปล่า อย่างน้อยก็ถือเป็นชุดข้อมูลเล็กๆ ที่สามารถส่งต่อไปสู่นักวิชาการอื่นๆ เพื่อให้ใคร่ครวญต่อการทำงาน โดยทั้งผมและทีมวิจัยชุมชน จะไม่ไปก้าวล้ำเข้ามากมายนัก ด้วยเกรงว่าจะเป็นการครอบงำ หรือกระทั่งถูกมองว่าไปมีผลประโยชน์แอบแฝง –ทุกสิ่งอย่างจึงถอยห่างออกมาให้อาจารย์และชาวบ้านที่เกี่ยวข้องได้หารือและตัดสินใจกันเอง ส่วนจะให้ผมและทีมวิจัยช่วยเหลืออะไร ค่อยว่ากันอีกที






พัฒนาโจทย์ใหม่ร่วมกับกลุ่มเป้าหมายหลัก : สู่น้ำหมักผักตบชวา


ภายหลังจากที่อาจารย์กัลยาฯ และทีมงานตัดสินใจขับเคลื่อนกิจกรรมหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนในพื้นที่บ้านกุดหัวช้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มีการจัดเวทีพัฒนาโจทย์ ปรับความคาดหวังร่วมกับชาวบ้านอีกรอบ ครั้งนี้มุ่งไปสู่กลุ่มเป้าหมายหลักที่จะเข้าร่วมโครงการฯ


การพัฒนาโจทย์ครั้งนี้ อาจารย์และนิสิตขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยตรงกับชาวบ้าน ทีมวิจัยชุมชนร่วมสังเกตการณ์อย่างห่างๆ สิ่งที่เป็นข้อสรุปจากเวทีดังกล่าวคือชาวบ้านจำนวนหนึ่งมีอาการเจ็บป่วยจากการได้รับสารพิษทางการเกษตรเข้าสู่ร่างกาย ชาวบ้านไม่มีความรู้และประสบการณ์ในการทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อมาใช้ในการปลูกผักปลอดสารพิษ เท่าที่เคยทำก็เป็นน้ำหมักจากหอยเชอรี่ ซึ่งที่ “ทำได้”และ “ทำเป็น” ก็ไม่ได้มีใครมาสอน แต่เรียนรู้แบบงูๆ ปลาๆ ด้วยตนเอง โดยการลงทุ่งจับหอยเชอรี่มาขังไว้ในถังรอจนกว่าหอบเชอรี่จะตาย พอตายแล้วก็เอาน้ำที่เกิดจากการหมักไปเทรดพืชผักและข้าวในแปลงนา

แต่พอมาถึงช่วงนี้ไม่มีหอยเชอรี่ให้จับมาทำน้ำหมักได้ ซึ่งทุกครัวเรือนจึงชะงักในเรื่องนี้ไป






กระนั้นก็มีคนบอกเล่าให้อาจารย์และนิสิตฟังในทำนองว่า ปีหลังๆ ที่น้ำท่วมหมู่บ้าน ผักตบชวาจากแหล่งน้ำจะไหลไปสู่ที่นาจำนวนมาก สร้างความเสียหายให้กับต้นข้าว พอน้ำลดผักตบชวาดังกล่าวก็แห้งตาย ซึ่งชาวบ้านจะไม่รื้อทิ้ง หรือเผาทิ้ง เพราะมันมีจำนวนมาก และมากจริงๆ


ครั้นถึงช่วงหนึ่งก็ไถกลบผักตบชวาไปกับดินในแปลงนาอย่างเสร็จสรรพ เพราะเชื่อว่าผักตบชวาเหล่านั้นจะกลายเป็นปุ๋ยชิ้นดีสำหรับข้าวในแปลงนา ซึ่งปีนั้นก็พบว่าข้าวของแต่ละคนได้ผลผลิตที่ดีมาก และแต่ละคนก็เชื่อว่าส่วนหนึ่งน่าจะมาจากผักตบชวาที่ถูกไถกลบเป็นปุ๋ยนั่นเอง...

ด้วยเหตุเช่นนั้น ชาวบ้านจึงได้เสนอต่ออาจารย์และนิสิตว่า ถ้าเป็นไปได้ อยากฝึกฝนเรียนรู้การทำน้ำหมักจากผักตบชวานี่แหละ เพราะมันมีอยู่แล้วในท้องถิ่น ไม่ต้อเสียเวลาในการไปวิ่งเต้นหาวัตถุดิบอย่างอื่น มิหนำซ้ำยังเป็นการจัดการวัชพืชในวิถีของสิ่งแวดล้อมในแหล่งน้ำของชุมชนในอีกมิติหนึ่งด้วยเหมือนกัน





ลงมือทำ : นิสิตออกแบบกระบวนการเรียนรู้

พอได้โจทย์ที่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน อาจารย์กัลป์ยาฯ ก็นำโจทย์ดังกล่าวกลับสู่ชั้นเรียน ให้นิสิตชั้นปีที่ ๔ เป็นแกนหลักในการทำงาน ซึ่งเป็นนิสิตที่มีประสบการณ์ด้านหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุนชนมาแล้วจากปีที่แล้ว และกำหนดให้นิสิตชั้นปีที่ ๓ เป็นลูกมือที่จะเรียนรู้กับพี่ปี ๔


นิสิตจับกลุ่มเลือกคณะทำงานกันเอง มีประธานโครงการ และการมอบหมายภารกิจกรรมตามความสมัครใจว่าใครสนใจนะทำเรื่องน้ำหมัก ใครสนใจจะทำเรื่องการถ่ายทอดความรู้เรื่องอันตรายจากสารเคมีในระบบเกษตรกรรม หรือการป้องกันและรักษาร่างกายจากการได้รับสารเคมี ฯลฯ





การแบ่งงานตามความสมัครใจถือเป็นกลยุทธที่สำคัญ อย่างน้อยก็ทำให้นิสิตได้ทบทวนทักษะและความสนใจของตนเองไปในตัว รวมถึงการง่ายต่อการที่จะมีความสุขกับการเรียนรู้ เพราะได้คิด และได้ทำในสิ่งที่ชอบ ---

เท่าที่รู้คือนิสิตเป็นผู้ไปศึกษาค้นคว้าเนื้อหาเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะนิสิตชั้นปีที่ ๔ ก็เรียนมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็นำมาเรียบเรียงร่วมกัน ส่งให้อาจารย์ได้ตรวจทาน เมื่ออาจารย์เห็นชอบก็แปลงข้อมูลไปสู่เอกสารและสื่อต่างๆ รวมถึงการออกแบบวิธีการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการมอบหมายว่านิสิตคนใดจะทำหน้าที่เป็นวิทยากรและเชื่อมการเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้าน





สิ่งเหล่านี้คือภาพที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่านิสิตได้มีบทบาทในการออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่ใช่การออกแบบในเชิงเดี่ยว หากแต่เป็นกระบวนการที่เสริมสร้าง “ทักษะการทำงานอย่างเป็นทีม” ไปในตัวอย่างเสร็จสรรพ


ครั้นลงเวทีจริง ก็ดำเนินงานตามแผน โดยเริ่มตั้งแต่การสำรวจพื้นที่บริเวณแก้มลิงว่ามีพืชผักชนิดใด มีต้นไม้อะไร รวมถึงการบำเพ็ญประโยชน์ด้วยการดาหญ้าไปพรางๆ เสมือนการต่อยอดกิจกรรมหนึ่งในงานวิจัยที่ผมและทีมวิจัยชุมชนได้ริเริ่มไว้ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ผู้ใหญ่บ้านได้กำหนดขึ้นมาให้นิสิตได้ลงมือทำ เพราะเราชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่า เมื่อนิสิตกลุ่มใดก็ตามลงทำกิจกรรมในหมู่บ้าน จะต้องไม่ละเลยที่จะทำกิจกรรมการเรียนรู้บริเวณแก้มลิงดังกล่าว เพื่อให้เห็นการพัฒนาบนฐานของงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยได้ทำร่วมกับชุมชนฯ





ลงมือทำ : เรียนรู้ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน



ในขั้นตอนของการทำน้ำหมักจากเศษวัชพืชที่เน้นผักตบชวาอันเป็นวัตถุดิบในท้องถิ่น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ “นิสิตเป็นผู้ขับเคลื่อนกระบวนการเองล้วนๆ” อาจารย์ทำหน้าที่คอยให้คำปรึกษาและแนะนำอยู่ห่างๆ เช่นเดียวกับผมและทีมวิจัยชุมชนฯ ก็ร่วมสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมไปเนียนๆ


นิสิตเริ่มต้นจากการนำวัตถุดิบต่างๆ มาตระเตรียมให้เป็นระบบ นับตั้งแต่คัดแยก สับ-หั่น โดยกิจกรรมเหล่านี้มีชาวบ้านมาร่วมด้วยเหมือนกัน ถึงไม่มากแต่ก็สร้างสีสันได้มหาศาล เพราะการสับการหั่นของชาวบ้านนั้นทำเอานิสิตตื่นตะลึงเป็นที่สุด เนื่องจากชาวบ้านมีความชำนาญในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ส่งผลให้นิสิตต้องเรียนรู้เทคนิคของการสับการหั่นจากชาวบ้านไปโดยปริยาย – นับเป็นหนึ่งในกระบวนการเล็กๆ ของการ “เรียนรู้ร่วมกัน” อย่างเป็นสุข

พอถึงขั้นตอนทางภาคทฤษฎี นิสิตก็บอกเล่าขั้นตอนการทำน้ำหมักทีละขั้นๆ พอบอกเล่าเสร็จก็ชวนคุย-ชวนซักถามเพื่อย้ำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน

ในช่วงนี้ผมเองก็มีส่วนในการสร้างประเด็นการเรียนรู้อื่นๆ หนุนเสริมเข้าไป รวมถึงช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้คึกคักและเป็นกันเองสอดแทรกเข้าไปเป็นระยะๆ







เมื่อขั้นตอนภาคทฤษฎีเสร็จสิ้นลง จึงเข้าสู่ขั้นปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม -

ขั้นปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในที่นี้หมายถึงการที่ชาวบ้านเข้ามาเรียนรู้ด้วยการลงมือทำร่วมกับนิสิต ซึ่งบรรยากาศของการเรียนรู้ในช่วงนี้ต้องยอมรับว่าสนุกสนาน เฮฮา คึกคักเป็นอย่างมาก ต่างคนต่างมีความสุขอย่างมากมายก่ายกองทำไป หัวเราะไป ทำไปถามไป หยิกแซวกันเป็นระยะๆ จนมองไม่เห็นช่องว่างระหว่างวัยเลยก็ว่าได้






ครับ- นี่คือเสน่ห์อันเป็นมนต์ขลังของการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (ลงมือทำ) ซึ่งช่วยให้เกิดความแจ่มชัดในภาคทฤษฎี  เกิดทักษะที่เป็นปัญญาปฏิบัติ  เกิดการเรียนร่วมกัน  แก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่เรียนคนเดียว ทำคนเดียว รู้คนเดียว

และที่สำคัญในขณะที่ทำ ยังไม่ละเลยที่จะพูดคุยเก็บข้อมูลในเรื่องภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรกรรมที่เคยมีมาและที่ทำกันอยู่ในชุมชนไปพร้อมๆ กันอย่างเนียนๆ ...






ถัดจากนั้นก็กลับเข้าสู่เวทีวิชาการอันเป็นภาคทฤษฎีอีกรอบ กล่าวคือนิสิตอีกกลุ่มก็ออกมาบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง “สารเคมีการเกษตร : มหันตภัยเงียบ” พร้อมๆ กับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชาวบ้านในเรื่องสถานการณ์ของป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ในชุมชน รวมถึงระบบการป้องกันและการรักษาตนเองเมื่อได้รับสารเคมีการเกษตรเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งช่วงนี้ก็เน้นการสื่อสารสองทาง มีถามมีตอบไปสลับกันไปมา รวมถึงถามทัก (กึ่งสำรวจ) พฤติกรรมและสถานการณ์ของชาวบ้านที่ยังคงเกี่ยวพันกับสารเคมี






เวทีครั้งถัดไป : ถือ “ของ” มาแลก “ของ”


เหนือสิ่งอื่นใดในช่วงท้ายก่อนปิดเวทีลาจาก นิสิตและอาจารย์ได้มอบถังน้ำหมักให้กับชาวบ้านอย่างถ้วนทั่ว ใครทำถังไหนก็เอาถังนั้นไปเก็บไว้ที่บ้าน ซึ่งแจ้งชัดเจนว่าจะมาประเมินร่วมกันอีกรอบวนไหนและอย่างไร เช่นเดียวกับการทิ้งทวนแจ้งกำหนดการลงชุมชนครั้งถัดไปว่าจะมาเมื่อไหร่ โดยครั้งถัดไปอาจารย์และนิสิตได้ชวนให้ชาวบ้าน "เอา ของ" (ภาชนะบรรจุสารเคมี) ในครัวเรือนมาด้วย –

ครับ-คำว่า “เอามา” หมายถึงเอามาแลกสิ่งของจากมหาวิทยาลัยฯ นี่แหละ...

ฟังดูน่าสนใจมาก เพราะเป็นกลยุทธ์ในการสำรวจว่าในแต่ละครัวเรือนนั้นใช้ หรือสุ่มเสียงกับสารเคมีใดบ้างนั่นเอง
ผมว่าวิธีการ หรือกลยุทธ์แบบนี้ เข้าท่าดีจริงๆ – เพราะสิ่งที่ถือมา จะกลายเป็นสื่อ หรือโจทย์การเรียนรู้ร่วมกันในอีกมิติหนึ่งอย่างไม่ต้องกังขา

ส่วนจะเรียนรู้อะไร ต้องรอดูว่าสิ่งที่ชาวบ้านถือมานั้น คือ อะไร ?




๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๗
แก้มลิง-กุดหัวช้าง
ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (7)

เขียนเมื่อ 

หาก อาจารย์ มมส ได้อ่าน บันทึก การเรียนรู้ ฉบับนี้ จะทำให้การพัฒนา การเรียนการสอน ตามแนวทาง TQF เป็นเลิศ แน่แน่ ครับ

เขียนเมื่อ 

เป็นหลักสูตรที่สุดยอดจ้ะ   จุดประกายให้คุณมะเดื่อได้คิดงานต่อได้อีกหลายงานเลยจ้ะ  ขอบคุณจ้ะ

เขียนเมื่อ 

กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันชัดเจนมากเลยนะคะอาจารย์แผ่นดิน

กลยุทธ์เยี่ยมมาก  ถือของมาแลกของ  

ตอนพัฒนาโจย์ใช้เวลานานไหมคะ  เหมือนนิสิตมีธงในใจอยู่บ้างแล้ว

ภาพแรก  น้องตัวเล็กใส่รองเท้าไหมคะ?   ดูไม่ชัดน่ะค่ะ   มีเด็ก ๆ เยอะไหมคะที่เดินเท้าเปล่า?

เขียนเมื่อ 

"ชอบ..จิริงๆเล้ย"..ถือขอมาแลก  ของ  ปิ้งมากเลย..จ้า.. 

เขียนเมื่อ 

ขอโทษเขียนผิดเยอะจังโทษ..แทปเลต..จ้ะ..จะโยนทิ้งแล้ว..(ยายธี)

กระบวนการขั้นสุดท้าย ที่คิดว่าจะจบด้วยการ ถือ ของ มาแลก ของ 

แต่มันยังไม่สิ้นสุดค่ะ หลักจากการถอดบทเรียนร่วมกับชาวบ้าน

มีข้อเสนอที่อยากให้พวกเราทำต่ออีกนิด เพื่อการต่อยอดต่อไป

(เป็นแสงสว่างสำหรับคณะทำงานที่กำลังคิดหนักว่าจะทำอย่างไรเพื่อจะทำให้เกิดการต่อยอด การใช้ประโยชน์ให้ยั่งยืนต่อชุมชน)

ชาวบ้านมีความสนใจเรื่องน้ำหมักชีวภาพเป็นอย่างมาก เริ่มมีแกนนำ จับกลุ่มคุยกัน  ซึ่งยังมีสูตรน้ำหมักไล่แมลงอย่างง่ายที่ชาวบ้านเคยทำใช้แล้วได้ผล คือน้ำหมักจากใบสะเดา ใบยูคาลิปตัส และเกลือค่ะ 

สิ่งที่คิดว่ามันจะจบมันก็ยังจบไม่ได้ค่ะ กิจกรรมแถมท้ายของเราคือ เราจะจัดทำกลุ่มทำน้ำหมัก ซึ่งมีสูตรที่ใช้พืชที่หาได้ตามท้องที่ สูตรใช้ไล่แมลงจากใบสะเดา ใบยูคา ซึ่งถือว่าเป็นการต่อยอดโครงการของเราจริง ๆ และจะเป็นประโยชน์ต่อกการทำการเกษตรของชุมชนได้

ตอนนี้เรากำลังเตรียมทรัพยากรอีกครั้ง เพื่อจัดตั้งกลุ่มทำน้ำหมักชีวภาพค่ะ ส่วนความคืบหน้าจะมารายงานให้ทราบอย่างเป็นระยะ ๆ

เขียนเมื่อ 

ได้ความรู้มากเลย

ขอบคุณอาจารย์กัลยาที่มาเติมประเด็นครับ

ผมทำน้หมักจากสะเดา ใบหูเสือและบอระเพ็ดครับ