เรื่องของสระในภาษาไทย

ตอนชั้นประถมศึกษาเราเรียนกันว่าสระมี ๓๒ เสียง ดังนี้
๑. สระเดี่ยว หรือสระแท้ มี ๑๘ เสียง คือสระ อะ อา อิ อี อึ อื อุ อู เอะ เอ แอะ แอ โอะ โอ เอาะ ออ เออะ เออ
๒. สระประสม หรือสระเลื่อน เกิดจากการออกเสียงสระแท้ ๒ เสียงประสมกัน หรือออกเสียงตัวหนึ่งแล้วเลื่อนไปออกเสียงอีกตัวหนึ่ง มี ๖ เสียง คือ เอียะ(อิ+อะ) เอีย(อี+อา) เอือะ(อึ+อะ) เอือ(อื+อา) อัวะ(อุ+อะ) อัว(อู+อา)
๓.สระเกิน คือ สระแท้ที่มีเสียงพยัญช...นะสะกด หรือประสมกับเสียงพยัญชนะ มี ๘ ตัวคือ สระ อำ(อะ-ม) ใอ(อะ-ย) ไอ(อะ-ย)เอา(อะ-ว) ฤ(ร ประสมสระอึ)ฤา(ร ประสมสระ อื ตรงนี้ที่จริงสระอาต้องยาวเท่าหาง ฤ ) ฦ(ล ประสมสระ อึ) และ ฦา( ล ประสม สระอื ตรงนี้ที่จริงสระอาต้องยาวเท่า ฦ ด้วย)
ดังนั้น ๑๘+๖+๘ จึงเท่ากับ ๓๒ เสียง ครับ พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
ครูบอกว่า สระเกิน มันไม่ใช่สระใหม่อะไรเลย มันคือสระเดี่ยวที่มีเสียง
พยัญชนะไปสะกดหรือประสมกับพยัญชนะเท่านั้น เพราะฉะนั้น ตัดออกไป ๘ ตัว เสียงสระจึงเหลือ ๒๔ ตัวครับ

พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ สระ เหลือ ๒๑ หน่วยเสียงได้ยังไง

การจะอธิบายให้เด็กๆเข้าใจว่า เสียงสระประสม ๖ เสียง
เหลือ ๓ หน่วยเสียงได้อย่างไร เป็นเรื่องยาก
ในตำราบางเล่มอธิบายดังนี้
เสียงสระเอียะ สระเอือะ สระอัวะ ส่วนใหญ่เป็นคำเลียนเสียงธรรมชาติ
หรือเป็นคำที่มาจากภาษาถิ่น หรือ เป็นคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ
นักภาษาศาสตร์จึงไม่นับว่าเสียงสระเหล่านี้เป็นเสียงสำคัญทางภาษา
...
คราวนี้ฟังครูพิสูจน์อธิบายในฐานะนักภาษาศาสตร์บางลี่วิทยา

ในทางภาษาศาสตร์เขาไม่นับสระเอียะ และ เอีย(เอือะ เอือ อัวะ อัว ด้วย) เป็น คนละหน่วยเสียง แต่เขานับเป็นหน่วยเสียงเดียวกัน เขาบอกว่า ความสั้น ยาวของเสียงสระ ๓ คู่นี้ ไม่มีนัยสำคัญทางภาษา(ไม่มีความหมาย) ฟังดูเข้าใจยาก ผมจะลองอธิบายนะครับ
พวกสระเดี่ยว เช่นสระ อิ กับ สระ อี เขาบอกว่าเป็นคนละหน่วยเสียงเพราะความสั้นยาวของสระ มีความหมาย(มีนัยสำคัญทางภาษา)
เขาใช้เครื่องมืออย่างหนึ่ง คือ คำคู่หนึ่งมาเทียบกัน
เช่น ติ กับ ตี่
(ติ แปลว่า ชี้ข้อบกพร่อง)(ตี่ แปลว่า ตาที่หนังตาบนตกลงมาจนเกือบปิด ทำให้เบิกตากว้างไม่ได้)
คำสองคำนี้ ต้องมีพยัญชนะต้นเดียวกัน วรรณยุกต์เสียงเดียวกัน ต่างที่เสียงสระ ตัวหนึ่งสั้น(สระอิ) อีกตัวหนึ่งยาว(สระอี)
เช่น ติ(เสียงวรรณยุกต์เอก)และ ตี่(ก็เสียงวรรณยุกต์เอก) ต่างก็มีพยัญชนะต้น ต เหมือนกัน
แสดงว่า ๒ คำนี้เหมือนกันหลายอย่าง ต่างกันที่เสียงสระเท่านั้น(เราพิจารณาที่เสียงวรรณยุกต์ นะครับ มีรูปไม่มีรูปเสียงเดียวกันถือว่าเสียงวรรณยุกต์เหมือนกัน)

ดังนั้นความสั้นกับยาวของสระ(อิ กับ อี) ทำให้คำทั้งสองมีความหมายต่างกัน
แสดงว่า ความสั้นยาวของสระมีนัยสำคัญทางภาษา สระอิ ก็ทำให้มีความหมายอย่างหนึ่ง พอเสียงยาวเป็นสระอี ก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง ต่างคนต่างมีความหมาย ที่ต่างกันออกไป
นักภาษาศาสตร์เขาจึง บอกว่า สระอิ กับ สระ อี เป็นคนละหน่วยเสียงสระกัน
แต่ กับสระ เอียะ - เอีย, เอือะ - เอือ และ อัวะ - อัว เราจะหาคำคู่แบบนี้ไม่ได้
นักภาษาศาสตร์ เขาเลยนับรวมเป็นหน่วยเสียงเดียวกัน
พอจะเข้าใจไหมครับ
เชื่อว่าเด็กๆคงยังนั่งงงอยู่
หรือ ไม่อ่านดีกว่า ยาวเกินไป
แต่ถ้าอ่านแล้วเข้าใจ
สุดยอด......