เมื่อคืน (๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗) ฝนตกหนักราวกับฟ้ารั่ว 

ไม่แต่เฉพาะฝนเท่านั้น หากแต่ฟ้าก็คำรามลั่นสั่นสะเทือนไปทั้งแผ่นฟ้า ผืนดิน และหัวใจ

ฝนในค่ำคืนที่ผ่านมา น่าจะเป็นฝนแรกที่มีกลิ่นอายแห่งวสันตฤดู หลังจากร้อนแล้งมาเป็นระยะๆ หรือไม่ก็ตกประปราย เหมือนฝนหลงทิศหลงฤดู รวมถึงพายุ และฝนเทียมที่เนรมิตขึ้นเพื่อเยียวยาชีวิตผู้คน




ผมตื่นขึ้นมาในราวเที่ยงคืนเศษ – ตื่นมาฟังเสียงฝน ราวกับไม่ได้ฟังมายาวนานนับหลายขวบปี

เสียงฝนเสียงฟ้าในราตรีอันดึกดื่นชวนให้ผมหวนคิดคำนึงถึงเรื่องราวนานาประการที่ผ่านพบและผ่านพ้นในชีวิต

หนึ่งในนั้นที่สำคัญที่สุดก็คือ “ท้องทุ่งที่บ้านเกิด”

ย้อนกลับไปเมื่อสองปีเศษ ผืนนาเกือบ 10 ไร่ในการครอบครองของพี่ชายเกือบหลุดพ้นไปจากการถือครองของเขา

ครับ, ผืนนาที่ว่านั้น เป็นหยาดเหงื่อแรงกายและแรงใจของพ่อกับแม่ ซึ่งผมมักพูดติดปากเสมอว่า “รอยมือรอยเท้า (รอยมือรอยตีน) ของพ่อกับแม่”





ไม่มีใครไม่เจอวิกฤต ไม่มีใครไม่เคยล้มและเสียกระบวนท่าในการต้องใช้ชีวิต

ผมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อรั้งไว้ซึ่งผืนนาแปลงดังกล่าว ขบคิด ครุ่นคิด เคร่งเครียดเพื่อเสาะแสวงหาทางออกและทางรอดของการปกป้องผืนนาอันเป็นมรดกที่ว่าไว้

ครับ- ปกป้องผืนนาไว้ให้ลูกหลาน เหลนโหลน ทั้งที่ลืมตาดูโลกและยังไม่ลืมตาดูโลก

จะด้วยบุญกรรมอันใดก็ตาม ผมสามารถฉุดรั้งผืนนาในการถือครองของพี่ชายไว้ได้ทันก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านไปเป็นของคนอื่น-คนอื่นซึ่งหมายถึงนายทุน



วันนี้ ผืนนาเหล่านั้นยังคงอยู่ในกรรมสิทธิ์ถือครองของผม เพื่อรอการส่งคืนไปให้พี่ชายและลูกหลาน เหลนโหลนของผมเอง

หากแต่การรอส่งคืนก็ไม่ได้ง่ายดังใจคิดเสียทั้งหมด มันยังเป็นภาระที่หนักอึ้งอย่างสาหัสสากรรจ์ที่ผมต้องดิ้นรนเสาะแสวงหาทางออก และการอยู่รอดต่อไป

ครับ-เหนื่อยหนัก และรู้สึกท้อเป็นครั้งคราว
แต่ทั้งปวงนั้นเมื่อหวนคิดว่านี่คือ “รอยมือรอยเท้า” ของ “พ่อกับแม่” มันทำให้ผมมีความหวังและพลังอย่างบอกไม่ถูก

อย่างน้อยในห้วงระยะเวลาที่เห็นและเป็นอยู่ ผืนนาที่ว่านี้ก็ยังเป็นของผม-ของผมอันหมายถึงเป็นของทุกคน (คนของความรัก) ในโคตรเหง้าของผมเอง

มันจะเป็นเช่นนั้นจนลมหายใจสุดท้ายแห่งผม !



๒๖ สิงหาค ๒๕๕๗
ห้องทำงาน -มหาสารคาม