มองตนเองครั้งที่ ๑
กาลครั้งหนึ่งนานมาเเล้ว ยังมีเด็กคนหนึ่งที่ผมค่อนข้างที่จะรู้จักกับเขาดี คนๆนี้ชื่อเข้าโรงเรียนว่า ธีระวุฒิ ศรีมังคละ เพื่อเรียก ว่าเเสน เป็นเด็กกิจกรรม อิอิ กรผมเกิดขึ้นมา ณ โลกาแห่งนี้เมื่อประมาณ 18 ปีก่อน ซึงยังไม่ชัดเจนว่าบุญหรือบาปอันใดส่งมาให้เกิด เเต่ผมเชื่อว่าผมโชคดี เเละมีบุญที่ได้เกิดมายังท้องของเเม่คนนี้ ตอนสมัยเด็กๆผมเองเป็นคนที่ชอบจินตนาการเป็นชีวิตจิตใจ ชอบดูการ์ตูน ชอบเเต่งนิทานการ์ตูนอยู่เป็นนิตย์นิสัย เป็นคนที่ชอบอะไรง่ายๆ ในขณะเดียวกันเป็นคนที่เบื่อง่ายเช่นเดียวกัน เพราะตอนเด็กๆบ้านการ์ตูน เเล้วนึกอยากแต่งหนังสือการ์ตูนของตนเองขึ้นมา แต่งได้ครึ่งร้อย เเต่จบเล่มเเค่ 5-8 เล่ม เพราะเมื่อเเต่งไปเเล้ว เกิดเบื่อก็เลยล้มเลิกซะอย่างนั้น เพราะรู้สึกเบื่อคำเดียว เเล้วนอกจากจะเเต่งการ์ตูนเเล้วยังชอบประดิษฐิ์ กระดาษลัง หรือกล่องกระดาษมาตัดเป็นอุปกรณ์ในการเเปลงร่าง เเล้วก็สู้กัน ช่วงหนึ่งมีการสะสมโมเดลการ์ตูนเเละการ์ดการ์ตูนที่หวงที่สุดในชีวิต เล่นมาตั้งเเต่อนุบาล - ป.6 ถึงบริจาคให้น้อง ขนาดบริจาคไปเเล้ว ก็ยังห่วงอยู่เลย เเต่สุดท้ายกระจายสูญหาย เหมือนลูกดราก้อนบอล
ยังมีอีกเรื่อง คือ ชอบเล่นดาบไม้ ไม้เท้า เเส้ ที่จินตนาการว่ามันเป็นดาบที่มีพลังจริงๆ ส่วนใหญ่จะสู้อยู่กับอากาศคนเดียว สมมติว่าเราได้ฟันศัตรู บางครั้งที่จะมีเพื่อนๆมาเล่นด้วยบ้าง จนคนในระเเววกบ้านมองว่าผมเป็นบ้าเเต่เด็ก เดินไปที่ไหน พี่ๆ ลุง ป้า น้า อา ก็ถามว่า "ฝึกวิทยายุทธไปถึงขั้นไหนเเล้ว" ซึ่งตอนนั้นผมก็ตอบว่า "อีกหน่อยก็จะได้เป็นจ้าวยุทธภพเเล้ว" ในช่วงนั้นตอนเด็กๆ ใช้ชีวิตในด้านการเรียน ที่เราเองเข้าเรียนเกือบทุกคาบ ตั้งเเต่ป.1-ป.6 นับวันขาดยังได้เลย ที่ขาดประมาณ 6 -8 วันเท่านั้นเอง ถึงเเม้ว่าจะไข้เพียงใด ก็ดันไป เพราะกลัวว่าจะเรียนไม่ทันเพื่อน ยกเว้นจะเดินไม่ได้
นับตั้งเเต่วันนั้นจนถึงวันนี้นับว่าเป็นความทรงจำที่ดีเเละมีความสุขจริงๆ จนถึงวันนี้ เราเอง อยู่ ม.6 เเล้ว เรียนมาก็มากโข ทำกิจกรรมมาก็อย่างอ่อนหัด ตอนนี้ก็ 18 ย่าง 19 เเล้ว เราเองก็ต้องน่าจะมามองตนเองดูบ้างว่า สิ่งที่ตนเองทำไปในชีวิตประจำวัน ในโรงเรียน ในกิจกรรมโรงเรียน ในฮักนะเชียงยืน ในครอบครัว นั้นสอนอะไรบ้าง เเล้วมีการจัดการอย่างไร ฯ
ในชีวิตของเรามี 3 สิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องในช่วงนี้ หรืออาจจนวันดับ ได้เเก่ การเรียน ครอบครัว เเละกิจกรรม ซึ่งในภาวะของการเรียนในช่วงนี้เป็นการเรียนในห้องเรียน เเล้วศึกษาเองในบางส่วน ซึ่งในการเรียนนี้ เป็นสังคมของโรงเรียน สังคมของโรงเรียนสอนผมในเรื่องของกาลเทศะให้เคารพครูบาอาจารย์ให้อยู่เหนือหัว มีมารยาท ให้ความถ่อมตน อ่อนน้อม ทุกขณะเมื่ออยู่กับผู้ใหญ่ ครอบครัว สอนผมในเรื่องการดำดงชีวิตอยู่ การเงิน การพึ่งตนเอง การทำสิ่งต่างๆเอง ที่สอนให้ผมเป็นคน ส่วนกิจกรรม สอนผมในเเง่ของกระบวนการคิด เเละเสริม ทักษะให้เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้ การบริหารนั้น ไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะการบริหารเวลา ที่ต้องชัดเจน ซึ่งเราเองใช้วิธีการที่เมื่อทุ่มให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเเล้ว เมื่อเห็นว่า ด้านใดยังขาด อยู่ก็เสริมด้านนั้นให้ดี หากกิจกรรมรบกวนเวลาเรียน ก็ให้เเรงขยันเอา หากเวลาเรียนรบกวนกิจกรรมก็จำต้องใช้คำสั่งโรงเรียนไปหาครู หากกิจกรรมรบกวนเวลาในครอบครัวก็พุดคุยกับพ่อเเม่ ช่วยงานในนาบ้างบางครั้ง หรือให้พ่อเเม่เห็นสิ่งที่เราทำชัดเจน
การเรียนเรียนในห้องเรียนเพื่อมุ่งสู่รั้วมหาวิทยาลัย การครัวมุ่งสู่การดูเเลครอบครัวในอนาคต กิจกรรมมุ่งสู่ทักษะ เเละกระบวนการคิดที่สูงขึ้น ทั้ง 3 อย่างนี้ ถ้าให้เรามองจะมองว่า มันเป็นการฝึกตนเอง ในการบริหาร ที่ถือว่าท้าทาย ต่อตนเองเป็นอย่างยิ่ง
ในการใช้ชีวิตประจำวัน ของเรานั้นเรามีความรู้สึกต่างๆนานาที่มีมากมายจนในหลายๆครั้งอาจจับตนเองได้ยากเหมือนกัน เเต่ในที่นี้เราเองก็ลองมาจับหน่วยที่ใหญ่ขึ้นอีกในชีวิตประจำวันเรา ที่เรามีความต้องการอยู่ 4 ปัจจัยด้วยกัน "จับความต้องการ" ได้เเก่ ต้องการความสำเร็จ ความเข้าใจ การยอมรับ เเละความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่ง ความสำเร็จที่เราต้องการนั้นเป็นการทำสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวันที่อยากได้ความเร็จไปทั้งหมด อยากทำให้เเล้วเสร็จเเละสำเร็จ ความเข้าใจเป็นการต้องการให้ตนเองเข้าใจเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในครอบครัว ชุมชน เเละสังคม ว่ามีเรื่องราวอย่างไร เกี่ยวกับใคร ฯ การยอมรับเป็นความต้องการที่อยากให้คนอื่นๆ เช่น พ่อเเม่ พี่น้อง ยอมรับในความสามารถของตนเอง ทั้งในด้านวิชาการเเละวิชาคน สุดท้ายเป็นความต้องการเป็นตัวของตัวเอง สิ่งใดที่ไม่ใช่ตัวตนเราจะไม่ชอบเเละไม่ต้องการ สิ่งที่ต้องการเช่น เวลาส่วนตัว การได้อยู่กับสังคม ฯ
ในเรื่องการจัดการนั้นเมื่อเราได้มองตนเองออกเเล้ว เราเองก็พยายามที่จะลดพฤติกรรมที่สุดโต่ง เเละไม่เหมาะสมของตนเองลงไป เช่น หากเราเป็นตัวเองมากเกินไป ผู้คนก็มองว่าเก็บตัวมากเกินไป ไม่ค่อยพูดคุยกับคน ไม่มีมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้อื่นอยู่กับเราได้ยาก หากเราต้องการให้คนอืนยอมรับเรามากเกินไป เราก็อาจกลายเป็นคนเอาเเต่ใจ คอยเเต่จะให้คนอื่นมามองตนเองในเเง่ดีอย่างเดียว หรือ อาจทำให้เรามิทิฐิโดยปริยาย หากเราต้องการความสำเร็จมากเกินไประหว่างทางเราก็อาจลืมเอาคุณภาพที่เกิดขึ้นได้ ฯ ในการจะรักษาสมดุลเราก็ควรที่จะหันมามองในความต้องการของตนเองเพื่อลดทอนพฤติกรรมที่สุดโต่งเกินไปของตนเองในด้านต่างๆ หากลืมมอง หากเราทำเกินจะเกิดเสียงสะท้อนจากสังคมที่เราอยู่เอง
ในเรื่องของการทำงานนั้นถ้ามองในเเง่ของความต้องการ เราก็มีความต้องการในสังคมเเห่งการทำงาน อยู่ 4 อย่างด้วยกัน ได้เเก่ ต้องการความสำเร็จ การยอมรับ ความสุข เเละความเข้าใจ ซึ่งความสำเร็จเป็นความต้องการที่อยากให้งานเรานั้นเกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ การยอมรับก็อยากได้การไว้วางใจ การยอมรับว่า สามารถเป็นผู้นำได้ในสังคมเเห่งการทำงาน ความเข้าใจก็อยากได้ความชัดเจนในงาน อยากได้ความชัดเจนในการทำงาน เเละความสุขสิ่งนี้อยากได้อย่างยิ่งที่มันจะเกิดขึ้นมาเองในลักษณะของความรู้สึก เมื่อได้มากๆ จนกลายมาเป็นความต้องการที่เราก็ได้ความสุข จากการเห็นเด้กๆ การได้พูดคุยกับเพื่อนๆเเละครู การให้กำลังใจกันเเละกัน ฯ
ในการรักษาความสมดุลของ ความสำเร็จ ความยอมรับ ความเข้าใจ ความสุข นั้นเราเองต้องหวนมามองว่าในงานที่เราทำมันก็อาจไม่ได้สิ่งที่เราคาดหวัง เพราะความต้องการเป็นความคาดหวังที่เราอาจยังไม่ได้คิดเเต่มันคิดไปเองเเล้วเป็นพื้นฐานของมนุษย์ ความต้องการต่างๆในงานอาจไม่สำเร็จ อาจไม่ได้การยอมรับ อาจไม่ได้ความเข้าใจ อาจไม่ได้ความสุข เเต่เราก็ควรปรับใจยอมรับว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้จะได้ดั่งใจเราไปเสียหมด การเฝ้ามองเเละปรับปรุงตนเองเป็นสิ่งที่เราต้องกระทำอยู่เป็นนิสัย ให้เป็นนิตย์ เพื่อเป็นเกราะป้องกันการคิดไปเองของตนเองอย่างเลื่อยลอย
ในเรานั้นก็มีการกระทำของเราที่ส่งออกไปสู่สายตาของผู้คน ก็มีอยู่ 4 อย่าง ได้เเก่ การคิด การฟัง การพูด เเละการทำ ซึ่ง ทั้ง 4 สิ่งนี้อยู่กับเราตลอดเวลา เเต่ว่าเราจะเลือกทำสิ่งๆใดมากกว่ากันเท่านั้นเอง หากมีเเต่คิดก็เป็นหมี หากมีเเต่ทำก็เป็นกระทิง หากมีเเต่ฟังก็เป็นหนู เเละหากมีเเต่พูดเเละคิดรวบยอดก็เป็นอินทรีย์ เราเองก็เป็นอินทรีย์ ที่ต้องคอยยืดหยุ่นอยู่ตลอดเวลา เพราะหากเราที่เป็นอินทรีย์ มีเเต่คิดเเละพุดเกินไป ใช้คนทำ ก็สร้างศัทธาไม่ได้ ฉะนั้นเราเองจึงต้องคอยคิดใคร่ครวญดีๆ เเล้วทำไป หลายๆครั้งต้องพูดให้กำลังใจหรือโค๊ชชิ่ง เเล้วสำคัญ คือ การฟังเด็กๆคอยดูการเติบโต การจัดการ การฟัง พูด คิด เเละทำ เราเองก็ต้องคอยมองตนเอง อยู่เสมอเป็นระยะๆ เพื่อเรียกสติตนเองให้ตั้งอยู่
สิ่งสำคัญที่สุดที่เรามองเลย คือ การทำ เพราะเมื่อได้ทำจริงเเล้วจะคิดออกเเละพูดได้ เเละเมื่อได้ทำนั้นก็จะได้ฟังไปด้วยให้เกิดการคิดเเละเกิดการระทำเกิดขึ้น หากเราพูดมากเกินไปก็ไม่มีอะไรดีนอกจากคำพูด เพราะการระทำสำคัญกว่าคำพูด หลายๆครั้งก็ไม่จำเป็นต้องพูดเเต่เปลี่ยนเป็นการทำให้ดูเเทนเเล้วมันจะซึ้งเเละสร้างศัทธาได้อย่างเข้าไปในใจ เเต่หากทำมากเกินไปจนลืมคิดก็อาจทำให้ลืมเป้าหมายตนเองได้ หากฟังมากเกินไปก็ไม่ได้ทำ มีเเต่อบรมๆ เเต่ไม่เกิดประโยชน์อันใด เพราะไม่ได้ทำ เเละหากคิดมาเกินไป ก็อาจจมอยู่กับความคิดตนเองที่คิดในมุมเดียว ไม่กระจ่างเพราะไม่ทำสักที ฉะนั้นการรักษาความสมดุลของทั้ง 4 อย่างนี้จีงต้องมีการมองตนเองอยู่เรื่อยๆไป
มองตนเองครั้งที่ ๑ เเละทุกๆครั้งเป็นการมองเพื่อพัฒนาตนเอง เเละเเลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับผม ...
.
.
.
.
.





ให้กำลังใจในทุก ๆ ครั้ง ที่เขียน
ชื่นชมกับสิ่งที่ทำ
เป็นกำลังใจในการพัฒนาตนเองค่ะ..
ขณะอ่าน รู้สึกทึ่งกับ "นกอินทรีย์" ตัวนี้จริงๆ ครับ ... แต่ในใจก็คิดวิพากษ์ตามสไตล์ "นกอินทรีย์" ตัวพี่ (ฮา...) ศูนย์กลางทุกอันนั้นยังคงเป็น "เรา" และ คำสำคัญคือคำว่า "ต้องการ" .... ถึงตรงนี้ใจก็นึกไปถึง คำของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ท่านว่า "เรา" มักจะพูดว่า "ฉัน ต้องการ ความสุข" ถ้าตัดคำว่า "ฉัน" (ในที่นี้คือคำเดียวกับ "เรา") และคำว่า "ต้องการ" ออก จะเหลือ "ความสุข" ที่แท้จริง....
จงก้าวไปเถิด...วิญญูชน... รู้ได้ด้วยตนเอง.....