เรื่องที่ ๖ ใน Top 10 Disappearing Futuresเป็นเรื่อง หมอ หมอผ่าตัด และศิลปะในการวินิจฉัยโรค (Doctors, Surgeons, and “Diagnostic Arts” ในปี ค.ศ. 2030 การไปหาหมอเพื่อตรวจ routine check-up จะเป็นเรื่องแห่งอดีตเพราะเทคโนโลยี จะช่วยให้เราตรวจและวินิจฉัยตนเองได้เองที่บ้าน และตรวจเองบ่อยๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการสร้างเสริมสุขภาพของตน รวมทั้งบริษัทประกัน ก็จะกำหนดให้ผู้เอาประกันต้องตรวจและรายงานผลเหล่านั้น สำหรับเป็นข้อมูลสำหรับคำนวณ ค่าเบี้ยประกันในปีต่อไป
ในปี 2030 การผ่าตัดส่วนใหญ่จะทำโดยหุ่นยนต์ที่บังคับโดยหมอผ่าตัดที่อยู่ไกลโพ้น เพราะในประเทศพัฒนาแล้ว จะขาดแคลนแพทย์ ทดแทนความขาดแคลนนี้ด้วยเทคโนโลยี ซึ่งก็หมายความว่าระบบไฟฟ้า และการเชื่อมต่อไร้สายต้องแม่นยำ มีระบบสำรองไม่ให้การสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ขาดช่วง
ในที่สุดระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ จะเรียนรู้ศิลปะของการวินิจฉัยโรค จนในที่สุดศิลปะของการวินิจฉัยโรค (โดยคน) จะถูกแทนที่ด้วย เทคโนโลยีเพื่อการวินิจฉัยโรค ศิลปะจะแพ้วิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้
เรื่องที่ ๗ โลกไร้กระดาษ เพราะข้อมูลและตัวหนังสือจะอยู่ในรูป อิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ มีส่วนที่บทความนี้ไม่ได้เอ่ยถึง แต่ผมจะขอทำนาย ว่าถึงปี ค.ศ. 2030 มนุษย์เราจะไม่ต้องอ่านเอกสารเอง จะมี software อ่านและสรุปให้ เหมือนที่เลขานุการ สรุปเรื่องเสนอผู้บริหาร ที่จริงเวลานี้ software อ่านออกเสียงก็ดีมากแล้ว
กระดาษที่เป็นธนบัตร ก็จะหายไป และสิ่งอื่นๆ ที่จะหายไปได้แก่ สำนักงานไปรษณีย์ เช็คธนาคาร หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือ บัตรอวยพร
เรื่องที่ ๘ ประสบการณ์ของมนุษย์ที่เปลี่ยนไป ได้แก่ความเป็นส่วนตัว หรือเป็นบุคคลที่ไร้ร่องรอย (anonymity) จะเป็นไปไม่ได้ เพราะเราทุกคนจะทิ้งร่องรอยไว้ในโลกไซเบอร์ ผ่านการติดต่อทาง อีเมล์ การเข้าไปอ่าน เว็บไซต์ การซื้อของทาง อินเทอร์เน็ต การใช้บัตรเครดิต การใช้ลายพิมพ์นิ้วมือ หรือม่านตาบอกตัวตน ฯลฯ เราจะถูก software ติดตามบุคคลรวบรวม ข้อมูล เอาไปเป็นส่วนหนึ่งของ big data และเอาไปเป็นส่วนหนึ่งของ intelligent data เพื่อประโยชน์ต่างๆ ที่เราไม่รู้ตัว
เราจะถูกจู่โจมด้วยการติดต่อสื่อสาร จนไม่มีเวลาใคร่ครวญไตร่ตรอง จะไม่มีการรอคอยอีกต่อไป เวลาเหล่านั้น จะถูกใช้ในการสื่อสารหรือค้นหาข้อมูลไร้สาย ความไม่รู้จะหดลง แทนที่ด้วยความรู้ จนสิ่งที่เรียกว่า จิตอิสระ อาจจะไม่มี เพราะข้อมูลมีมากเสียจนรู้ว่าเมื่อเกิดสิ่งนี้ สิ่งที่จะตามมาคืออะไร เหตุการณ์ที่จะปรากฎในอนาคตเป็นสิ่งที่ทำนายได้ จะมีการทำแผนที่ของสถานที่ต่างๆ จนคนเราหมดโอกาสหลงทาง
เรื่องที่ ๙ สมาร์ทโฟน ในปี ค.ศ. 2030 คนจะไม่รู้จัก สมาร์ทโฟน เช่นเดียวกับไม่รู้จัก PC เพราะมันสูญพันธุ์ไปนานแล้ว เครื่องใช้ต่างๆ ในยุคนั้นทำงานตามเสียงสั่ง ไม่ใช่ตามการกดอย่างในสมัยนี้ ตัวเครื่องหดเล็กจิ๋วในทำนองเครื่องช่วยฟังติดอยู่ที่หู หรือฝังเข้าไว้ในร่างกาย ส่วนจอภาพเข้าไปอยู่ในแว่นตา ซึ่งหมายความว่า คอมพิวตอร์พกพาจะเปลี่ยนโฉม เป็น “สวมได้” (wearable)
ผมนึกในใจว่า อาชญากรคอมพิวเตอร์ก็จะเปลี่ยนรูปแบบอาชญากรรม ง่ายๆ คือบันทึกเสียงของเหยื่อไว้ เอาไว้สื่อสารลวง ถึงตอนนั้นใครจะพูดอะไรก็ต้องมองซ้ายมองขวา ว่าไม่มีคนบันทึกเสียงไว้ เพราะเครื่องบันทึกเสียง มันก็เล็กจิ๋วจนสังเกตไม่เห็นเหมือนกัน รวมทั้งจะมีเครื่องติดต่อกับ GPS ฝังอยู่ในตัว ช่วยการติดต่อสื่อสาร (และบอกทาง ทำให้การหลงทางเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่รู้จัก) รวมทั้งทำให้มนุษย์มีความเป็นส่วนตัวยากมาก
มนุษย์จะมี virtual assistant และ virtual lifestyle ที่เรียกว่า “Tele-Living”
ถนนจะเปลี่ยนโฉม ป้ายบอกทางต่างๆ จะหายไป เพราะรถยนต์จะรู้ทิศทางผ่าน GPS ผมสงสัยว่า ป้ายโฆษณาที่รกตาจะหายไปไหม และป้ายที่แสดงความเบาปัญญา (เช่นป้ายบอกว่าตำรวจเป็นมิตรของประชาชน ที่ผมเคยเห็นตอนนั่งรถไปจันทบุรี กับตอนนั่งในจังหวัดตาก เมื่อเห็นป้ายนั้น ผมถามคนในรถว่า ป้ายนั้นบอกอะไร ทำไมต้องมีป้ายนั้น ทุกคนฮาตึง) จะหายไปไหม
เรื่องที่ ๑๐ ความไม่ปลอดภัย สิ่งที่เรียกว่ารถยนต์ชนกัน เป็นเรื่องแห่งอดีต เพราะรถยนต์จะสื่อสารกันได้เอง การตัดสินคดีอย่างที่ทำกันในปัจจุบันจะหมดไป เพราะมีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงชัดเจนเพียงพอ ไม่มีข้อโต้แย้ง การตัดสิน (judgement) แทนที่ด้วยการตกลงกันของทั้งสองฝ่าย (mediation) การปล้นหรือลักขะโมยจะหมดไป เพราะในสิ่งของทุกอย่าง จะมี “ฝุ่นอัจฉริยะ” ที่ตรวจพบได้ด้วยเครื่องตรวจฝุ่นอัจฉริยะ เมื่อซื้อของ ผู้ขายจะติดตั้งฝุ่นอัจฉริยะที่แสดงว่าผู้ซื้อเป็นเจ้าของ
เรื่องความปลอดภัยนี้ ผมไม่เชื่อ ผมคิดว่าความไม่ปลอดภัยในรูปแบบใหม่ๆ จะเกิดขึ้น แบบที่เราคิดไม่ถึง
การทำนายอนาคตนั้น ประโยชน์ไม่ได้อยู่ที่ทายถูก (หรือผิด) แต่อยู่ที่การสร้างความตระหนักให้เรารู้ว่า โลกและชีวิตจะไม่เหมือนเดิม คนที่จะมีชีวิตอยู่ใน ๒๐ ปีข้างหน้า ต้องเตรียมเรียนรู้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตนเอง
อีกคุณประโยชน์คือเรียนรู้วิธีคิดหรือเหตุผลที่ผู้เขียนบอก ซึ่งผมเอามาเล่าเป็นส่วนน้อย จะให้ได้ประโยชน์จริงๆ ท่านต้องเข้าไปอ่านต้นฉบับเอง
วิจารณ์ พานิช
๓๑ก.ค. ๕๗