วันที่ 5 พฤศจิกายน 2549 ศ.ดร.จีระ ได้ไปสอนวิชานโยบายทรัพยากรมนุษย์ ให้แก่นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรรัฐปศาสนศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี รุ่น 3 ตลอดทั้งวัน
นักศึกษาให้ความสนใจในทฤษฎี 4 L's มาก สนุกกันทั้งอาจารย์และนักศึกษา มีการโต้ตอบกันอย่างสนุก มีประเด็นหลายเรื่องที่น่าสนใจเกิดขึ้นในวันนั้น เช่น
- เรื่องของโลกาภิวัตน์ เช่น ภาวะโลกร้อน น้ำท่วม
- เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เกี่ยวข้องกับสังคมการเรียนรู้ และจะนำไปพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคอิสานได้อย่างไร
- การมองภาพ HR architecture
- ข้อสังเกต และคำแนะนำ ในการเรียนปริญญาเอกจากอาจารย์
ในการสอนครั้งนี้ อาจารย์ได้เปลี่ยนรูปแบบ การประเมินผล จากการทำรายงาน เป็นการนำเสนอเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้ อบต. ฟัง ไปช่วยชาวบ้าน ชุมชน ให้เข้าใจเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นับเป็นการนำเอาความรู้ของนักศึกษาปริญญาเอกที่เรียนมาไปช่วยเหลือรากแก้วของสังคมไทย ในครั้งสุดท้ายของการเรียน ประมาณอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า
จึงขอเชิญนักศึกษาและผู้สนใจร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน
เรียน ศ ดร จีระ (ปูชนียบุคคล)
ผมเคยรู้จักอาจารย์ทางสื่อtv and newspaper แต่ไม่เคยสัมผัสจังๆ แต่โชคดีที่ผมไปเรียนป เอก ที่ มอบ.ได้ใกล้ชิดและเห็น
ตัวจริง เสียงจริง แนวคิดจริง ของอัจฉริยะบุคคลที่หาใครเปรียบยาก ผมอ่านหนังสือสองเล่มเกือบจบแล้ว ยิ่งทึ่งมากขึ้นเพราะบุคคลชั้นแนวหน้าได้พูดถึงท่านอย่างมากมาย และได้เข้าใจตัวตนอาจารย์มากยิ่งขึ้น และอย่างรวดเร็ว จะรีบอ่านให้จบแล้วกลั่นความจริงจาก สองเล่มให้ได้มากที่สุดครับ
วิโรจน์ เซมรัมย์
เรียน อาจารย์จีระ ที่เคารพ เมื่อวันพุธ ได้เสวนากลุ่ม ป.เอก ม.อุบลฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนรู้ HR.จากการได้เรียนรู้HR.ในห้องเรียน ที่ ดร.จีระ ได้จัดนำกระบวนการเรียนรู้แบบ 4 L’s มาใช้ให้มีการปะทะทางปัญญา และท่านยังให้หนังสือไปอ่าน 2 เล่ม ที่เป็นการกลั่นจากองค์ความรู้และประสบการณ์ผ่านการปฏิบัติจริง เราได้มาเสวนากันเป็นกลุ่ม เพื่อสรุปสิ่งที่ได้ จากสุดยอดของนักวิชาการที่ผ่านการปฏิบัติ บวกสุดยอดของผู้บริหารภาคเอกชนและภาครัฐ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ปัญญาของนักศึกษา เซลล์สมองของเราสิครับ ได้ขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด บรรยากาศการเสวนา ดีมาก หนังสือ 2 เล่มนั้นเป็นบทเรียน อันมีค่ายิ่ง อ่านแล้ว “มันป่อง” (ภาษาอีสานที่แปลแล้วจะคล้ายๆกับ มันปิ๊ง… หรือโป๊ะเซะ) คิดถึงปราญที่วิ่งแก้ผ้าแล้วร้อง ยูเรก้า ยูเรก้า….. ก็มันสุดยอดนะอยากวิ่งร้องออกไปว่า พบแล้ว พบแล้ว HR… กระบวนการสร้างองค์ความรู้ ของ ท่านแค่วันเดียว มันเป็นสิ่งอะไรที่บอกไม่ถูก มันเหนือกว่าการได้ความรู้ ท่านไม่ได้มาให้แค่เนื้อหาวิชาความรู้ แต่ท่านมาสร้างความตระหนักลึกถึงคุณค่า ท่านมาสร้างปัญญา จิรชัย พรหมพล ป.เอก ม.อุบล…3
เรียน ท่านอาจารย์ที่เคารพยิ่ง(gulu-แผ่นดิน)
นับเป็นความโชคดีที่มีโอกาสได้เรียน รป.ด. ม.อุบลฯ และโชคดียิ่งกว่าที่มีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ตลอดเวลาที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านในวันนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ท่าทาย น่าสนใจ วันนั้นผมได้เกิดวิสัยทัศน์ แนวคิดหลายๆอย่าง จากคำสอนของอาจารย์ เพียงแค่ 8 ชม.จะทำให้เกิดปัญญาอะไรได้ขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ว่าเรียน ป.เอกไปทำไม จนได้คำตอบว่าเรียนระดับนี้คงไม่ได้มุ่งเฉพาะให้ได้แค่ความรู้หรือปริญญาอีก 1 ใบเท่านั้น แต่เป็นการเรียนเพื่อชีวิต เพื่อสังคม เพื่อประเทศชาติ และโลก ท่านสอนให้เป็นคนที่มี Public Mind และผมได้ down load ทุกทฤษฎีของท่านอาจารย์ไว้ศึกษาแล้วและขอชื่นชมว่าท่านเป็นบุคคลอัจฉริยะที่สังคมโลกควรจารึกไว้เป็นอย่างยิ่งครับ (เป็นคนไทยด้วยน่าภาคภูมิใจยิ่ง)
Worawut Inthanon D.P.A.3
เรียน ท่านอาจารย์จีระที่เคารพ
ดิฉันขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่อาจารย์ได้เสียสละเวลาอันมีค่า มาสอนนักศึกษาป.เอก ดิฉันไม่แปลกใจเลยที่รุ่นพี่มาขอพบอาจารย์ รออาจารย์สอนเสร็จเพื่อขอเข้าพบพูดคุย ด้วยความรักความศรัทธา เพราะดิฉันได้พบด้วยตนเองว่าอาจารย์เป็นผู้ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนอย่างไม่น่าเชื่อ จากการที่อาจารยฺบรรยายในห้อง 8 ชั่วโมง แต่ทำให้สร้างแนวความคิดอย่างเป็นระบบ แบบภาพกว้าง (Macro) ทำให้เกิดวิสัยทัศน์ มีแนวทางในการรวบรวมองค์ความรู้ แนวคิด ทฤษฏี ที่เห็นภาพอย่างเป็นรูปธรรม จนเกิดแรงบันดาลใจ ยากมีทฤษฏีเป็นของตนเอง ท่านอาจารย์เป็นแบบอย่างในทุกๆด้าน เป็นปูชนียบุคคลที่เป็นคนไทย และเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของไทยและได้รับการยอกย่องจากนานาประเทศ ดิฉันรู้สึกบ้าคลั่งในความรู้ความสามารถ วิธีการสอนของอาจารย์ และยิ่งอ่านหนังสือของอาจารย์ ยิ่งทึ่งและบ้าคลั่ง เป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง และยังสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ความปราถนาดีที่อาจารย์ได้มอบให้กับลูกศิษย์ ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากๆที่ได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์และเป็นบัญที่ได้เรียนกับอาจารย์ ขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
อภิกนิษฐา นาเลาห์ รปด.รุ่น 3
ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ (HR.CHAMPIONS) จากหนังสือ “ทรัพยากรมนุษยพันธุแท” เปนชองทางที่สําคัญอีกชองทางหนึ่งในการเผยแพรความสําคัญของทรัพยากรมนุษยตอสังคม โดยนําบุคคลที่ทรงคุณคา และไดรับการยอมรับนับถืออยางกวางขวางทั้งสองทานในเรื่องทรัพยากรมนุษย ทั้งดานเปนผูนําทางความคิด ผูบุกเบิก และปฏิบัติ คือ คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ศ.ดร.จีระ หงสลดารมภ มานําเสนอในรูปแบบของการสนทนา ทั้งบทสนทนา โดยตรงจากทานทั้งสอง และบทสนทนาจากผูใกลชิดและรวมปฏิบัติงาน “เรื่องวันนั้นชื่อ HR.CHAMPIONS” รูปแบบพบกันแบบ “สองแชมป” สืบเนื่องจากภูมิหลังชีวิตของพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และจีระ หงสลดารมภ ก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่สะทอนความคลายคลึง และใกลเคียงกันในบริบทชีวิต แตมีเปาหมาย เดียวกัน นั่นคือการมุงมั่นในเรื่อง “การพัฒนาคน” “โดยวัยไมมีใครตามใครทัน แตโดยประสบการณ ดร.จีระ ได พยายามที่จะเข าไปศึกษา และยึด คุณพารณฯ เปนตนแบบอยูเสมอ” “หลายสิบป ที่ศาสตราจารยดร.จี ระ หงสลดารมภ โลดแลน อยูบนเวทีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย และทําใหคนไทยไดเขาใจความหมายที่แทจริงของการพัฒนา “คน” ทานไดสรางงานที่ยิ่งใหญและยากลําบาก ใหประสบความสําเร็จมามากตอมาก นับตั้งแต กอตั้งสถาบันทรัพยากรมนุษยแหงมหาวิทยาลั ยธรรมศาสตร เมื่อป พ.ศ. 2525 การกอตั้ งมูลนิธิ ทรัพยากรมนุษย ระหว างประเทศ เมื่อป พ.ศ.2539 กระทั่งมูลนิธิ ไดเปนองคกรหลัก ที่จัดสัมมนาระดับนานาชาติ“Leadership Forum”หลายครั้งที่ผ่านมา จนประสบความสําเร็จ สูงสุดที่สามารถทําใหประเทศไทยมีมูลนิธิ อันเปนที่ยอมรับในระดับนานาชาติ”อยางที่เขาพูดกัน ชื่อนั้นสําคัญไฉน .. จีระ หงสลดารมภ ทุมเทกับการสรางสถาบันทรัพยากรมนุษยมาก “จุดออนของเขา” ในขณะนั้นคือวัยอันนอยนิด “แตจุดแข็งที่มีตลอดมา” คือ ความคิดริเริ่ มสรางสรรค และมีความกลาที่จะทํางานแหวกวงลอม เพื่อเดินไปสูเปาหมายใหสําเร็จการขาดบารมีจึงไมใช ปัญหาที่เขาตองเผชิญ ความสําเร็จอันหนึ่ง ในฐานะผูบริหารคนแรกของสถาบัน คือแนวคิดเรื่อง “ทรัพยากรมนุษยตองไดรับการยอมรับ” ความโดดเดน คือ การกระโดดเขาไปปรากฏตัวและแสดงศักยภาพในการ สัมมนาระดับนานาชาติ เปนภาพลักษณใหมของสถาบันที่ไดรับความสนใจจากสื่อมวลชนมาก และได้รับการยอมรับทั้งจากภายในประเทศและระดับนานาชาติ งานอีกดานหนึ่งที่ดร.จีระ ภูมิใจมาก คือ ไดรับเลือกใหเปนประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแหงชาติ โลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอยางทั้งการเมือง สังคมเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี คนที่ มีวิสัยทัศนยอมมีสมองที่สามารถคิดริเริ่มในสิ่ งแปลกๆ ใหมๆ ทันเหตุการณ คือ ทฤษฏีตางๆ ที่ไดเรียบเรียง คัมภีรคนพันธุแท เปนชวงที่บอกถึงแนวทางในการพัฒนาทรัพยากรมนุษยตั้งแต เรื่องปรัชญาของทรัพยากรมนุษยที่วา “คน ถือเปนสินทรัพยที่สําคัญที่สุดขององคกร” และมีทฤษฏีที่ กลาวถึงใน เรื่องชื่อ “HR.CHAMPIONS” “ทฤษฏี 3 วงกลม” ของ ดร.จีระ ซึ่งเปนสูตรสําหรับรับการเปลี่ยนแปลง หรือ Changing Management คือ วงกลมที่ 1 เรื่อง CONTEXT หรือบริบทพูดถึง เรื่อง IT วามี ความสํ าคัญ การบริ หารทรัพยากรมนุษยตองใชระบบสารสนเทศมากขึ้น และการจัดองคกรที่เหมาะสม เรียกวาเปนบริบทของการบริหารทรัพยากรมนุษย วงกลมที่ 2 เรื่อง ภาวะผูนํา นวัตกรรม การบริหารเวลา ซึ่งเรียกวาเปนทฤษฏีเพิ่มศักยภาพของคน วงกลมที่ 3 เปนหลักที่ดี คนเราจะสําเร็จในงานไดตองมองวางานทุกอยางเปนงานที่ท้าทาย ตองมีแรงบันดาลใจ ใหเกิดขึ้นจริง ทฤษฏีควรแกการเรียนรู “คุณพรอมแลวหรือยังที่จะขึ้น “เรือบิน” ลําแรกไปดวยกัน ทฤษฏี 4 L’s พารณ1. Village that Learn หมูบานแหงการเรียนรู2. School that Learn โรงเรียนแหงการเรียนรู3. Industry that Learn อุตสาหกรรมแหงการเรียนรู4. Nation that Learn ชาติแหงการเรียนรู ทฤษฏี 4 L’s จีระ1. Learning Methodolody เขาใจวิธีการเรียนรู2. Learning Environment สรางบรรยากาศในการเรียนรู3. Learning Opportunity สรางโอกาสในการเรียนรู4. Learning Community สรางชุมชนการเรียนรู ทฤษฏี 8 K’s ก็คือ Social Capital ซึ่งแปลวา ทุนทางสังคม คือทุนที่มนุษยมีความสัมพันธกัน1. Sustainable Capital ทุนแหงความยั่งยืน2. Social Capital ทุนทางสังคม3. Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม4. Happiness Capital ทุนแหงความสุข5. Digital Capital ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ IT6. Intellectual Capital ทุนทางปญญา7. Talented Capital ทุนทางความรู ทักษะ และทัศนคติ8. Human Capital ทุนมนุษย คนที่สามารถพาองคกรใหประสบความสําเร็จ จะตองทั้งเกงทั้งดี ไมใชเกงในทางไมถูก หรือ ดีอยางเดียวซึ่งก็จะไมทันคนอื่ นเขา “คุณพารณ” บอกวาจะสรางคนเกง ทั้งดีในคนๆเดียวกัน
เขาเชื่ออยางนั้น จึงมีแนวคิดว่าจะตองกําหนดออกมากu63242 .อนวา คนเกง คืออะไร คนดีคืออะไร จะได ไปทางเดียวกัน ไมเชนนั้นก็ไมทราบวาแบบไหนถึงจะเรียกวาเกง แบบไหนถึงจะเรียกวาดีมีที่มา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ประยุกต์คำสอนของศาสนามาใช้ คือต้นแบบ “เก่ง 4 ดี 4” 4 เกง ไดแก เกงงาน เกงคน เกงคิ ด และเกงเรียน 4 ดี ได แก ประพฤติดี มีน้ำใจ ใฝความรู คูคุณธรรม รวมถึงมีการประเมินโดยจะเรียกวาเปน CAPABILITY สําหรับคนเกง และAcceptability สําหรับคนดี จีระ : ถาเปน “พันธุแท” ตองทําสามเรื่อง 1. ตองทําใหสําเร็จ 2. ตองมีบารมี 3. ตองยั่งยืน ถาเรามีระบบการบริหารงานที่ดี “ผูใหญที่สูงสุดดูแลผูใหญรองลงมา ผูใหญรองลงมา ดูแลระดับหัวหนาลดหลั่นลงมาตามลําดับ อยางนี้แลว คุณไมตองหวงวา คุณจะไมมีใครดูแล“คุณพารณ” บอกวา “Action speaks louder than words” นี่ถูกตองอยาไปพูดแคนั้นนะมันไมเกิด แตจะตองลงมือทําใหเขาเห็นผลงานก็จะเกิดความศรัทธา คําวา ปรัชญาที่ “ปลายนวม” ความหมายนี้ข าพเจาชอบมาก หมายถึง ศาสตรทุกศาสตร บนผืนพิภพนี้ จะมี“ปรัชญา” เฉพาะของมันอยู เชนเดียวกับศาสตรดานทรัพยากรมนุษยองคกรจะประสบความสําเร็จในเรื่องของคนก็คือ องคกรที่ผู นํามีวิสั ยทัศนกวางไกล สามารถสื่อสารถายทอดวิสัยทัศนนั้นใหแกผูรวมงานไดสําเร็จและเปนตนแบบทั้งการเปน “คนเกง” และ “คนดี” “ความสําเร็จ HR เปนของยากแตไมใช ทําไมได องคกรจะตองมุงมั่นปจจัยที่จะไปสู ความสําเร็จมีความสลับซับซอน ซึ่งบางครั้ง เราอาจตองปรึกษาผูรูขางนอก หรือแสวงหาความคิดใหมๆ แปลกๆ ตลอดเวลา” หลายทานคงเคยไดยินวา Global Citizen คุณสมบัติ 3 ประการที่เปนเสมือนตั๋วเดินทางสําหรับคนไทยกาวสูระดับโลก ไดแก 1. ความคลองแคลวในภาษาไทย ภาษาอังกฤษ 2. เทคโนโลยี 3. คุณธรรม สิ่งที่ ศ.ดร.จีระ หงสลดารมภ และ คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยาไดนําเสนอมานี้เปนสิ่งที่ อาจารยจีระ ไดพยายามสื่อเรื่องที่ กลาวถึงบุคลากร ซึ่งหมายถึง“คน” ที่ทานทั้ งสองไดใหคํานิยามและกลาวถึง การจัดการทรัพยากรมนุษยดานนวัตกรรม และความคิดสรางสรรคนํ าไปสูมูล คาเพิ่ม “The world is changing very fast and unpredictable” (คนเปนทรัพยากรที่มีคาที่สุดขององคกร (พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา “ทรัพยากรที่สําคัญที่สุดในปจจุบันไมใชเงินสิ่งของหรือเครื่องจักรแตเปนคน” (จีระ หงสลดารมภ ) “การบริหารความเปนเลิศของคนในองคกร ไมใชแคปลูกขาว แตตองดูวาเก็บเกี่ยวไดผลหรือเปลา” Cultivation is nccessary but harvesing is more important (จีระ หงสลดารมภ) ดังนั้น การดําเนินการดานทรัพยากรบุคคลนั้นผูนําตองมีวิสัยทัศน ตองมีความมุงมั่น สามารถ “ที่จะทําอะไรสักอยางนั้น เราตองมีหัวใจใหกับสิ่งนั้น อยางเต็มที่มีศรัทธาและความเชื่อ ตอสิ่งที่เราจะทําอยางไมสั่นคลอน เพราะสิ่งเหลานี้จะเปนแรงผลักดันชั้นดีที่ทําใหเราทํางานสําเร็จได และเชื่อมั่นในคุณคาของคน ถาเห็นคนมี คุณคาต อองคกรมากอยางนั้นแลว และผูใหญในองคกรลงมาดูแลเรื่องนี้ดวยตนเอง จะสรางความสําเร็จใหกับองคกรไดมากทีเดียวสําหรับเรื่องการบริหารดานทรั พยากรมนุษยนั้น มีความสุขกับการเปน “ผูให” ตอสังคมโดยไมสนใจวาจะไดรับ “กลอง” หรือ การเชิดชูเกียรติจากใคร การทำงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ประสบความสำเร็จ ต้องมองภาพแบบ Macro ให้ครอบคลุม มีมุมมองกว้าง มองถึงการพัฒนาต่อไปในอนาคต ดังนี้ ความสำเร็จในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์1. มุ่งมั่นเอาจริงเอาจังด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยจิตวิญญาณ2. ยืนหยัดมุ่งมั่นทรัพยากรมนุษย์บนปรัชญาแห่งความยั่งยืน3. สร้างสรรค์งานให้เป็นที่ยอมรับในสังคม และผลงานมีอิทธิพลทางความคิดต่อสังคม4. มีปฏิสัมพันธ์กับต่างชาติและประสบความสำเร็จทั้งเป้าหมายและการยอมรับ มีความน่าเชื่อถือแสวงหาความรู้ตลอดเวลา5. เป็นผู้ให้ทั้งความรู้ ความรัก ความอบอุ่นแก่คนใกล้ชิด “เป็นครูผู้สร้างคน” 6. มีความสุขต่อการเป็นผู้ให้ต่อสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทน จากคำถามท่านได้อะไรจากการอ่าน HR. CHAMPIONS ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ มีการต่อยอดความรู้ โดยนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานซึ่งจากการได้เข้าเรียนกับ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ เมื่อวันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2549 ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อาจารย์ได้ให้แนวคิดนำไปสู่การปฏิบัติเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ว่าให้เจ้าหน้าที่ในสำนักงานคิดและปฏิบัติว่าในแต่ละวันมีสิ่งใดดีๆที่ควรจะมีการปฏิบัติบ้าง จากการอ่านหนังสือ HR. CHAMPIONS ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ กับ 2 พลังความคิดชีวิตและงาน โดยเฉพาะทฤษฎี 4 L’S ของคุณพารณ กับศ.ดร.จีระ ท่านทั้ง 2 เป็นสองแชมป์ และทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ที่เป็นแบบ อย่างที่ดีที่สุด โดยเฉพาะ 4 L’S ของศ.ดร. จีระ และการได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์ทำให้ผู้เรียนมีแรงบันดาลใจมากคงถึงขั้นคลั่งไคล้ กลุ่มของข้าพเจ้าได้นำแนวคิดดังกล่าวไปปรึกษาผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ท่านผู้อำนวยการชอบมาก ยินดีมาก อนุมัติให้ทำโครงการด้วยวาจาก่อนทันที
จึงเกิดเป็นโครงการในข้อที่ 2 ทันที (โครงการตู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้) ในการลงมือปฏิบัติ งาน 2 งานดังต่อไปนี้ 1. ได้ทำการประชุมเจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยและพัฒนาที่ข้าพเจ้า(นางสาวละมัย ร่มรื่น)ดูแลอยู่ในฐานะรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา และอาจารย์ที่เกี่ยวข้อง โดยให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเรื่องการพัฒนางานเบื้องต้น ทุกคนในที่ประชุมได้ให้ข้อคิดข้อเสนอแนะที่ดีมากและพร้อมที่จะลงมือปฏิบัติทันที จากการประชุมสรุปงานสถาบันวิจัยและพัฒนาออกเป็น 3 ลักษณะ1.1 งานที่ต้องปรับปรุงแก้ไข หมายถึง งานที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำแล้วมี ปัญหาไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้1.2 งานที่ต้องการพัฒนา หมายถึง งานที่ไม่มีปัญหาใดๆ เพียงแต่ปฏิบัติไปเรื่อยๆเมื่อไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้วทำให้ไม่ทันสมัย ไม่ทันเหตุการณ์ จึงควรปรับให้เข้ากับยุคโลกาภิวัตน์ 1.3 งานที่คิดขึ้นมาใหม่ หมายถึง งานที่ยังไม่เคยมีแต่ถ้ามีจะช่วยให้การทำงานของสถาบันวิจัยและพัฒนามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจากที่กล่าวมาทั้ง 3 ข้อแสดงเป็นตารางได้ดังต่อไปนี้ <table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoTableGrid" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
</tbody></table> งานทั้ง 3 ลักษณะต้องคิดและปฏิบัติทุกวัน เมื่อครบสัปดาห์จัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น 2. ความคลั่งไคล้ในตัวอาจารย์และทฤษฎี 4 L’Sที่กล่าวมาแล้วประกอบกับ ในภาคเรียนที่ 2/ 2549 ได้ทำการสอนวิชาการวิจัยเบื้องต้นทางบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ และวิชาความร่วมมือในการใช้ทรัพยากรสารนิเทศข้าพเจ้าได้เข้าสอนและพูดคุยแบบมีส่วนร่วมกับนักศึกษาได้ข้อตกลงและข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้ 2.1 มีการทำโครงการตู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยนักศึกษาและอาจารย์ที่เข้าร่วมโครงการจะมีการนำหนังสือที่ตัวเองมีอยู่มาแลกเปลี่ยนกันอ่านที่ K- PARK ของมหาวิทยาลัย ขออนุญาตกล่าวถึง K- PARK ว่าตรงนี้รับผิดชอบโดยสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศได้งบประมาณการจัดทำK- PARKมาจากงบผู้ว่า CEO สถานที่นีมีการจัดบรรยากาศอย่างสวยงาม ร่มรื่น เงียบสงบ โล่ง โปร่งสบาย มีมุมกาแฟ เครื่องดื่ม อาหารว่าง ให้บริการในราคาเป็นกันเอง ดังภาพ2.2 เมื่อนักศึกษาที่เข้าโครงการนำหนังสือมาแลกเปลี่ยนกันอ่านก่อนที่จะหยิบหนังสือไปอ่านให้มีการบันทึกลงในสมุดบันทึกยืม- คืน ดังต่อไปนี้ <table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoTableGrid" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
</tbody></table> 2.3 เมื่อทุกคนอ่านหนังสือผ่านไป 1 สัปดาห์ จะต้องมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ที่ได้รับและพูดคุยถึงการนำไปปฏิบัติจริง สำหรับนักศึกษาวิขาเอกบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์จะมีการพูดคุยและปฏิบัติโครงการที่จะมีต่อเนื่องจากโครงการตลาดความรู้ (เมื่อถึงวันที่มาแลกเปลี่ยนความรู้ขึ้นอยู่กับเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ว่าจะโยงความรู้ที่ได้รับจากการอ่านไปสู่การปฏิบัติจริงเป็นโครงการอะไรซึ่งผู้สอนจัดโครงการตลาดความรู้ และโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จัดอยู่ในรายวิชาความร่วมมือในการใช้ทรัพยากรสารนิเทศ) 2.4 มีการทำแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ กับผู้ใช้บริการ และผู้เข้าร่วมโครงการตลาดความรู้ และโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (สรุปออกมาเป็นเล่มประเมินผล
โครงการจะนำผลมาใช้ในการพัฒนาโครงการ) งานนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการวิจัยเบื้องต้นทางบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ จากแนวคิดโครงการ ดังกล่าวซึ่งเป็นแนวคิดที่กลุ่มพยามแสดงออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม ซึ่งได้ใช้หลักการคิดจาก ทฤษฎี 4 L’S ของคุณพารณ กับท่าน ศ.ดร.จีระ และพวกเราจะพยายามเป็นนักคิด นักปฏิบัติ อย่างมีหลักการเพื่อพัฒนามนุษย์ และสังคม ต่อไป 2 พลังความคิด ชีวิต และงาน จากหนังสือ2 พลังความคิด ชีวิต และงาน คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และ ศ.ดร.จีระ หงสลดารมภ ทรัพยากรมนุษยพันธุแทผูจุดประกายการพัฒนาทรัพยากรมนุษยไทย ใหกาวไกลบนเวทีโลก8 H’s ทฤษฏีบริหาร และพัฒนาทรัพยากรมนุษย โดยคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค ทฤษฏี 8 H’s พัฒนามาจากศัพท Head Hand Heart 3 ตัวนี้การจะทําอะไรใหสําเร็จตองใชความคิด มือ และความตั้งใจ ได้พัฒนาใหเปนหลัก 8 H’s1. Heritage รากฐานของชีวิต2. Head สมอง (คิดเปน คิดดี)3. Hand มืออาชีพ4. Heart จิตใจที่ดี5. Health สุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ6. Home บานและครอบครัว7. Happiness การดําเนินชีวิตอยางมีความสุข8. Harmony ความปรองดองสมานฉันท8 K’s ทฤษฏีทุนในทรัพยากรมนุษย โดยศาตราจารย ดร.จีระ หงสลดารมภ ทฤษฏี 8 K’s ทุนในทรัพยากรมมนุษย ดร.จีระ นักพัฒนาทรัพยากรมนุษยสายพันธุแท ไดกลาวไววา “ทรัพยากรมนุษยที่มีวุฒิภาวะสามารถเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพนั้น จะตองมีองคประกอบของทุนทั้งสิ้น 8 ประการ”1. Sustainable Capital ทุนแหงความยั่งยืน2. Intellectual Capital ทุนทางปญญา3. Talent Capital ทุนทางความรู ทักษะ และทัศนคติ4. Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม5. Digital Capital ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ6. Human Capital ทุนมนุษย7. Happiness Capital ทุนแหงความสุข8. Social Capital ทุนทางสังคม ที่มาของ “ทฤษฏีการเพิ่มทุนมนุษย 8 K’s”จากการประมวลสถานการณของโลก ปจจุบัน ที่จะนําไปสูการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการแขงขันของแตละประเทศโดย ศาสตราจารย ดร.จีระ หงสลดารมภ โลกปจจุบันและอนาคตจะเปนโลกแหงทุน ทุนดังกลาว คือทุนที่มีอยูในมนุษยในปจจุบันและอนาคต ความยิ่งใหญขององคการจะขึ้นอยูกับปจจัยที่มองไมเห็น คือ ทุนในทรัพยากรมนุษย องคความรู การเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมของผูบริโภคจากการบริโภคแบบมวลชน (Mass)ไปสูความตองการที่เฉพาะเจาะจง (Tailor-Made) ความตองการความคิด สรางสรรคและนวัตกรรมของลูกคา หรือ แมกระทั่งการปรับตัวขององคกรสูองคกรแหงการเรียนรู (ศ.ดร.จีระ) เมื่อสตรีผูนําในระดับปลัดกระทรวง และนักพัฒนาทรัพยากรมนุษยพันธุแท ปะทะสังสรรคกันดวย 2 ทฤษฏีทุนมนุษย “8 H’s” และ “8 K’s” ดังนี้ <table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoTableGrid" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
</tbody></table>
2 พลังความคิด ชีวิตและงานของ 2 นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย ความสอดคลองกับวิถีชีวิต และการดํารงอยูของคนไทย ในกระแสโลกาภิวัตน แตลุมลึก และสรางความยั่งยืน ใหทุนมนุษยของคนไทยไดจริง ดวยเนนการพึ่งพาตนเอง การเรียนรูอยางตอเนื่องบนรากฐานทางวัฒนธรรม และภูมิสังคมที่แข็งแกรง กรอบดวยคุณธรรมและจริยธรรมที่ เขมแข็ง เพื่อใหเกิดความพอเพียงในแต ละระดับแตพรอมที่จะพัฒนาไปในทางที่เจริญไดอยางไรขีดจํากัด สรุปถึงความเกี่ยวเนื่องของ “ทรัพยากรมนุษยพันธุแท (HR.CHAMPIONS)” และ“2 พลังความคิดชีวิตและงาน ของ 2 นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย” ศาสตราจารย ดร.จีระ หงสลดารมภ สามารถเชื่อมโยง และใชความรูความสามารถที่มี ของ ดร.จีระ สามารถพัฒนาบุคลากร องคกรใหมีประสิทธิภาพสามารถนําพาองคกรสูสังคมโลก ที่มีความเจริญกาวหนา มีชื่อเสียง โดงดังเปนที่ยอมรับและมีมาตรฐาน กาวสูระดับโลกและเปนผูจุดประกายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย โดยมีปรมาจารย คือ คุณพารณ อิศรางกูล ณ อยุธยา เปนต้น แบบที่ดี ของ ศ.ดร.จีระหงสลดารมภ โดยใชทฤษฏีตางๆ ซึ่งเปนสูตรสําหรับรับการเปลี่ยนแปลง สงเสริมการเปนผูนํา นวัตกรรม การบริหาร ซึ่งเรียกว่าทฤษฏี เพิ่มศักยภาพของคน ซึ่งเปนทฤษฏีที่ควรแก การเรียนรู มากมาย ซึ่งการใช ทฤษฏีตางๆ ของ ดร.จีระ สอดคลองกับทฤษฏี ของ คุณพารณ ที่เปนตนแบบในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย ทั้งองคกรเอกชน และหนวยงานราชการเพื่อพัฒนา “คน” ใหไดรับสิ่งที่ ดี และปรับเปลี่ยนใหทุกอยางเป็นไปอย่างกาวหนา และเปนที่ยอมรับสูสากลโลกอยางไรขีดจํากัด สวนในเรื่อง ของ “2 พลังความคิด ชีวิตและงานของ 2 นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย”ที่นําเสนอขอคิดพลังชีวิตและงานของ 2 นักพัฒนาทรัพยากรมนุษยระหวาง คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และ ศ.ดร.จีระ หงสลดารมภ ซึ่งสามารถมีโอกาสไดถายทอดแนวคิดหรือ ทฤษฏีในการพัฒนาคนของทั้ง2 ทาน เลาสูกันฟง โดยมีทฤษฏี “8 H’s” ทฤษฏีบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย โดยคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค และ“8 K’s” ทฤษฏีทุนในทรัพยากรมนุษย โดยศ.ดร.จีระ หงสลดารมภ ซึ่งองคประกอบดังกลาวในทฤษฏี ของทั้งสองทานไดสนทนากัน และมีความสอดคลองตองกันอยูถึง 7 ขอ แตมีอยู 1 ขอที่ แตกตางกัน คือ Health(การมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ) และ Digital Capital (ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอที) และทฤษฏีทั้งหมด 8 H’s และ8 K’sที่กลาวมาแลวนั้น ในเรื่องทุนมนุษยนั้น จะตองเนนการพัฒนามากกวาคอนโทรล ตองมี Speed of learning and understanding เพราะถาเราเคลื่อนตัวชาจะไมทันตอการเปลี่ยนแปลง ตองสรางความรูใหตัวเอง ดวยการพัฒนาและการเรียนรูขามศาสตร์คิดนอกกรอบ ยิ่งคิดสรางสรรคก็ยิ่งทําใหเกิดการเรียนรู และมองภาพกว้างแบบ Macro จะมองตัวเป้าหมายของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยภาพรวม แล้วจึงเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดของแต่ละส่วน จะทำให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ดำเนินงานอย่างเป็นระบบครอบคลุมต่อเนื่อง สร้างสรรค์ อย่างยั่งยืน “เมื่อคนเรามี ความมั่นใจในความรู มีปญญา และจิรยธรรมครบถวน ก็จะมีความกลาที่จะออกสังคม และมีปฏิสัมพันธที่ ดีกับคนทั่ วไปในทางสรางสรรค “คนที่มี ทุนทางสังคมดี ” เมื่อพัฒนาตัวเองไปถึงระดับหนึ่งจะสามารถบริหารเครือขายความสัมพันธทางสังคม (Network and Partnership) ใหเปนประโยชนกับงาน หรือกับสังคมสวนรวมไดดวย (ศ.ดร.จีระ หงสลดารมภ) วิธีการคือเราตอง “ให ” เขากอนที่เขาจะรองขอใหความชวยเหลือ ให คําแนะนําใหเกียรติใหการยกยอง ใหความรวมมือ และใหการสนับสนุน…หากเรามี ความจริงใจและมุงมั่นที่จะสรางงานที่ เปนประโยชนตอสวนรวม เขาก็จะดูออก และพรอมจะชวยเราดวยเหมือนกัน” “ระบบราชการเปนองคกรใหญ ตองขับเคลื่อนไปพร้อมๆกัน ลีลาและศิลปะของการทํางานตองมี อยากระเพื่อมน้ำแรงถาไมแนใจตองอยาฝน เพราะจะแพ เหมือนยืนทาทายสู้กับธรรมชาติสุดทาย ถาแพอาจไมมีโอกาสไดทําอะไรเลย” (คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค) นั่นคือคํากลาว ของ “นักพัฒนาทรัพยากรมนุษยสายพันธุแท” จากพลังการคิดของนักปราญช์ทางด้านการพัฒนาทรัพยกรมนุษย์จนได้มาเป็นทฤษฎีต่างๆ ซึ่งทุกท่านล้วนมีฐานคิดให้แก่ผู้อื่น บนพื้นฐานของการมีจิตสาธารณะ (Public Mind)แนวคิดจึงออกมาคล้ายคลึงกัน เชื่อมโยงกันไปสู่เป้าหมาย คือ การพัฒนามนุษยชาติให้สามารถอยู่ในสังคมโลกอย่างสันติสุข สมดุลกับธรรมชาติ และยั่งยืน********
เรียน ท่านอาจารย์จีระที่เคารพ
กลุ่มของพวกเราได้อ่านหนังสือทั้งสองเล่มของท่านอาจารย์แล้ว คือ หนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ (HR.CHAMPIONS)” และหนังสือ“ 2 พลังความคิดชีวิตและงาน ของ 2 นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย” ได้ตอบคำถามและยกตัวอย่างประกอบตามที่อาจารย์มอบหมายได้จำนวน 12 หน้า แต่มีข้อจำกัดของการส่งข้อมูลต้องแยกส่งที่ละ 2 หน้า และไม่สามารถส่งรูปภาพประกอบได้ ซึ่งกลุ่มของพวกเราจะทำต้นฉบับที่สมบูรณ์ส่งให้ท่านอาจารย์ในวันเสาร์ที่ 11 พ.ย. 49 อีกครั้งหนึ่ง
กราบเรียนอาจารย์ด้วยความเคารพ
นางสาวละมัย ร่มเย็น นางสาวดวงเนตร สำราญวงศ์ นางสาวอภิกนิษฐา นาเลาห์ นายวรวุฒิ อินทนนท์ นักศึกษา ป.เอก ม.อุบลฯ รป.ด.รุ่น 3
จาก HR.CHAMPIONS ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ สู่ 2 พลังความคิด ชีวิตและงาน ของท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มาเป็นประกายเพลิงอันยิ่งใหญ่ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์(นักศึกษา ม.อุบล รุ่น 3) เนื้อหาภายในหนังสือ HR.CHAMPIONS ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ เป็นเสมือนผลงานวิจัยอัตตชีวิตของนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2 ปราชญ์ผู้ที่ยิ่งใหญ่ ปราชญ์หนึ่งเป็นนักวิชาการผู้ปฏิบัติจริง ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ดร.ทางเศรษฐศาสตร์ ที่บุกเบิกการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย มีผลงานทั้งระดับประเทศและระดับสากล สั่งสมประสบการณ์กว่า 3 ทศวรรษ เป็นผู้มีบุคลิกแบบ participative management โดยมุ่งมาตรกับการสร้างอานาจักรแห่งการเรียนรู้แบบไม่ยึดติดกับแบบ (out of box) โดยอาศัยทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (Digital Capital) และทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ (Talented Capital) มาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในยุคของ Globalization อีกปราชญ์หนึ่งนั้นเป็นนักธุรกิจ คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ผู้พัฒนาองค์กรภาคธุรกิจที่มีเครือข่ายยิ่งใหญ่ในระดับภูมิภาคเอเชีย(บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย) ประสบการณ์กว่า 3 ทศวรรษและมีบุคลิกแบบ participative managementเช่นกัน เป็นนักคิดและทำอย่างจริงจังปฏิบัติสร้างเด็กและเยาวชนของชาติไทยภายใต้แนวคิด Constructionism ไปสู่ Global Citizen ผ่านกระบวนการเรียนรู้ในบรรยากาศของ Learning Organizationอีกทั้งแสดงให้เห็นรูปธรรมที่สะท้อนพลังอันยิ่งใหญ่ของคนที่ไม่หยุดนิ่งมุ่งมั่นแสวงความรู้อยู่ตลอดกาล ผลงานท่านจึงเป็นผลสำเร็จที่สังคมต่างยอมรับ เราได้ตระหนักว่าคุณค่าของทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดขององค์กร เมื่อองค์กรมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าแล้ว องค์กรก็จะรุดหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะมีอุปสรรคลำบากแสนเข็ญเพียงใดก็ตาม เราได้พบทฤษฏี 4 L’s อันเป็นทฤษฏีที่กลั่นจากองค์ความรู้แลประสบการณ์ กว่า 30 ปี ของ ศ.ดร.จีระ ในการทำงานด้านทรัพยากรมนุษย์ ทฤษฏี 4 L’s ทำให้ทราบว่าการสร้างความรู้เพื่อให้เกิดคุณค่าของทรัพยากรมนุษย์นั้น ใช่แค่การมาป้อนเนื้อหา วิชาความรู้แก่เขา แต่ต้องสร้างกระบวนการให้เขารู้วิธีแสวงหาความรู้ มีความตระหนักกระหายต่อการแสวงหาความรู้อย่างมิรู้อิ่ม ดังนั้น 4L’s จึงเป็นทฤษฎีเครื่องมือที่สำคัญมาก เพื่อช่วยให้การเรียนรู้ประสบผลสำเร็จ เป็นการเรียนรู้อย่างยั่งยืนภายใต้ชุมชนการเรียนรู้ (Learning Community) ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎี 2 R’s 2 พลังความคิด ชีวิตและงาน เป็นการต่อยอดที่สมบูรณ์ของทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ เพราะเป็นการผนวกองค์ความรู้ในส่วนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐโดยผ่านมุมมองชีวิตของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ สตรีผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดแห่งชีวิตราชการ วิวาทะปะทะกันทางปัญญา 8 K’s และ 8 H’s จาก 2 พลังความคิด คือคุณลักษณะทรัพยากรมนุษย์ที่พึงประสงค์ในยุคโลกาภิวัฒน์ ทฤษฎี 8 K’s ให้ความสำคัญทุนมนุษย์ (Human Capital) มาเป็นอันดับแรก ทฤษฎี 8 H’s ให้ความสำคัญกับ “H” Heritage มาเป็นอันดับแรกทฤษฎีทั้งสองให้ลำดับคุณค่าของคนมากที่สุด สถาบันครอบครัวจึงเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดของสังคมมนุษย์ต่อจุดเริ่มต้นของ “Good Learner” ไปสู่ “Global Citizen”การพลาดจากหนังสือ 2 เล่มนี้คือโอกาสแห่งชีวิตที่สูญเสียไปอย่างประเมินค่ามิได้ จาก HR.CHAMPIONS ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ สู่ 2 พลังความคิด ชีวิต และงาน ของท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ จึงเป็นเสมือนประกายเพลิงอันยิ่งใหญ่ที่มาเจิดจรัสแสงกล้าในหัวใจของเรานักศึกษา ม.อุบล รุ่น 3 ที่จะพัฒนาตนเป็นทรัพยากรมนุษย์อันมีค่าต่อชุมชนท้องถิ่น และประเทศชาติ The best of Leadership แสดงหมดเปลือกแล้วใน 2 เล่มนี้ผู้สนใจลองค้นหาดูครับกลุ่มงานนายประดิษฐ์ ตันวัฒนะพงษ์พ.ต.อ.พนมพร อิทธิประเสริฐนายจิรชัย พรหมพรนายวิโรจน์ เซมรัมย์นายพิทักษ์ สายสมาน <p> </p>
เจริญพร ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
เรื่อง ส่งงานกลุ่ม
งานของ ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์1. อ่านหนังสือเรื่อง “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้” แล้ว ได้อะไร ?2. อ่านหนังสือเรื่อง “2 พลังความคิดชีวิตและงาน 2 ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ฯ” แล้ว มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับหนังสือเรื่อง “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้” อ่านหนังสือเรื่อง “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้” แล้ว สามารถสรุปได้ดังนี้ คือ 1. ทางชีวิตสองแชมป์ เป็นเรื่องประวัติของแต่ละบุคคล โดยอิงอาศัยความรู้ประสบการณ์การทำงาน โดยเป็นการกล่าวถึงประวัติการทำงานของแต่ละท่านโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ความสามารถเพื่อพัฒนาองค์กรหรือสถาบันนั้น ๆ ให้มีความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งในด้านของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของคนทั้ง 2 ซึ่งจะมีความแตกต่างกันคือ 1.1 คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา พัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยอาศัยหน่วยงานของท่านที่ทำงานโดยเป็นหน่วยงานเอกชน 1.2 ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยอาศัยหน่วยงานของท่านที่ทำงานโดยเป็นหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานของรัฐ กว่าจะดำเนินการได้ลำบากยากเย็นแสนสาหัส 2. พารณ ฯ : “ช้างใหญ่” ธงชัยปูน เป็นแนวปฏิบัติในอดีตที่คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ได้ยึดถือปฏิบัติ และบางสิ่งบางอย่างที่บุคลากรภายในบริษัทยังนำมาปรับใช้ เช่น เรื่อง คนเก่ง – คนดี (เก่ง 4 ดี 4) - เก่ง 4 ได้แก่ เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด และเก่งเรียน - ดี 4 ได้แก่ ประพฤติดี มีน้ำใจ ใฝ่ความรู้ และคู่คุณธรรม 3. จิระ : จารึกไว้บนรายทาง เป็นเรื่องที่ผู้เขียน (ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์) นำประสบการณ์การทำงานร่วมกับบุคคลต่าง ๆ ซึ่งมีข้อมูลต่าง ๆ มากมายและนำมาปรับใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยมุ่งเน้นที่การบริหารแบบมีส่วนร่วมและมีความโปร่งใสพร้อมกับพยายามเผยแพร่เรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้บุคคลทั่วไปได้รับทราบด้วย 4. ปรัชญาที่ “ปลายนวม” เบื้องต้นเปรียบเทียบกับต่างประเทศซึ่งบ่งบอกถึงศักยภาพของคนไทยโดยเป็นเรื่องที่กล่าวถึงอดีตนั้นจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมาก ไม่ค่อยเห็นความสำคัญในการพัฒนาคน ซึ่งในเรื่องนี้ต่อไปทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้มากเพื่อจะได้เป็นแรงงานสนับสนุนให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ 5. ความเชื่อ....ศรัทธา และหลักการ เป็นความเชื่อในหลักการที่ว่า “คน” ถือเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดขององค์กร ต้องพยายามพัฒนาบุคลากรอย่างจริงจังโดยมีแนวทางพัฒนาที่กำหนดโดยผู้บริหาร 6. บันไดแห่งความเป็นเลิศ เป็นการแนะแนวทางเพื่อเป็นสิ่งปฏิบัติในการนำไปพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (จีระ หงส์ลดารมภ์) 6.1 ลองทำอะไรที่เริ่มจากความคิดดี ลงมือทำ ทำให้สำเร็จ (สู่ผลสำเร็จ) 6.2 จัดความสำคัญของงาน งานไหนที่มีความสำคัญต้องทำก่อน 6.3 สร้างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม 7. ให้ความรักถึงจะภักดี เป็นการแนะนำผู้บริหารให้คำนึงถึงความภักดีของลูกน้องโดยอาศัยระบบการดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่ต้นมีผลตอบแทนและสวัสดิการที่ดี มีการปกครองที่เป็นธรรม ให้ความรักและความสำคัญกับลูกน้อง ให้มีส่วนร่วมในการบริหาร และทำงานร่วมกันเป็นทีม 8. มหัศจรรย์แรงจูงใจ เป็นการแสดงความคิดเห็นว่า ระบบการจ่ายผลตอบแทนหรือกลยุทธ์ค่าจ้าง มิได้เป็นแรงจูงใจที่สำคัญและแรงจูงใจที่สำคัญคือ 8.1 สร้างคนให้มีความสามารถในการเรียนรู้ได้มากขึ้น 8.2 การประเมินคุณภาพตามความสามารถมีการเปลี่ยนแปลง เช่น วัดเชิงปริมาณแล้วยังต้องวัด เชิงคุณภาพของคนได้ด้วย 9. สานสร้าง Global Citizen เป็นการนนำความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา มีการจัดทำเป็นรูปแบบด้านการศึกษาคือสร้างโรงเรียน ฯ สำหรับไว้ถ่ายทอดความรู้ต่าง ๆ และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่ผู้เรียนที่อยู่ตามชนบทรอบนอก 10. ปลายทางสู่ชัยชนะ เป็นการจุดประกายหรือแนวคิดของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ที่พยายามทำให้นานาประเทศรู้จักระบบอุตสาหกรรมไทยโดยการว่าจ้างนักวิจัยจากต่างประเทศมาทำเรื่องวิจัยอุตสาหกรรมไทยและเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดเรื่องการเพิ่มผลผลิตและสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง 11. บทบันทึก “พารณ – จีระ” เป็นเรื่องราวของบุคคลทั้งสองคนที่มีแนวคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา มุ่งไปทางการสร้างคนตามแนวคิดแบบ “Constructionism” ส่วนคุณจีระ หงส์ลดารมภ์ มุ่งมาตรกับการสร้างอาณาจักรแห่งการเรียนรู้ขึ้นอย่างไม่ยึดติดรูปแบบ 12. ส่งท้าย... คนพันธุ์แท้ โดยคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และคุณจีระ หงส์ลดารมภ์ ซึ่งบุคคลทั้งสองนี้ต่างก็มีอายุแตกต่างกันแต่มีจุดมุ่งหมายปลายทางเดียวกันคือ การมุ่งมั่นในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ 13. จีระพบ... GURU เป็นการพบปะกับกูรู (Guru) เก่ง ๆ ในโลก ซึ่งในการพบปะนี้เป็นการสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเมื่อได้ความคิดใหม่ ๆ ก็พยายามนำมาปรับใช้และพยายามถ่ายทอดให้สังคมไทยได้รับทราบโดยอาศัยทฤษฎี 2 R’s คือ 13.1 Reality ค้นพบแนวความคิดจากการศึกษาและวิเคราะห์จากความเป็นจริงที่เกิดขึ้น 13.2 Relevance เกี่ยวข้องสัมพันธ์ตรงประเด็นกับสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัว อ่านหนังสือเรื่อง “2 พลังความคิดชีวิตและงาน 2 ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ฯ” แล้ว มีความเกี่ยวข้องกับหนังสือเรื่อง “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้” ดังนี้ คือ เกี่ยวข้องอย่างนี้ คือ เป็นเรื่องของการนำแนวคิดและนำไปใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สามารถทำงานภายในองค์กรนั้นให้บังเกิดความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความแตกต่างก็คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของหนังสือเล่มเล็กนั้น เป็นผู้หญิงที่สามารถนำแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ ไปพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่อยู่ภายในหน่วยงานราชการ ส่วนหนังสือเล่มใหญ่เป็นผู้ชายทั้งหมด แต่ทั้งหมดนี้ถึงแตกต่างกันในเรื่องของเพศ แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ พยายามพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ ความสามารถ อยู่เสมอ โดยเนื้อหาสาระของหนังสือทั้ง 2 เล่มนั้น เป็นเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ของแต่ละท่านนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนาองค์กรที่ท่านอยู่และปฏิบัติหน้าที่นั้นให้มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้น และกลุ่มเห็นว่าควรนำหลักธรรมของแต่ศาสนาเข้าไปประยุกต์ใช้ด้วย เช่น หากเป็นหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาควรใช้ หลักอริยสัจ 4 คือความจริงอันประเสริฐ สำหรับวินิจฉัยแก้ไขปัญหา และหลักทศพิธราชธรรม 10 คือ ธรรมสำหรับนักปกครองหรือนักบริหาร สำหรับใช้ในการบริหารงานภายในองค์กรแต่ละแห่ง อริยสัจ 4 กระบวนการแก้ปัญหา โดยใช้อริยสัจ 4 เป็นปัจจัยในการแก้ไขปัญหา <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">LISTING ALTERNATIVE COURSES OF ACTION</p></div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div> การกำหนดทางเลือกเพื่อแก้ไขปัญหา </div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div>PROBLAM INDENTIFICATION</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div>DATA ANALYSIS-CAUSES (GREED/ ANGER/ IGNORANCE)</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div>ทุกข์</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div>สมุทัย</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div><h2 style="margin: 0cm 0cm 0pt">DATA COLLECTION</h2></div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div class="shape" style="padding-right: 7.2pt; padding-left: 7.2pt; padding-bottom: 3.6pt; padding-top: 3.6pt">นิโรธ</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div class="shape" style="padding-right: 7.2pt; padding-left: 7.2pt; padding-bottom: 3.6pt; padding-top: 3.6pt">OBJETTIVE DETERMINATION</div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div class="shape" style="padding-right: 7.2pt; padding-left: 7.2pt; padding-bottom: 3.6pt; padding-top: 3.6pt">มรรค</div></td></tr></tbody></table> <p> </p> <p> </p> ทศพิธราชธรรม 10 ธรรมราชา หรือ “ทศพิธราชธรรม” ซึ่งนักผู้ปกครองและนักบริหารควรคำนึงและยึดถือเป็นหลักของการปกครองมี 10 ประการ คือ 1. ทาน การบำเพ็ญตนให้เป็นผู้ให้ โดยมุ่งปกครองหรือทำงานเพื่อให้ประชาชนหรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับประโยชน์สุด เพื่อให้ประชาชน หรือผู้ใต้บังคับบัญชาซาบซึ้งว่าตนได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพระราชา ผู้ปกครอง 2. ศีล การรักษากาย วาจา ให้เป็นปกติ โดยผู้ปกครอง ต้องรักษาเกียรติอันดีงานของตน เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนมีความเคารพว่าเจ้านายของเราเป็นผู้มีศีลมีคุณธรรม 3. บริจาค การบำเพ็ญตนเป็นผู้เสียสละ สละความสุขของตนเพื่อที่จะดูแลความสุขของประชาชนได้ 4. อาชชวะ การมีความซื่อสัตย์ ซื่อตรง มีพฤติกรรมที่จริงใจต่อประชาชน เพื่อให้เกิดความเชื่อถือไว้วางใจ 5. มัททวะ การแสดงกิริยาที่อ่อนโยน อ่อนน้อม ไม่เย่อหยิ่งถือตัว เพื่อให้ประชาชนได้รับความเมตตาใกล้ชิด 6. ตบะ การมีจิตใจที่เข้มแข็งสมกับเป็นนักปกครองผู้นำ รู้จักระงับยับยั้งความลุ่มหลงในกิเลส หรืออำนาจตน 7. อักโกธะ ความไม่โกรธไม่เกรี้ยวกราดต่อผู้อื่น ไม่ลุแก่อำนาจโทสะ เพื่อมิให้ประชาชนเกิดความขยาดกลัว 8. อวิหิงสา การไม่เบียดเบียนข่มเหงรังแกผู้ใต้ปกครองไม่เป็นธรรม ทำให้ผู้ใต้ปกครองมอบความรักให้ 9. ขันติ อดทนต่อความยากลำบากทั้งปวง ทั้งหน้าที่การทำหน้าที่ การถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งคำสรรเสริญและนินทา เพราะผู้นำไม่มีความอดทน ก็ไม่สามารถทำให้ผู้ใต้ปกครองเชื่อมั่นว่า การทำหน้าที่จะมีผลสำเร็จด้วยดีได้ 10. อวิโรธนะ การประพฤติตนไม่ให้ผิดทำนองคลองธรรม หรือหลักการที่เป็นธรรมทางสังคม เพื่อให้เป็นธรรมเนียมที่ถูกต้องและดีงาม ของสังคมทุกระดับ ที่ได้เห็นว่าผู้ปกครองตนนั้นถือเอาคุณธรรมเป็นที่ตั้งแห่งใจเสมอ การยึดถือสถาบันกษัตริย์ซึ่งมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เป็นจักรพรรดิแห่งธรรมนั้นพระองค์ทรงเป็นยอดนักบริหาร ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาและพระองค์ยังทรงเป็นกษัตริย์ทศพิธราชธรรม ซึ่งประชาชนชาวไทยและผู้บริหารควรยึดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สังคมไทยเกิดการพัฒนาทั้งในด้านการเมือง และเศรษฐกิจด้วย กลุ่มนี้ประกอบไปด้วย 1. พระณรงค์ คำซาว 2. นายวรเดช บุญอินทร์ 3. นางสาววิชชุดา วงศ์พาณิชย์ 4. นายสุรศักดิ์ จันทา <p> </p>
เช้านี้มาเข้า blog ของ ม.อุบล,3 ที่ท่าน ศ.ดร.จีระ กรุณาจัดทำขึ้น เป็นหนึ่งในกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้นักศึกษาของอาจารย์ท่าน ผมจึงได้มาสัมผัส IT. เห็นว่าเป็นInnovation หนึ่งของการจัดการเรียนรู้ ทำให้ผมได้รับรู้ข้อคิดเห็นของเพื่อนๆร่วมห้องในประเด็นที่น่าสนใจ และเห็นความเป็นเอกฉันท์ ในการยอมรับวิธีการเรียนรู้ที่อาจารย์มอบให้ว่าดียิ่งนัก ในฐานะผมเป็นนักการศึกษา จึงอยากให้บุคคลอื่นๆ ได้ทราบกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบรูปธรรม ที่ท่านนำมาใช้ให้ชาว ป.เอก ม.อุบล,3 เพื่อเป็นต้นแบบ กระบวนการพัฒนาปัญญา <p> </p>
กระบวนการพัฒนาปัญญา ที่ ศ.ดร.จีระ นำไปใช้ที่ ม.อุบล
ความพร้อมของอาจารย์ - อาจารย์มีการเตรียมการที่ดี มีองค์ความรู้ มีประสบการณ์ และใช้ เทคโนโลยี มีผู้ช่วยที่มีทักษะปฏิบัติสูง ขึ้นจอได้ทุกเรื่องสอดคล้อง กับการอภิปราย วิธีการเรียนรู้แบบสร้างปัญญา 1.อาจารย์นำเสนอเนื้อหาอย่างเป็นรูปธรรม ประสานการกระตุ้น สร้างแรงจูงใจใฝ่รู้ และการสร้างจิตสำนึกที่ดีงาม2. การสร้างบรรยากาศ การเรียนรู้ สนุก นักศึกษามีส่วนร่วม เปิดเวที ปะทะทางปัญญา มีการใช้เทคโนโลยีประกอบ การบรรยายจะ ประสานกับจอภาพที่เร้ากระตุ้นสมองตลอดเวลา บางช่วงก็เป็น ภาพเคลื่อนไหว VCD ที่น่าสนใจเหมาะกับเนื้อหา3. การมีจังหวะก้าวที่เหมาะสม ในแต่ละรูปแบบที่นำมาใช้ เช่น บรรยาย ถาม-ตอบ การดู VCD การอภิปรายกลุ่ม การนำเสนอโดย การสรุปประเด็น ที่มีระยะเวลา ลีลา แสนกลมกลืน4. การสร้างโอกาสในการเรียนรู้ อาจารย์จะเปิดโอกาสให้ นศ.มีส่วน ร่วมในการแสดงความคิดเห็น และยังกระตุ้นเป็นรายบุคคลให้ร่วม คิด การเรียนเนื้อหา + แลกเปลี่ยน + กระบวนการคิด = ปัญญา5. การสร้างกระบวนการทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการมอบงาน การอ่าน และให้ไปศึกษาแลกเปลี่ยนเป็นกลุ่ม เป็นการตอกย้ำให้ เกิดองค์ความรู้และพัฒนาทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง 6. จากกระบวนการ นศ. เกิดปัญญา รู้วิธีแสวงหาความรู้ และมีจิตใจ ใฝ่รู้ ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เป็นต้นธารของสังคมแห่ง การเรียนรู้7. ทฤษฏีสู่การปฏิบัติ การปฏิบัติที่รับใช้สังคม ท่านอาจารย์มอบงาน ให้ นศ.จัดทำโครงการสู่ชุมชนนำเสนอเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง ให้ อบต. ฟัง ไปช่วยชาวบ้าน ชุมชนให้เข้าใจเรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นับเป็นการนำเอาความรู้ของนักศึกษา ปริญญาเอกที่เรียนมาไปช่วยเหลือรากแก้วของสังคมไทย จิรชัย พรหมพล สรุป
เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พย นี้ การจัดการเรียนรู้ HR. ที่ ม.อุบลราชธานี โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ พวกเรา ป.เอก รุ่น 3 ต่างได้รับรู้ถึงการเป็น HR.พันธ์แท้ ของท่านอาจารย์ จากบทความ “นิตยสาร Time : ยกย่องกษัตริย์ไทย” ที่ท่านให้อ่านและวิเคราะห์ บทความนั้นได้เชื่อมโยงความเป็นอัจฉริยะภาพของในหลวง ต่อการเป็นรากฐานที่มั่นคงเกื้อหนุนในการแก้ไขวิกฤติให้แก่ระบบต่างในสังคมไทย รวมถึงระบอบประชาธิปไตยไทย และท่านเข้าสู่จุดยืนของท่านคือ HR.ด้วยการให้ตระหนักว่าการพัฒนาที่สมบูรณ์ยั่งยืนแก่ระบบต่างๆในสังคม ก็ด้วยคุณค่าของคน ของประชาชน (HR.ที่มีคุณธรรม + ความรู้ + ปัญญา หรือคน 8 kนั้นเอง)Innovation เป็นอีกเรื่องที่ท่านได้นำเสนอจาก VCD การสนทนาของท่าน ดร.จีระ กับ คุณศุภชัย หล่อโลหะการ ความแหลมคมของการเป็นวิทยากรแบบนักวิชาการระดับอินเตอร์ของ ดร.จีระ ทำให้พวกเราได้รับข้อมูลจากการสนทนาที่เป็นระบบองค์ความรู้ ผู้ดู ผู้ฟัง “ป่อง” “ปิ๊ง” “โป๊ะเซะ” ในเรื่องInnovation ที่เป็นลักษณะของ องค์ความรู้ + ความคิดสร้างสรรค์ + การกระทำให้สำเร็จ + คุณค่าได้ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจแลสังคม
สรุป HR.กับการพัฒนาภาคอีสาน อีสานมีประชากรร่วม 25 ล้านคน กว่า 1 ใน 3 ของประชากรไทย มีสถานะเศรษฐกิจที่ยากจน เสมือน Bottom of the Pyramid การพัฒนาโดยนำทรัพยากรต่างๆภายนอกไปให้ เช่นขนสรรพกำลังภาครัฐไปวิเคราะห์ปัญหาแล้วทุ่มงบลงช่วยเหลือแก้ไข แบบอาจสามารถโมเดล ย่อมเป็นการแก้ไขปัญญหาแบบฉาบฉวยไม่ยั่งยืน คนคือทรัพยากรที่สำคัญสูงสุดในองค์กร คุณค่าของคนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การจะพลิกฐานปิรามิดกลับเป็นยอด หรือการพลิกฟ้าคว้ำดินให้อีสานพัฒนา ก็ต้องพัฒนาสังคมอีสานให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ คนอีสานมีคุณค่ามีปัญญา HR. ของ ดร.จีระ คือแนวคิดที่จะนำสู่การพลิกปิรามิด พลิกฟ้าคว้ำดินอย่างแท้จริง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในช่วงนี้ พวกเราต่างมิได้หยุดพัก ด้วยท่าน ดร.จีระ ได้สร้างจิตสำนึกให้แก่เรา “ปริญญาเอกที่เรียนมาต้องนำไปช่วยเหลือรากแก้วของสังคมไทย” พวกเราต่างวิ่งประสานดำเนินการโครงการสู่ชุมชนนำเสนอเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้ อบต. ชาวบ้าน ชุมชนให้เข้าใจ โครงการนี้จะเริ่ม ณ ตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ในวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลานี้ แม้แต่ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชธานี ประธาน ป.เอกรุ่น 3 ท่านประดิษฐ์ ตันวัฒนะพงษ์ และรองผู้การ พตอ.พนม อิทธิประเสริฐ รวมทั้งคุณพิทักษ์ สายสมาน ก็ได้ลงสำรวจพื้นที่ ประสานงานมวลชนในพื้นที่ด้วยตนเอง จนตัวดำเกือบจำไม่ได้ ส่วนผมจิรชัย พรหมพล และคุณวิโรจน์ เซมรัมย์ ก็ประสานผู้นำมวลชน ทั้งภาครัฐและเอกชน ติดต่อประสานงานวัสดุอุปกรณ์ กันอย่างมิได้พัก อีเมลส์กลุ่มก็เป็นศูนย์ประสานงานให้แต่ละท่านเตรียมงานในส่วนของตนอย่างเต็มที่ พวกเราถูก ดร.จีระ จุดประกายเพลิงในหัวใจจนบ้าคลั่งแล้ว …. แต่ก็เต็มใจยิ่ง โดยกลุ่มอุบลราชธานี นายประดิษฐ์ ตันวัฒนะพงษ์ พตอ.พนม อิทธิประเสริฐ นายพิทักษ์ สายสมาน นายจิรชัย พรหมพล และนายวิโรจน์ เซมรัมย์ </p>
จาก = นิตยสาร Time : ยกย่องกษัตริย์ไทย จากบทความดังกล่าวได้กล่าวถึงพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่น ทรงให้การช่วยเหลือประชาชน ด้วยความเพียรและเสียสละเพื่อประชาชนอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นต้น พร้อมกับกล่าวถึงการเมืองของสหรัฐอเมริกาโดยอ้างถึงการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งของประชาชนโดยอาศัยข่าวสารในการตัดสินใจที่ทำเช่นนี้ได้เพราะพื้นฐานประชาชนของเขามีการศึกษาในระดับดี เป็นประชาธิปไตย จึงสามารถเปลี่ยนความนิยมได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างกับประชาชนไทย ยังคิดไม่เป็น เพราะไปเน้นวัตถุนิยมอย่างมาก ประเด็นนี้อาจเป็นเพราะพื้นฐานประชาชนของประเทศไทยมีการศึกษายังไม่ดีพอ ตามบทความนี้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีความพยายามสื่อให้เห็นว่า ต่อไปทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วน ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้มีความรู้ ความสามารถ หากทำสิ่งนี้ได้แล้วจะทำให้การตัดสินใจของประชาชนอยู่ในพื้นฐานที่ดีมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถใช้ดุลพินิจของตนเองในการตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ตนเองต้องการในการดูสื่อการสนทนา จากการดูสื่อระหว่างคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา กับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ สนทนากัน ทำให้ได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับการมุ่งเน้นของคุณพารณ ฯ ที่ต้องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้อยู่คู่กับองค์กรมากที่สุด ซึ่งมีบางประเด็นในช่วงของการสนทนาที่น่าสนใจเช่น - คนที่ได้ผ่านการพัฒนาและมีความรู้ความสามารถยิ่งอยู่นานยิ่งมีคุณค่า - ในอดีตนายจ้างหรือบริษัทต่าง ๆ จะมองเฉพาะคนภายในองค์กรของตน แต่ต่อไปต้องคิดใหม่ โดยต้องมองภายในองค์กร และ ภายนอกองค์กร หมายความว่า 1. การมองภายในองค์การ = การพัฒนาคนภายในองค์กร คือ ฝึกอบรมเฉพาะคนภายในองค์กร โดยไม่สนใจบุคคลภายนอก 2. การมองภายนอกองค์กร = ต้องเอาใจใส่บุคคลภายนอกองค์กร คือ การบริการก่อนและหลังที่มีการจำหน่วยสินค้าให้แก่ลูกค้า ต้องให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ส่วนการดูสื่อของรายการสู่ศตวรรษใหม่ เกี่ยวกับเรื่องของคำว่านวัตกรรม ในช่วงสนทนา ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และคุณศุภชัย ฯ ผู้ร่วมรายการ มีบางประเด็นทำให้ได้ทราบเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของทั้ง 2 ท่านมีดังนี้ คือ 1. ศ.ดร.จีระ ฯ ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะรับผิดชอบพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกภาคส่วน มิได้เจาะจงองค์กรใดองค์กรหนึ่ง จึงเปรียบเหมือน ศ.ดร.จีระ เป็นต้นน้ำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นตนน้ำที่ดีและเป็นน้ำที่บริสุทธิ์ 2. คุณศุภชัย ฯ ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะรับผิดชอบพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เฉพาะในภาคธุรกิจเท่านั้น คือมุ่งเน้นในด้านธุรกิจเป็นสำคัญ จึงเปรียบเหมือน คุณศุภชัย ฯ เป็นปลายน้ำ และทำให้ทราบถึงการที่จะนำนวัตกรรมไปใช้กับหน่วยงานหรือสังคมนั้นได้ ต้องรู้พื้นฐานของหน่วยงานหรือสังคมนั้นเป็นอย่างดีเสียก่อน
จากการที่ได้เรียนกับท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2549 ที่ผ่านมาทำให้ได้วิธีการค้นพบองค์ความรู้ต่างๆ มากมาย ที่ประทับใจมากเริ่มจากความมีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างแท้จริงนอกเหนือจากความเป็น HR พันธุ์แท้ของท่านอาจารย์จีระ วันนั้นท่านรอนักศึกษาที่กำลังเดินทางมาเรียนซึ่งบางคนก็เดินทางมาจากที่ไกลๆ และให้เพื่อนโทรตามจนครบแล้วจึงค่อยเริ่มกระบวนการเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน รู้สึกประทับใจมากๆ และจากการได้อ่านบทความจาก “นิตยสาร Time : ยกย่องกษัตริย์ไทย” บทความนั้นเชื่อมโยงพระปรีชาสามารถต่างๆของในหลวงไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาตามพระราชดำริต่างๆ ตลอดจนการแก้ปัญหาวิกฤติทางการเมืองที่สำคัญของไทยตั้งแต่ ช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2549 ช่วงพฤษภาทมิฬ 2535 และช่วงปฏิรูปการปกครองในปีนี้ ต่อจากนั้นท่านได้โยงไปถึงสังคมการเมืองในระดับโลก คือการเลือกตั้งที่สหรัฐอเมริกาที่ท่านพยามยามแสดงให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งของประชาชนชาวอเมริกัน สามารถตัดสินใจในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยตนเองตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่เหมือนกับประเทศไทยเราที่ต้องเร่งสร้างองค์ความรู้ ความมีเหตุมีผลให้ประชาชนโดยเน้นที่การศึกษาเป็นหลัก ท่านให้เน้นที่ ทฤษฎี 2 R’s คือ 1. Reality มองสภาพจากความเป็นจริง และสภาพพื้นฐานการศึกษาไทย
2. Relevance เจาะประเด็นที่จะแก้ให้ตรงกับความต้องการ และนำสิ่งที่เราพูดนำไปสู่ Execution ควรจะทำให้สำเร็จ จากนั้นท่านอาจารย์ได้มอบหมายให้คุณปิง(อาจารย์ผู้ช่วย) ได้นำเสนอ VCD การ สนทนาของท่านพารณ กับ ดร.จีระ ทำให้ได้แนวคิดในการมุ่งที่คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา การบริหารด้วยคุณธรรม การเห็นมนุษย์ทุกคนเป็นสิ่งที่มีคุณค่า สนับสนุนการพัฒนาตามกำลังสามารถ ให้ความเป็นกันเองดูแลเขาตั้งแต่เข้าทำงานจนเกษียณ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้บุคคลรักองค์กรและมีความภักดีทุมเทการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และท่านยังให้ความสำคัญกับบุคคลทั้งภายในและภายนอกองค์กรเพื่อเป็นการขยายเครือข่ายเชื่อมโยงต่อกัน ตามทฤษฎี Social Capital – Networking ของท่าน ดร.จีระ และจากการได้ชมสารคดีการสนทนาระหว่างคุณศุภชัย กับ ดร.จีระ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ HR+INNOVATION ทำให้ได้เข้าใจว่านวัตกรรมหมายความรวมถึงแนวคิด การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆที่จะต้องผ่านการปฏิบัติและทำให้เกิดประโยชน์ต่อบุคคลหรือสังคม ดังนี้ องค์ความรู้ + ความคิดสร้างสรรค์ + การกระทำให้สำเร็จ + คุณค่าได้ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจแลสังคม เข้ากับหลักการทฤษฎี 5 K ใหม่ คือ· Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม· Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์· Knowledge Capital ทุนทางความรู้· Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม· Emotional Capitalทุนทางอารมณ์ ส่วนแนวคิดในการพัฒนาภาคอีสาน เป็นที่ซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งที่ท่าน ดร.จีระ เป็นห่วง สนใจ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอีสานเป็นอย่างยิ่ง (สงสัยว่าภพก่อนท่านอาจจะเกิดเป็นพญาของเมืองอีสานมาก่อน) โดยสรุปท่านให้แนวคิดในการพัฒนาอีสาน 4 เรื่องที่ควรมาร้อยเรียงกัน คือ· เกษตร· วัฒนธรรม· องค์ความรู้· นำไปสู่ความยั่งยืนและการสร้างมูลค่าเพิ่ม ตอนท้ายชั่วโมงท่านให้ นศ.ป.เอก พูดคุยกันเพื่อเตรียมการลงพื้นที่ตามโครงการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศาลาวัดคูสว่าง อบต.หนองกินเพล อ.วารินชำราบ ซึ่งจะเป็นการนำความรู้ตั้งแต่ที่เริ่มเรียนลงสู่ชุมชนตามหลักการ ทฤษฏี 4 L’s คือ· L ที่ 1คือ Learning Methodology วิธีการเรียนรู้แบบใหม่เน้นการวิเคราะห์แลกเปลี่ยนความคิดเห็น workshop การทำ assignment โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ Multimedia · L ที่ 2 คือ Learning Environment การสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ คือการสร้างให้ห้องเรียนมีบรรยากาศของการแสวงหาความรู้ร่วมกัน โดยจะจัดห้องเรียนแบบ U-Shape เพื่อกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา สนุก สนใจ และมีส่วนร่วม บรรยากาศในการเรียนต้องทำให้ผู้เรียนมีโอกาสได้สัมผัสกับธรรมชาติ ผ่อนคลายจากความเครียด มีมุมหนังสือดี ๆ มีมุมอินเตอร์เน็ตในการรับ – ส่ง e-mail และการ Search หาข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ โดยที่จะเน้นปรัชญาการศึกษาแบบ Coaching, Facilitator, และ Mentoring บรรยากาศของการหาความรู้ที่ดีนั้นจะทำไปสู่ Creativity ทั้งนี้บรรยากาศการเรียนรู้จะต้องเน้นมาตรฐานในระดับสากล (International Benchmark) · L ที่ 3 คือ Learning Opportunity การสร้างโอกาสในการเรียนรู้ เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน รวมทั้งโอกาสในการได้เรียนรู้และร่วมหารือกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และมีชื่อเสียงในระดับประเทศ ซึ่งจะสามารถสร้างให้เกิดโอกาสในการร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่กันและกัน · L ที่ 4 คือ Learning Communities การสร้างชุมชนในการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นโดยใช้ห้องเรียนเป็นจุดเริ่มต้น และขยายผลต่อไปในวงกว้าง ชุมชนโดยทั่วไปเป็นชุมชนแบบ Physical Community เมื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ขึ้นจะเกิดชุมชนแบบ Digital สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลาทางอินเทอร์เน็ต อีเมล์ การโทรศัพท์สื่อสารกัน วิธีการเรียน เน้นการเรียนเป็นทีม การทำ Workshop การทำการบ้าน (Assignment) และการร่วมวิเคราะห์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง และขอขอบคุณกลุ่มเพื่อนนักศึกษา ป.เอก ชาวอุบลฯทุกท่าน เป็นอย่างยิ่งที่ได้ประสานงาน เตรียมการในการลงพื้นที่อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะคนที่ถูกท่าน ดร.จีระ จุดประกายเพลิงในหัวใจจนบ้าคลั่ง … กลุ่ม… สกล-นครพนม-ราชสีมา…//นายวรวุฒิ อินทนนท์ // นางสาวอภิกนิษฐา นาเลาห์ // นางสาวละมัย ร่มเย็น // นางสาวดวงเนตร สำราญวงศ์ // นักศึกษา ร.ป.ด.รุ่น 3 ม.อุบลฯ
Chapter 2 Products and Services for the BOP จากงานที่ท่านอาจารย์มอบหมายให้อ่านหนังสือ The Fortune at The Bottom of The Pyramid ซึ่งประพันธ์โดยนักเขียนชาวอินเดีย และกลุ่มของกระผมได้อ่าน Chapter 2 Products and Services for the BOP (ผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับ BOP) สามารถสรุปได้ว่า ผลลัพธ์ที่เหมาะสมของผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับ BOP ดูได้จากการเชื่อมโยงเป็นชั้นๆของรูปกรวยในเรื่อง เทคโนโลยี ราคา ความยั่งยืน และไม่สามารถเริ่มต้นจัดการกับการที่ไม่มีพื้นฐาน(Zero Base)โดยใช้นวัตกรรมด้านการตลาด BOPได้ ผู้จัดการที่มีความต้องการใช้ปรัชญาใหม่กับการตลาด BOP ซึ่งปรัชญาใหม่ ได้แก่ ปรัชญานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และการบริการส่งถึงที่หมาย พร้อมทั้งปรัชญาเกี่ยวกับหลักการ 12 ข้อ ซึ่งประกอบด้วยปรัชญาของนวัตกรรม แต่ก็เป็นปรัชญาส่วนน้อยของนวัตกรรมที่เกี่ยวกับการทำความเข้าใจและการประยุกต์ใช้ นอกจากนั้นยังมีนักธุรกิจที่ชอบความท้าทายทั้งหลายได้กล่าวว่าพวกเขามักพบกับความตื่นเต้นเสมอในการตั้งข้อสันนิษฐานที่เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด นอกจากนี้ยังมีแนวคิดจากผู้จัดการในการทำโครงการใหญ่ๆ ว่า เพื่อให้เกิดความชัดเจน จะมีการตรวจสอบซ้ำ จากข้อสันนิษฐาน เช่น ตรวจซ้ำทางความคิด การทดสอบซ้ำทั้งด้านรูปแบบ โครงสร้าง ช่องทางของทุน และการแพร่กระจายทุน เป็นต้น การตลาด BOP สามารถช่วยและเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆได้ แต่ก็มีสิ่งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญเข้มข้นที่สุดสำหรับผู้จัดการ ได้แก่ เรื่องโครงสร้างของทุนซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานที่สำคัญใน MNcs โดยเฉพาะข้อที่สำคัญที่สุดของ MNcs สามารถเรียนรู้จากผลกำไรตอบแทนที่รวดเร็วในตลาดBOP ช่วยให้การเป็นเจ้าของกิจการดีขึ้น ตั้งแต่การจัดการกระบวนการข้างใน และพื้นฐานทั้งหมด สามารถตรวจสอบ MNcs จากผลกำไรสูงสุดที่ทำไว้ใน BOP สุดท้ายนี้ขอกล่าวถึง หลักการ 12 ข้อ twelve principles of innovation for bottom of pyramid markets (p 25-27) ดังที่เกริ่นนำไว้แล้วข้างต้น หลักการ12ข้อของนวัตกรรมสำหรับด้านล่างของตลาดพีระมิดมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. จุดสำคัญของรายละเอียดราคาของผลิตภัณฑ์ และ การบริการ รายละเอียดของด้านล่างของตลาดพีระมิดนั่นไม่ใช่แค่เกี่ยวกับราคาของผลิตภัณฑ์ที่ต่ำกว่า แต่เกี่ยวกับการสร้างสมรรถนะราคาใหม่ กระโดดจากปริมาณราคาในรายละเอียดของราคา และความต้องการของส่วนล่างของตลาดพีระมิด 2. นวัตกรรมที่ต้องการ รวมกับปัญหาทางออกของผู้บริโภค ด้านล่างของตลาดพีระมิด ไม่สามารถแก้ได้กับหลักด้านเทคโนโลยีเดิมๆ ได้ การแก้ปัญหา การตั้งราคา ประกอบกับการเพิ่มความต้องการความก้าวหน้า และการพัฒนาของเทคโนโลยี ซึ่งความคิดสร้างสรรค์กับ โครงสร้างพื้นฐานสำหรับองค์กรที่มีวิวัฒนาการรวดเร็ว 3. เป็นด้านล่างของตลาดพีระมิดใหญ่ การแก้ปัญหาซึ่งถูกพัฒนา คือหลักเกณฑ์ และสามารถขนส่งข้ามประเทศ วัฒนธรรม และ ภาษา อย่างไรก็ตาม คนเอาการแก้ปัญหาจากส่วนทางใต้ของอินเดีย ผ่านไปทางเหนือจากบราซิล หรือ จีน ทางออกก็คือต้องได้รับการออกแบบเหมาะสมสบายๆ ทำให้เหมาะสมในตลาดส่วนล่างของพีระมิด ที่นี่คล้ายการพิจารณากุญแจสำหรับการได้รับรูปแบบหลักเกณฑ์ 4.ตลาดที่พัฒนา เป็นตัวอย่างความสิ้นเปลือง สำหรับทรัพยากร ถ้าผู้บริโภค ตลาดส่วนล่าง ที่เริ่มต้นการใช้ บรรจุภัณฑ์ มากขึ้นต่อกลุ่ม เท่าเทียมกับสหรัฐอเมริกา ทางการพิมพ์ หรือ ผู้บริโภคญี่ปุ่น โลกไม่สามารถทนรับระดับนวัตกรรมนั้น ที่ใช้นวัตกรรมทั้งหมด จุดรวมของทรัพยากร การกำจัด ลด และ การนำมาใช้ใหม่ การลดลงของทรัพยากรอย่างรวดเร็ว คือ หลักการวิกฤตใน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น ผงซักฟอก หรือไอศกรีม 5. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต้องเริ่มต้นจาก การเข้าใจที่ลึกซึ่งของ เจ้าของบริษัท หรือ เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่แค่ รูปแบบ จุดคุ้มทุนที่เปลี่ยนแปลง สู่ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาสำหรับลูกค้าที่ร่ำรวย ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น พื้นฐานผู้บริโภค ของตลาดล่าง โครงสร้างพื้นฐานสำหรับองค์การต้องมีชีวิต และเรียกร้องในการทำงาน การคิดถึง เรื่องเสื้อผ้าใหม่ แตกต่างจาก การซักล้างเสื้อผ้า ในเงื่อนไขที่ถูกควบคุม ของเครื่องจักรที่ล้าง ซึ่งปรับตัวเองถึงระดับของความสกปรก และสำหรับกลุ่มของผ้าสี และ เสื้อผ้าสีขาว 6. นวัตกรรม แก้วิกฤตเหมือน ตลาดล่างเป็นนวัตกรรม ในการพัฒนาตลาด ระบบการขนส่ง กำลังเสริม ในทางทหารสำหรับการเข้าถึงผู้บริโภค เป็นได้ การขายเพื่อพวกเขา และ การบริการด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่มีการพัฒนาที่ดี ในด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับองค์การ สามารถเชื่อถือได้ และมีส่วนเป็นรองในการแลกเปลี่ยนอาจจะต้องทำเฉพาะ ตลาดล่างของผลิตภัณฑ์ ที่เจาะจงของตลาด การปรากฏตัวของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับองค์การ การขนส่งกำลังในทางทหาร ไม่สามารถ รวบรวมอำนาจ นวัตกรรมต้องมีจุดรวม โครงสร้างพื้นฐานสำหรับองค์การการขนส่งกำลังเสริมในทางทหารเท่านั้น รวมถึงการกระทำซึ่งไวต่อความรู้สึก เพื่อเป็นเงื่อนไขของผู้บริโภค เหตุผลที่ได้ชัยชนะ และการจัดการศึกษา พวกเขายังสามารถสร้างอำนาจที่แข็งแกร่ง 7. โต๊ะงานของการตลาดส่วนล่าง ระมัดระวัง มากคือ ความยากจน ในการออกแบบ ของผลิตภัณฑ์ และ การบริการ ต้องพิจารณาระดับความชำนาญ โครงสร้างพื้นฐานสำหรับองค์การที่ยากจน และความลำบากของการเข้าถึงสำหรับการบริการในพื้นที่ระยะไกล 8. การศึกษาของลูกค้า บนการใช้ผลิตภัณฑ์ คือกุญแจไข นวัตกรรม อยู่ในการจัดการศึกษา กลุ่มวิจัย สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ สามารถท้าทาย ส่งเสริมให้น่าสนใจ ส่วนมากใน ตลาดล่าง ยังอาศัยอยู่ในพื้นที่ “สื่อมืด” หมายความว่า ที่พวกเขาไม่ได้เข้าถึงวิทยุ หรือ ทีวี เป็นกลยุทธ์ดั้งเดิมเพื่อการโฆษณา การศึกษาดั้งเดิม และกลยุทธ์มีความคิดสร้างสรรค์เดิม เช่น การนำวีดีโอขึ้นรถบรรทุก และการผลิตที่มีราคาต่ำของผลิตภัณฑ์ เพื่อแสดงในหมู่บ้าน นี่คือสิ่งที่ต้องถูกพัฒนา ทั้งนี้ท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านรายละเอียดได้จากหนังสือ The Fortune at The Bottom of The Pyramid ของ C.K. Prahalao นักศึกษา ร.ป.ด.รุ่น 3 ม.อุบลฯ //นายวรวุฒิ อินทนนท์//นางสาวอภิกนิษฐา นาเลาห์ //นางสาวละมัย ร่มเย็น//นางสาวดวงเนตร สำราญวงศ์
Chapter 3 BOP : A Global Opportunity จากบทความตามบทที่ 3 นี้สรุปได้ว่า ตลาด BOP markets ได้ดึงดูดบริษัทมากมาย(รวมถึง MNCs ) เพื่อเปลี่ยนระบบภายใน และกระบวนการ การพัฒนาจะได้รับประโยชน์จากการเจริญเติบโตของธุรกิจนั้น และเกี่ยวข้องกับสังคม และ NGOs และองค์กรชมรมต่างๆในสิทธิขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. สร้างความสามัคคี โอกาศต่างๆ การลงทุนเวลา และพลังงาน และจัด BOP narkets มากมาย ให้ดึงดูดใจอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 2. นวัตกรรม(Innovations)จำนวนมากมายสามารถนำมาใช้ใน BOP markers เป็นการสร้างโอกาสทั่วโลกของนวัตกรรม 3. นวัตกรรม(Innovations)จำนวนหนึ่งจากผู้ค้นพบ BOP markersจะค้นพบโปรแกรมในการพัฒนาผู้ค้นพบนั้น 4 บทเรียนจากผู้ทำ BOP markersในทางปฏิบัติการจัดการกับอิทธิพลของบริษัททั่วโลก คุณประโยชน์ของการปฏิบัติที่ BOP ได้ดำเนินการ มี BOP markets จำนวนหนึ่งในจำนวนมาก พื้นฐานประชากรเป็นตัววัดตัวหนึ่งของขนาดโอกาส BOP markets เช่น จีน ประเทศอินเดีย ประเทศอินโดนีเซีย Brazil เม็กซิโก รัสเซีย แอฟริกาทิศใต้ และประเทศไนจีเรีย มีความเป็นไปได้ที่ BOP markets เกิดขึ้นมายมาก ถ้าอุตสาหกรรม หรือบริษัทค้นพบ “จุดสำคัญ” ที่ส่งผลให้ธุรกิจที่เหมาะสมที่จำลอง และการรวมเข้าด้วยกันที่เหมาะสมของผลิตภัณฑ์ และการบริการตลาดเหล่านี้สามารถมีการเจริญเติบโตอย่างมาก คิดว่าโอกาสการเจริญเติบโตในจีน วันนี้จีนคือผู้ผลิตเหล็ก ที่สำคัญที่สุดของโลก การเจริญเติบโตของเครื่องมือ การสร้าง และตลาด ได้สร้างความต้องการ สำหรับเหล็กของจีนถูกคะเนที่ 220 ล้านตันเปรียบเทียบโดย 110 ล้านตันในญี่ปุ่น และ 90 ล้านตันในสหรัฐ จีนได้ติดตั้งพื้นฐานของ 250 ล้านลอยเหนือโทรศัพท์เซลล์อีกด้วย นั่นคือมากมายกว่ากว่าติดตั้งพื้นฐานของสหรัฐ จีนมีตลาดมากที่สุดสำหรับโทรทัศน์ การเจริญเติบโตในจีนมีมาก เช่นเดียวกับ ประเทศอินเดียอยู่ที่ขั้นล่าสุด ในการเจริญเติบโตในความหลากหลายของธุรกิจ BOP markets สามารถพับตารางเวลาที่ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และความคิดที่จะกระจายในระบบ เป็นส่วนสนับสนุนอย่งมากของการเปลี่ยนแปลง และไม่มีกฎการเจริญเติบโตในตลาด รวมถึงเส้นรอบวงของ BOP markets มีสิ่งเชื่อมต่ออยู่ทุกหนทุกแห่ง ในกระบวนการ ธนาคาร Grameen ที่ถูกเล็งทั้งหมด ลูกค้า BOP เฉลี่ยให้ยืมมีขนาดเพิ่มขึ้น นั่นคือตัวแปรของ Grameen ความคิดเห็นรอบๆโลก รวมถึงในสหรัฐ ปฏิวัติ microfinance มีการปรึกษากันทั่วโลก ความสำเร็จของฟุต Jaipur คือการส่งออกให้ความหลากหลายของประเทศ กับ ความต้องการอันดับแรกรวมทั้งสิ้น คือ ลูกค้า BOP markets มีใน 19 ประเทศ วิธีทำเราเชื่อมต่อพื้นที่ระยะไกลให้ระบบการควบคุมเวลาเพื่อแผ่ขยาย ติดตามการใช้อุปกรณ์ที่มีให้บนตำแหน่งของโทรศัพท์ ซึ่งระบบจำเป็นต้องมีอุปกรณ์การติดต่อระยะไกลจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับจุดศูนย์กลางเพื่อผู้วางแผน และ นโยบายการตลาด(policymakers)เช่น ระบบ พัฒนาจากแบบดั้งเดิม Peru กำลังค้นพบความสำเร็จในสหรัฐ ระบบ สร้างโดยแบบดั้งเดิมโดย Voxiva คืออาศัยสามหลักฐาน 1. ระบบ แข็งแรง จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์นั่นคือโทรศัพท์ หรือโทรศัพท์ไร้สาย หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนมากเป็นโทรศัพท์ใช้อย่างกว้างขวางเป็นอุปกรณ์สำหรับการคมนาคม 2. ประชากรที่อยู่ห่างไกลไม่สามารถอ่าน หรือสามารถอ่านและเขียนหนังสือได้ปานกลางระบบจะพิจารณา โอกาสและประสบการณ์ต่างกัน คุณภาพของการพิจารณาจำเป็นต้องระดับโลก 3. ระบบจำเป็นต้องเชื่อถือได้ การปรับตัวในความต้องการ BOP markets ได้รับการเอาใจใส่อย่างมีจิตสำนึก BOP สำหรับการคำนวณทั่วโลกนั้น มีประสิทธิภาพมากเช่นเดียวกับประเทศจีน Taiwan ประเทศไทย Philippines และประเทศ มีสิ่งที่สัมพันธ์แตกต่างสำหรับ สเกล เวลาของการลงทุน ความเข้มข้นของการลงทุน และโดยรับการอนุญาตจากตลาด และการพัฒนาอย่างมาก ราคาจำเป็นต้องถูกนำมาพิจารณาในการเจริญเติบโตเชื้อเพลิงของตลาด ธนาคาร ICICI จัดการ ด้วย 16 ผู้จัดการ กระเป๋าเอกสาร 200,000 ของลูกค้า BOP markets มีเครือข่ายทั้งหมดของการจัดการประกอบด้วยลำดับชั้น มี 16 ผู้จัดการ(ลูกจ้าง) จากด้าน ICICI ผู้จัดการโครงงานแต่ละอันคุมงาน เขารู้เขาสามารถบริหารบริษัทได้ ถึงแม้ว่าทรัพยากรถูกจำกัดกับ ธนาคารไม่สามารถทำการตัดสินใจข้างเดียว ต้องมีความสมดุลของอำนาจ การเรียนรู้ของความสัมพันธ์ MNCs ของการทำงาน BOP markets เรียนรู้เพื่ออยู่ กับความหลากหลายอย่างกว้างของความสัมพันธ์ กับสถาบันจำนวนมาก เป็นต้นว่า ในกรณีที่เรียนรู้มาก ที่เรื่องสาธารณะ นโยบายการตลาด(policymakers) และเรื่องสุขภาพ NGOs เล็งภายในชมรม และในกรณีเกิดความขัดแย้ง ในทางปฏิบัติด้านอุตสาหกรรม HLL จะต้องเรียนรู้เพื่อสู้ กับระเบียบวาระการประชุมของที่ต่างๆ รวมถึง และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในโหมดเกี่ยวกับการร่วมมือ กับรัฐบาลสถานะ และNGOs กับธนาคารโลก สิ่งซึ่งต้องการที่จะใช้โปรแกรมเงินทุนบางส่วนของการศึกษา และการแจก ต้องมีการประเมินค่าของผลลัพธ์ บริษัทจะต้องเรียนรู้เพื่อสู้ด้วยการมีสิทธิก่อน สเกลเวลา วงจรการตัดสินใจ และเทคนิคภาพเหมือนจริงที่สาเหตุมาจากปัญหา ธรรมชาติ และประสิทธิภาพของการแก้ปัญหา ปฏิกิริยาของกลุ่มต่างๆ มีความหลากหลายจากการเปิดความเป็นปรปักษ์กับ MNC ถึงความร่วมมือ MNCs เรียนรู้วิธีเปลี่ยนรูปทางความคิดของฐานะประชากรที่ดี และสิ่งที่เป็นภาระหน้าที่เกี่ยวกับสังคมเข้าไปในธุรกิจแกนของค่าที่ส่งให้บนพื้นฐานธุรกิจวันแล้ววันเล่า องค์กรเซคเตอร์เกี่ยวกับสังคมเรียนรู้วิธีสเกล เกี่ยวกับขอบเขตกิจการที่เกี่ยวกับสังคม เข้าไปในธุรกิจทารกจำลอง ที่ใช้สำหรับตลาด BOP markets แสดง 80 เปอร์เซ็นของมนุษย์ ตามความเหมาะสมที่หวังว่าคนจำนวน 4 พันล้านคนแสวงหาการปรับปรุงคุณภาพชีวิต จะสร้างสิ่งหนึ่งของตลาดการเจริญเติบโตที่สั่นสะเทือนที่เราจะได้เลยเห็น เซคเตอร์ส่วนตัวเกี่ยวข้องกับการพัฒนา สามารถชนะผู้บริโภค BOP markets ทั้งสอง และเซคเตอร์ส่วนตัว เราทั้งหมดสามารถเรียนรู้ การไหลเวียนของแนวความคิด ความรู้ และสิ่งใหม่คือถนนสองทางจาก ประเทศพัฒนาที่พัฒนารวมทั้งกลับหลัง MNCs สามารถช่วยตลาด BOP markets ที่จะพัฒนา เขายังสามารถเรียนรู้จาก BOP markets ในบทที่ถัดไป เรากล่าวถึงวิธีของบริษัทมากมายสามารถสร้างส่วนของเส้นรอบวงของระบบเศรษฐกิจ และกฎหมายเป็นบริษัทเกี่ยวกับ ระบบเศรษฐกิจ คือ สิ่งที่จำเป็นสำหรับตลาดที่พัฒนา BOP markets ทั้งนี้ท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านรายละเอียดได้จากหนังสือ The Fortune at The Bottom of The Pyramid ของ C.K. Prahalao กลุ่ม… สกล-นครพนม-ราชสีมา…//นายวรวุฒิ อินทนนท์ // นางสาวอภิกนิษฐา นาเลาห์ // นางสาวละมัย ร่มเย็น // นางสาวดวงเนตร สำราญวงศ์ // นักศึกษา ร.ป.ด.รุ่น 3 ม.อุบลฯ