วงกลมกัลยาณมิตรที่โรงเรียนทอสี (๒)

"ถ้าครูมีโอกาสได้เห็นตัวเอง จากการสะท้อนของเพื่อนครู ครูจะพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้น มากขึ้น และเร็วขึ้น การเปิดชั้นเรียนทำให้ความรู้ไหลเวียนได้เร็วขึ้น ได้ความรู้ผ่านการพูดคุย แลกเปลี่ยน ตั้งคำถาม ทำให้ความรู้และการปฏิบัติแม่นยำขึ้น เป็นพลังที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของ LS และ KM" --- ครูเล็ก / "ครูเปลี่ยนจากบทบาทที่คอยบอกมาเป็นผู้ตั้งคำถาม เพราะเชื่อว่านักเรียนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ปัจจัยนี้สำคัญมาก ถ้าครูไม่เปลี่ยนจะเป็นเรื่องยากมาที่เด็กจะได้ทักษะต่างๆ" -- ครูจิ๋ว

กิจกรรมต่อมา เป็นช่วงเวลาแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อีกบรรยากาศหนึ่ง นั่นคือ การนำเอาเรื่องราวดีๆที่ได้ลงมือทำมาแบ่งปันเล่าสู่กันฟัง เริ่มจากการนำเสนอ “การเปิดชั้นเรียนในแนวดิ่งและแนวนอนของโรงเรียนเพลินพัฒนา โดย ครูเล็ก - ณัฐทิพย์ ซึ่งเป็นหลักสูตรการพัฒนา Trainer หรือครูของครู นั่นเอง

ในการเปิดชั้นเรียนของ Trainer จะทำการเปิดการเรียนรู้ทั้ง ๒ แนว ต่างจากการเปิดชั้นเรียนทั่วไปที่จะทำเฉพาะแนวดิ่ง ไม่ได้ขยายผลไปสู่แนวนอน

แนว ๑ แนวดิ่ง -- ครูปาด (รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ) ฝึกครูเล็ก (หัวหน้าช่วงชั้น) ผู้เปิดชั้นเรียน

แนว ๒ แนวนอน --ครูเล็กฝึกให้ครูท่านอื่นที่สอนในระดับชั้นเดียวกัน

การทำ Lesson Study นี้ ช่วยให้ครูไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะระบบ Lesson Study เอื้อให้เพื่อนครูช่วยกันคิด ช่วยกันสะท้อนผล ต่างจากการทำงานแบบเก่าที่ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ กระบวนการนี้จึงถือเป็นกระบวนการหลักในการพัฒนาครูของโรงเรียนโรงเรียนเพลินพัฒนาซึ่งได้เปิดชั้นเรียนไปแล้ว ๒๒ ห้อง


กระบวนการเปิดชั้นเรียน และการไหลเวียนของความรู้ปฏิบัติ

  • ครูปาดเป็นผู้กำกับดูแลการฝึก และการเรียนรู้ร่วมกันของครู
  • ในการเปิดชั้นเรียนแต่ละครั้งจะต้องทำตารางเวลา และขออาสาสมัครครูแกนนำก่อน เพื่อที่จะฝึกให้ครูแกนนำเป็นโค้ช เพื่อที่จะโค้ชให้คนอื่นได้
  • การเปิดชั้นเรียนเกิดขึ้นตลอดปีการศึกษา ภาคเรียนประมาณ ๒ ห้อง ห้องละประมาณ ๓-๔ ครั้ง ครั้งละ ๒ คาบ หรือ ๙๐ นาทีติดต่อกัน
  • การ KM ช่วยให้งาน Lesson Study ทำให้ไปได้เร็วขึ้น กว้างขึ้น มีร่องรอยของการรวบรวมองค์ความรู้ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะความรู้ฝังลึกที่บอกใครไม่ได้ สื่อสารไม่ได้ แต่เมื่อมีพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความรู้ที่เริ่มเกิดขึ้นข้างในตัวเราก็จะเกิดการไหลเวียน และการยกระดับความรู้ได้
  • ทุกๆ สัปดาห์มีวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ปฏิบัติของครูแต่ละคน ด้วยการให้ครูเอาความรู้มาแลกเปลี่ยนกันผ่านการเล่าเรื่อง และการถอดความรู้เก็บไว้เป็น Knowledge Assets
  • -ทุกรอบครึ่งปีจะมีจัดนิทรรศการ KM ให้ครูได้มาเรียนรู้ร่วมกัน


เปรียบเทียบการพัฒนาครูในแนวดิ่งและแนวนอน :

เป้าหมาย

ดิ่ง - พัฒนาแผนการสอนแบบต่อเนื่อง / ครู และเพื่อนครูได้พัฒนาตัวเอง

ดิ่ง + นอน - พัฒนาครูเก่าและครูใหม่ในเวลาเดียวกัน / ได้แผนการสอนที่เหมาะสม


การเข้าร่วมชั้นเรียน

  • ดิ่ง - ครูมีโอกาสในการเข้าชั้นเรียนน้อย เข้าดูได้ห้องเรียนเดียว
  • ดิ่ง + นอน - ครูมีทางเลือกในการเข้าไปเรียนรู้ได้มากขึ้น เข้าดูได้หลายห้องเรียน


ขั้นตอนการเปิดชั้นเรียน

ครูผู้นำเลือกหน่วยวิชา --> เลือกระดับชั้นและชั้นเรียน --> เลือกครูเก่าที่เปิดชั้นเรียนและครูใหม่ที่ต้องการการโค้ช --> สร้างตารางเวลา --> ทำการ Orientation ทุกคนที่เกี่ยวข้อง (ต้องเข้าใจภาพใหญ่ concept ใหญ่ที่อยากให้เด็กได้คืออะไร เขามีหน้าที่อะไรบ้าง และ Zoom in เข้าไปในเนื้อหารายวิชานั้น แล้วแลกเปลี่ยนกัน ว่า ทำไมจึงต้องเรียนรู้หัวเรื่องนี้ และทำไมผู้เรียนจึงต้องมีสมรรถนะในเรื่องเหล่านี้ --> เปิดชั้นเรียน


สิ่งที่ควรทำก่อนเปิดชั้นเรียน

๑.ศึกษาโครงสร้างแผนทั้งหมด ทั้งรายปี รายภาค (หลักสูตร)

๒.ศึกษาตัวประมวลความรู้ เชื่อมโยงไปสู่สื่อ (แผนการเรียนรู้)

๓.เห็นความสัมพันธ์ของแผนรายปี รายภาคและประมวลความรู้

เนื่องจากกระบวนการเปิดชั้นเรียนเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงหลักสูตร และแผนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน สามารถสร้างการเรียนรู้ได้มากขึ้น


สิ่งที่ได้รับ

๑.เป็นการพัฒนาครูของครูให้เป็นโค้ช และพัฒนาครูให้มีทักษะในการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

๒.เป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ได้มากขึ้น เป็นเจ้าของความรู้ได้มากขึ้น และสร้างการเรียนรู้เองได้มากขึ้น


ครูเล็กกล่าวสรุปปิดท้ายว่า "ถ้าครูมีโอกาสได้เห็นตัวเอง จากการสะท้อนของเพื่อนครู ครูจะพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้น มากขึ้น และเร็วขึ้น การเปิดชั้นเรียนทำให้ความรู้ไหลเวียนได้เร็วขึ้น ได้ความรู้ผ่านการพูดคุย แลกเปลี่ยน ตั้งคำถาม ทำให้ความรู้และการปฏิบัติแม่นยำขึ้น เป็นพลังที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของ LS และ KM"




จากนั้นเป็นการนำเสนอ ในหัวข้อ “ศิลปะเปลี่ยนชีวิต สอนอย่างไรให้เด็กรักในศิลปะ” โดย ครูมด – ประทีป และ ครูแพง - สุขยา โรงเรียนปัญญาประทีป ซึ่งเริ่มต้นด้วยคลิปวิดีโอ เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตนเองจากการจัดการเรียนการสอนวิชาศิลปะ


ครูแจ๊ด - พัชนา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กล่าวถึงผลที่เกิดขึ้นว่า “นักเรียนมีทัศนคติที่ดีขึ้นต่อการทำงานศิลปะ เพราะครูเมตตาต่อเด็ก เข้าใจความแตกต่างของเด็ก และเห็นว่าทุกคนสามารถพัฒนาได้ ชี้ให้เด็กเห็นคุณค่า จึงเกิดการเคารพตนเองและความสามารถของเพื่อน ปกติเด็กจะกลัวการตัดสินจากคนอื่น แต่ที่นี่เด็กจะอยากทำงานศิลปะ ส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่ในวิชาอื่นๆ ด้วย เขากล้าที่จะถ่ายทอดออกมา เพราะเขารู้ว่าคุณครูไม่ตัดสินหรือเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ ที่เก่งในห้อง เขาจึงกล้าที่จะทำมากขึ้น”


๑. วิธีการสอนของครู

  • เน้นการปฏิบัติงานให้เข้าใจวิธีการ
  • ครูคอยดูแลอย่างใกล้ชิดให้เขาทำงานเป็น
  • ให้สำรวจความรู้สึก จิตใจตนเอง ทั้งก่อนทำ ขณะทำ หลังทำ
  • ครูชวนคิด และทบทวน ถามคำถามเพื่อหาวิธีแก้ไขความรู้สึกที่ไม่ดีขณะทำงาน นักเรียนก็จะเข้าใจตนเอง ทุกข์น้อยลง
  • การให้ครูในโรงเรียนมาทำงานศิลปะเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียน


๒. ทำอย่างไรให้เด็กชอบ

  • เด็กได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็จะเกิดฉันทะ และปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น โดยเข้ามาปรึกษาจากครู


ครูปาด - ศีลวัต

คนเราจะเห็นธาตุแท้กันตอนเหนื่อย ผิดหวัง เจ็บ ฉะนั้นจะขัดเกลากันได้ตอนนี้แหละ งานศิลปะมันออกมาจากส่วนลึกของตัวเรา ถ้าให้เด็กมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้สึกทางศิลปะมันจะดีมาก จะเต็มไปด้วยวิธีมากมาย การแสดงความรู้สึกต่องาน ต่อคนสร้างงาน ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในวิชาศิลปะ และวิชาภาษาด้วย


ครูใหม่ - วิมลศรี

ก่อนอื่นครูต้องเข้าใจก่อนว่า ศิลปะคือภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำ ฉะนั้นการดต้ตอบ และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นแทนที่จะทำงานชิ้นเดี่ยวๆ ครูควรให้เขาสื่อสารงานศิลปะออกมาจากตัวเอง และถ่ายทอดความเข้าใจที่มีสู่ผู้อื่นด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการสุนทรียภาพและความงาม ศิลปะจะเข้าถึงเขาได้ง่าย เพราะเขาซึมซับความงามได้ง่าย ถ้าให้เขาสื่อสารกับธรรมชาติและนำเสนอเป็นผลงานศิลปะออกมา แล้วใช้งานศิลปะเป็นการบันทึกชีวิตโดยไม่ต้องมีภาษาเขียนเลย เมื่อเวลาผ่านไปอีกช่วงหนึ่งหนึ่ง เช่น หนึ่งปีผ่านไป ลองให้เขากลับไปโต้ตอบกับงานชิ้นเดิม หรือ สร้างสรรค์งานชิ้นใหม่ต่อจากความคิดเดิม ในการนำเสนออาจทำโดยการจัดแสดงพร้อมคำชื่นชมทั้งของตนเอง และคนอื่น จะนำไปสู่วิธีคิดแบบวงกลมกัลยาณมิตรที่ทางปัญญาประทีปทำอยู่แล้ว เพื่อให้พวกเขาได้พลังใจ และเพื่อนได้เติมเต็มจากสิ่งที่เพื่อนได้นำเสนอ


ครูปาด - ศีลวัต

ถ้าจะทำวิชาศิลปะให้สมบูรณ์ น่าจะให้ทำทุกๆระดับชั้นและไม่มีกำแพง ให้เขาได้ทำทุกคน ถ้าเราสังเกตดีๆจะเห็นความถนัดที่แตกต่างของเด็ก


ครูอุ๊ - อัจฉรา

การให้เด็กศึกษางานจากคนอื่น เด็กจะเกิดการยอมรับงานหรือความคิดที่หลากหลาย เกิดความคิดต่อยอด อยากพัฒนาผลงานตัวเอง

เมื่อการสนทนาเกี่ยวกับวิชาศิลปะจบลง ครูบุ๋ม - จุฑารัตน์ ครูวิชาศึกษาเอกเทศ โครงการ “โตก่อนโต” เตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ชั้น ม.๓ ก็เริ่มต้นแนะนำโครงการนี้ว่า ...

เป้าหมายของโครงการคือ ให้เด็กค้นหาศักยภาพ ความสนใจและสิ่งอยากเป็นในอนาคตและรู้จักวางเป้าหมายและอยู่กับปัจจุบัน ดีกว่าชอบทุกอย่างแต่ไม่เคยได้ลองทำสักอย่างเลย หลักสำคัญคือ ไม่ได้ต้องการให้รู้อาชีพในอนาคตตอนนี้ แต่รู้ว่าขณะนี้เราทำอะไรอยู่ เพราะอะไร วางเป้าหมายในอนาคตและสร้างเหตุในปัจจุบัน อาจไม่เป็นตามที่เลือกไว้ก็ให้เรียนรู้

จากนั้นครูบุ๋มได้เปิดคลิป รวบรวมบรรยากาศการฝึกงานในสนามจริง กับคนต้นแบบที่เขาอยากเป็นจริงๆ มาให้ทุกคนชมกัน ทั้งระหว่างและหลังเปิดวิดีโอนั้น รอยยิ้ม เสียงหัวเราะและแววตาที่เบิกกว้างของทุกคนที่รับชมก็เผยออกมาให้เห็นและชื่นใจกันอย่างไม่ขาดสาย


กระบวนการสอนของครู

  • ให้เด็กๆไปเรียนรู้กับคนต้องแบบ ที่เขาอยากจะเป็น
  • นักเรียนวางแผนการทำงานทั้งเทอม แล้วนำเสนอแผนให้ครูประจำวิชาช่วยดู
  • ปฏิบัติตามแผนโดยมีครูที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำรายบุคคล
  • เตรียมชุดคำถาม ให้เขาถามตัวเอง ทบทวนตัวเองขณะและหลังจากไปฝึกงาน
  • บันทึกความก้าวหน้าของงานอย่างสม่ำเสมอ

คุณครูหลายๆ ท่านที่ได้ฟัง แสดงความชื่นชอบโครงการนี้ และอยากลองนำกลับไปทำในโรงเรียนของแต่ละคนด้วย

การแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ต่อมาคือ “วิชาตื่นรู้” กับการบูรณาการพระพุทธศาสนาเข้ากับชีวิตประจำวันของโรงเรียนปัญญาประทีป โดยครูเบิร์ด - สุทธิลักษณ์ ซึ่งวิชานี้เกิดจากดำริของพระอาจารย์ชยสาโร เข้ามาบูรณาการกับวิชาต่างๆ ไม่เฉพาะเรียนในชั้นเรียนแต่เป็นการรู้จักตัวเองได้ทุกที่

ครูเบิร์ดได้นำเสนอคลิปวีดีโอนักเรียนที่มาเล่าสะท้อนความรู้สึกจากการเรียนวิชานี้ ทำให้ได้รับรู้ข้อมูลจากตัวผู้เรียนโดยตรงและไม่ได้ผ่านการตีความของคุณครูมาก่อน ซึ่งทำให้เห็นวิธีคิด ทัศนคติที่เด็กมีต่อรายวิชาที่เรียนโดยไม่มีการเตรียมล่วงหน้า

กระบวนการสอนที่ใช้

  • เรียนกับธรรมชาติตามที่ต่างๆ ในโรงเรียน
  • ศึกษาธรรมชาติภายใน และภายนอก


จากนั้นคุณครูจากโรงเรียนรุ่งอรุณได้นำเสนอ การวิเคราะห์ผลการสอบ SAT นักเรียนรวมถึง ปัจจัยที่ทำให้คะแนนสอบ SAT ของนักเรียนสูงขึ้น ดังนี้

๑.เครื่องมือในการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการคิด การวิเคราะห์ สังเคราะห์และการสื่อสาร ยิ่งต่อเนื่องยิ่งเกิดผลยิ่งขึ้น

๒.มีการวาง Concept ให้เกิดการร้อยเรียงและต่อเนื่องมีความสำคัญมาก ครูต้องเข้าใจเนื้อหาทั้งระบบ และความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง

๓.ครูเปลี่ยนจากบทบาทที่คอยบอกมาเป็นผู้ตั้งคำถาม เพราะเชื่อว่านักเรียนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ปัจจัยนี้สำคัญมาก ถ้าครูไม่เปลี่ยนจะเป็นเรื่องยากมาที่เด็กจะได้ทักษะต่างๆ

ครูจิ๋วเสริมว่า “ผลการสอบแสดงให้เห็นว่าเรามาถูกทางแล้ว”


วิธีการสอน

๑.เวลาเรียนครูให้เด็กเข้าไปดูปัจจัย ความเป็นไปของแต่ละเรื่อง ให้เด็กมีกระบวนการของนักวิจัยตั้งแต่เล็กๆ

๒.ในประถมปลายเน้นเรื่องกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง

๓.ให้เด็กเปิดตัวกับธรรมชาติและพร้อมเปลี่ยนแปลงปรับตัวเข้ากับธรรมชาติ บูรณาการเข้ากับชีวิต

๔.ให้ครูมีต้นทุนว่านักเรียนจะเข้าใจผิดในเรื่องอะไร ใส่ใจในความเข้าใจของเด็ก สร้างวิธีการ การทดลองเพื่อให้ความรู้มันประจักษ์อยู่ในใจเด็กจริงๆ

๕.ให้เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ด้วยตนเอง และมีทักษะการอธิบายวิธีคิดได้จากการเรียนในกระบวนการเรียนและหนังสือของญี่ปุ่น

ครูนุ่น - พรพิมล ครูโรงเรียนเพลินพัฒนา ผู้ตรวจข้อสอบของนักเรียนโรงเรียนรุ่งอรุณพบว่ามีนักเรียนหลายคนศักยภาพในการอธิบายวิธีคิดหาคำตอบด้วยการวาดภาพแสดงความเข้าใจประกอบด้วย

ครูจิ๋ว – สกุณี อธิบายเพิ่มเติมว่า ในชั้นเรียนครูฝึกเด็กให้สามารถอธิบายวิธีคิดที่ตนเลือกใช้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นวิธีที่ญี่ปุ่นทำกันมานานแล้ว ที่รุ่งอรุณใช้หนังสือของญี่ปุ่น และใช้วิธีการเรียนรู้แบบญี่ปุ่นทุกขั้นตอน ช่วงแรกก็ล้มลุกคลุกคลานกันแต่เรากัดไม่ปล่อยจนกระทั่งปีนี้ก็เริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์เกิดขึ้นที่ตัวเด็กได้ชัดเจนขึ้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ฝึกตนฝนปัญญา



ความเห็น (0)