จากกรณีน้องแก้ม พนักงานรถไฟที่เป็นเพื่อนของฆาตกรให้ปากคำตำรวจว่า ฆาตกรได้บอกเล่าแผนการที่จะข่มขืนน้อง และบอกเล่าว่าได้ผลักน้องออกไปทางหน้าต่างหลังก่อเหตุ

          ข่าวนี้ยิ่งน่าหดหูมากขึ้นไปอีกเมื่อคิดว่า ทำไมเขาจึงไม่ห้ามปราม ไม่แจ้งเหตุก่อนที่ฆาตกรจะลงมือ การนิ่งเฉยจึงเท่ากับการร่วมมือในอาชญากรรม ควรได้รับโทษ

          เหตุการณ์หนนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง The Accused (1988) สาววัยรุ่นคนหนึ่งเข้าไปเล่นเกมในร้านเล็กๆ เธอถูกผู้ชายในห้องนั้นข่มขืนบนตู้เกมท่ามกลางผู้ชายมากมายที่นอกจากไม่ช่วยเหลือแล้วยังส่งเสียงเชียร์

          การต่อสู้เพื่อให้กฎหมายลงโทษชายที่ข่มขืนนั่นไม่ง่ายเพราะทนายจำเลยต่อสู้ว่าเธอยินยอมพร้อมใจ สุดท้ายเธอชนะคดี เธอไม่หยุดแค่นั้น เธอต้องการเอาผิดผู้ชายอื่นๆ ในห้องทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ การต่อสู้ยกสองยิ่งยากกว่า แต่สุดท้ายเธอชนะศาลตัดสินให้ผู้ชายทั้งหมดมีความผิด

          โจดี้ ฟอสเตอร์ นางเอกวัยรุ่นสวมบทบาทได้ยอดเยี่ยมสมควรแก่รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมปีนั้นค่ะ ดูหนังเรื่องนี้นานมากแล้วแต่จดจำฉากสำคัญๆ ได้ดีเพราะน่าสะเทือนใจมากสำหรับชะตากรรมของผู้หญิงคนหนึ่ง

          “The First Scream Was For Help. The Second Is For Justice.”

           ข้างบนคือคำโปรยของหนัง ที่ยอดเยี่ยมมาก!!

           สิ่งที่บันทึกนี้ต้องการเสนอไม่ใช่เรื่องหนัง แต่คือคำถามว่า สังคมเราขาดความปลอดภัยกันขนาดนี้แล้วหรือ การรถไฟรับพนักงานที่เคยมีคดีติดตัวเข้าทำงานที่ต้องดูแลความปลอดภัยให้ผู้โดยสาร ปล่อยให้พนักงานรถไฟทั้งดื่มและใช้ยาเสพติดขณะปฏิบัติงาน ที่น่าหดหู่กว่านั้นคือ มีคนรู้ก่อนเหตุจะเกิด แต่ไม่แจ้งเหตุ

           ผู้รักษากฎหมายต้องสืบสวนให้กระจ่างว่าพนักงานที่นั่งดื่มทั้งหมดได้มีส่วนรู้เห็นในการก่ออาชญากรรมหรือไม่ ถ้ารู้แต่ไม่แจ้งเหตุต้องเอาผิดให้ถึงที่สุดเพราะอำมหิตมาก.

ศุกร์ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗