การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาอังกฤษ
เป็นเวลากว่าสามทศวรรษแล้วที่คอมพิวเตอร์มีบทบาทหน้าที่เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เนื่องจากคอมพิวเตอร์เป็นหนึ่งในเครื่องอำนวยความสะดวกที่แพร่หลายในการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยการเรียนการสอนในยุคปัจจุบันนั้นเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หรือเน้นการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ครูผู้สอนจึงลดบทบาทลงจากผู้ดำเนินรายการในห้องเรียนแต่ผู้เดียว กลับกันครูผู้สอนเป็นเพียงผู้แนะแนวทางต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองจนนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียน ดังนี้เองการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงเข้ามามีบทบาทเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป โดยการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษานั้นถูกแบ่งออกเป็น 3 phase ดังนี้
- 1.Behavioristic phase เป็นการเน้นที่การฝึกปฏิบัติ โดยเน้นหลักการ 3 ประการดังนี้
- 1.1ใช้เนื้อหาหรือบทเรียนเดียวซ้ำ ๆ (เน้นเพียงเนื้อหาเดียวต่อการเรียนรู้) ก่อประโยชน์ให้กับการเรียน
- 1.2คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นแหล่งที่ผู้เรียนสามารถใช้ข้อมูลซ้ำ ๆ ได้โดยเนื้อหานั้น ๆ มีความคงที่ของเนื้อหา ผู้เรียนสามารถใช้หลักการวิเคราะห์การเรียนของตนเองได้ตลอด หากตระหนักว่าการเรียนรู้นั้น ๆ ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร คอมพิวเตอร์จะไม่ก่อให้เกิดแรงกระตุ้นทางลบ กล่าวคือผู้เรียนอาจได้รับจากครูผู้สอน (กระทั่งการให้แรงกระตุ้นทางบวกหรือเป็นกลางโดยอ้อมอาจก่อให้เกิดการตีความในทางลบจากผู้เรียนได้) เช่น ครูผู้สอนอาจสร้างคำถามในห้องเรียนการออกเสียงว่า “จากการออกเสียงคำ ๆ นี้ นักเรียนคิดว่ายังมีเสียงใดไม่ชัดหรือไม่”feedback เหล่านี้อาจทำให้เกิดทัศนคติต่อต้านในการเรียนภาษาได้
- 1.3คอมพิวเตอร์สามารถให้ความเป็นส่วนตัวในการฝึกฝนภาษา ผู้เรียนภาษามักกลัวความผิดพลาด อันก่อให้เกิดแรงกดดันในการเรียนภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องเรียนภาษาซึ่งประกอบไปด้วยครูผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้น หากเกิดความผิดพลาดในการฝึกฝนแล้ว ผู้เรียนอาจเสียหน้า จนก่อให้เกิดการไม่อยากฝึก ทั้งนี้เองคอมพิวเตอร์สามารถแก้ปัญหานี้ได้
จากแนวคิดดังกล่าวการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาจึงพัฒนาระบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เรียน ตัวอย่างเช่น PLATO เป็นหนึ่งในโปรแกรมที่มีทั้ง การฝึกคำศัพท์ การฝึกและอธิบายไวยากรณ์ การแปล เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตามในราวปี 1970 – 1980 Behavioristic CALL ได้มีผู้คัดค้านให้ใช้แนวคิดนี้ด้วย 2 ปัจจัย 1) ปัจจัยทางทฤษฎีและทางการสอนได้ถูกปฏิเสธ 2) การเกริ่นนำของไมโครคอมพิวเตอร์นำไปสู่ความสามารถในการเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการปฏิเสธ phase นี้ ทำให้เกิด phase ใหม่ของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษา
- 2.Communicative CALL สืบเนื่องมาจากปฏิเสธวิธีการแรก วิธีการนี้นั้นโดนเด่นในช่วงเวลาถัดมา เนื่องจากผู้สนับสนุนแนวคิดนี้นั้น เล็งเห็นความสำคัญของการสื่อสารในชีวิตจริง ซึ่งในแนวคิดแรกไม่ได้ตอบโจทย์นี้เท่าที่ควร ดังนั้น แนวคิดนี้มุ่งเน้นในประเด็นดังต่อไปนี้
- 2.1 การใช้รูปแบบแทนที่จะสร้างรูปแบบ
- 2.2 สอนไวยากรณ์เพื่อนำไปใช้ ไม่เน้นการสอนแบบอธิบายไวยากรณ์
- 2.3 สนับสนุนให้ผู้เรียนสร้างคำพูดด้วยตนเอง แทนที่จะเลียนแบบภาษาที่ครูป้อนให้อย่างสำเร็จรู้
- 2.4 ไม่ประเมิน หรือกระทั่งไม่ให้รางวัลผู้เรียนด้วยคำชื่นชม หรือการกระทำใด ๆ
- 2.5 หลีกเลี่ยงการบอกว่าผู้เรียนทำผิด ในทางกลับกันให้ความยืดหยุ่น ผ่อนปรนกับความหลากหลายของการตอบรับผู้เรียน
- 2.6 ใช้เพียงภาษาเป้าหมายเท่านั้น และสร้างบรรยากาศ (สิ่งแวดล้อม) ให้เข้ากับบรรยายการของภาษาเป้าหมายนั้น เพื่อให้การสื่อสารเป็นธรรมชาติมายิ่งขึ้น
- 2.7 ไม่ทำในสิ่งที่พบได้ในหนังสือเรียน (เนื่องจากตัวหนังสืออาจไม่ทำให้ผู้เรียนบางคนเกิดจินตนาการในการใช้จริงในชีวิตประจำวัน)
Steven (1989) ยังโต้แย้งเพิ่มเติมต่อ Behavioristic CALL ถึง software และกิจกรรมในการเรียนรู้ภาษานั้นจำเป็นต้องให้ผู้เรียนมีแรงบันดาลใจภายใน และสนับสนุนปฏิสัมพันธ์ระหว่างคอมพิวเตอร์กับผู้เรียน และระว่างผู้เรียนกับผู้เรียน
เหตุนี้เอง Communicative CALL จึงเป็นแนวคิดที่ถูกนำมาปรับใช้มากกว่าแนวคิดแรก เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการเรียนรู้ภาษา
ใน model ที่ 1 (computer as a tutor)CALL ถูกใช้ในห้องเรื่องเนื่องจาก มีความหลากหลายของโปรแกรม เพื่อใช้ในการฝึกทักษะ ตัวอย่างเช่น โปรแกรมเกมฝึกภาษา โปรแกรมการเรียงลำดับคำการสะกดคำหรือการสร้างประโยค จากโปรแกรมดังกล่าวคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือประมวลผลในตัว ซึ่งคำตอบที่ถูกต้องที่สุดถูกบรรจุในโปรแกรมนั้น ๆ จึงเรียกได้ว่า “คอมพิวเตอร์ในฐานะครูพิเศษ” กล่าวคือ คอมพิวเตอร์เป็นเสมือนครูที่นำเสนอความรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน โดยผู้เรียนได้รับอิสระจากการเลือกบทเรียนที่สนใจ เป็นอิสระจากแรงกดดันในสิ่งแวดล้อม
Model ที่ 2 (computer as a stimulus) CALL ถูกใช้ในฐานะ ”เครื่องกระตุ้น” ใน model นี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายหลักคือ ให้ผู้เรียนหาคำตอบที่ถูกต้อง แต่เน้นที่กระบวนการคิด วิเคราะห์ อภิปราย ซึ่งอาจพบสื่อทางด้านคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผ่านทาง เกมส์ เช่น Sim City ซึ่งเกมส์ดังกล่าว หากผู้เรียนเลือกใช้ภาษาที่ต้องการเรียนรู้แล้ว จะก่อให้เกิดการเพิ่มพูนทางด้านคำศัพท์ โดยที่ผู้เรียน อาจถูกกระตุ้นทางอ้อมให้สืบค้นหรือพยายามให้ได้มาซึ่งความเข้าใจในคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย แรงดึงดูดในเกมส์ หรือโปรแกรมที่ผู้เรียนสนใจ อาจก่อให้เกิดความอยากรู้มากกว่าการค้นหาคำศัพท์จากบทเรียน
Model ที่ 3 (computer as a tool or computer as a workhorse) ใน model นี้โปรแกรม CALL จะถูกใช้งานในฐานะเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ภาษา ตัวอย่างที่ชัดเจน อาทิ โปรแกรมพจนานุกรม ซึ่งในปัจจุบัน พจนานุกรมฉบับพกพาที่บรรจุคำศัพท์ครบถ้วนนั้นอาจเล่มใหญ่ พกพาไม่สะดวกนัก ดังนั้นเองโปรแกรมคอมพิวเตอร์จึงเป็นตัวช่วยหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในการเรียนภาษา หรือกระทั่ง Microsoftword โปรแกรมที่ใช้พิมพ์งาน อาจตอบโจทย์คอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้ในระดับหนึ่งเนื่องจากมีการตรวจการสะกดคำเท่าที่โปรแกรมบรรจุไว้
แต่อย่างไรก็ตามทั้ง 2 แนวคิดที่กล่าวมา ยังมิคำตอบของโจทย์ปัญหาในการเรียนรู้ภาษา เนื่องจากแต่ละแนวคิดและวิธีการนั้นล้วนแล้วแต่มีช่องโหว่ด้วยกันทั้งสิ้น โดยครูผู้สอนอาจให้ผู้เรียนได้ลองเรียนรู้ในแต่ละแนวคิด หรืออาจบูรณาการตามจุดประสงค์ในแต่ละบทเรียน แต่สุดท้ายแล้วให้ผู้เรียนเข้ามามีบทบาทแสดงความคิดเห็น (อาจเป็นกลุ่มอภิปราย) ถึงประโยชน์และปัญหาในแต่ละครั้ง เพื่อเป็นการปรับปรุงโปรแกรม หรือเลือกโปรแกรมอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับจุดประสงค์ในบทเรียนในครั้งถัดไป หากในครั้งแรก ๆ ผู้เรียนยังไม่สามารถอภิปรายในกลุ่มได้ตรงประเด็น ผู้สอนอาจสร้างแบบสอบถามเป็นประเด็น ๆ ให้ผู้เรียนโดยแนะแนวทางในขั้นเริ่มต้นก่อน
เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ภาษา การบูรณาการแนวคิดดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการบูรณาการนั้นถูกกล่าวถึงใน 2 ประเด็นกล่าวคือ สื่อมัลติมีเดีย และสื่ออินเทอร์เนต
- 1.การบูรณาคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้สื่อมัลติมีเดีย ที่เห็นได้ในห้องเรียนภาษาคือ การใช้ CD-ROM ที่ประกอบไปด้วยทางเลือกที่หลากหลาย อาทิ ข้อความ ภาพกราฟฟิก เสียง ภาพเคลื่อนไหว และวีดีโอ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักใช้เสียงที่บันทึกจากเจ้าของภาษาเพียงอย่างเดียว โดยการใช้สื่อนี้มักใช้กับการสอนแบบ Audio-lingual อย่างไรก็ตามสื่อในปัจจุบันอาจถูกผนวกกับภาพเคลื่อนไหว หรือกระทั่งวีดีทัศน์ต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามการเรียนแบบดังกล่าวควรการบูรณาการโดยให้มีความเชื่อมโยงกัน และเพื่อให้ผู้เรียนได้สำรวจศักยภาพของตนเองผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ ซึ่งการเชื่อมโยงดังกล่าวเรียกว่า hypermedia โดยเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนดังต่อไปนี้
- 1.1 สิ่งแวดล้อมในการเรียนภาษาถูกสร้างขึ้น เพื่อกระตุ้น และจำลองสถานการณ์จริงที่ทำให้ผู้เรียนมองภาพการใช้ภาษาในชีวิตจริงได้
- 1.2 ทักษะที่จำเป็นหลักทั้ง 4 (ฟัง พูด อ่าน เขียน) ถูกบูรณาการได้อย่างง่ายดายผ่านจากความหลากหลายของสื่อมัลติมีเดีย
- 1.3 ผู้เรียนเป็นผู้กำหนดการเรียนรู้ของตนเองได้ อาจฝึกซ้ำ ๆ หรือย้อนกลับไปมาในเนื้อหาที่สนใจหรือไม่เข้าใจ
- 1.4 เนื้อเรื่องทั้งหมดที่ถูกบรรจุไว้ในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะไม่ถูกลดความสำคัญไป แม้กระทั่งเนื้อหาที่ไม่ใช่ประเด็นหลัก
- ตัวอย่างของ hypermedia เช่น Dustin โดยโปรแกรมได้ถูกออกแบบจำลองสถานการณ์ในสนามบิน ผู้เรียนสามารถตอบโต้กับโปรแกรมผ่านการพิมพ์ข้อความ ถ้าข้อความต่าง ๆ ถูกต้อง ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ในเรื่องถัดไปได้ ตรงกันข้ามหากผู้เรียนยังตอบไม่ถูกต้อง ผู้เรียนจะได้รับการเติมเต็มในส่วนที่บกพร่องไป ผ่านกตัวอย่างการใช้ ผู้เรียนสามารถควบคุมสถานการณ์ในโปรแกรมได้ โดยถามถึงว่าจะทำอะไร จะพูดอย่างไร ขอฟังอีกครั้ง หรือขอให้แปล หรือควบคุมระดับความยากง่ายของบทเรียน
แต่อย่างไรก็ตามยังพบปัญหาจากการใช้สื่อมัลติมีเดียในปัจจุบัน กล่าวคือ ยังขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างโปรแกรมและผู้ใช้ อีกทั้งโปรแกรมที่มีคุณภาพดีต้องการค่าใช้จ่ายสูง
- 2.การบูรณาคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้อินเทอร์เนต ซึ่งเป็นสื่อที่ใช้เพื่อการสนทนา ทั้งที่เป็นแบบฉับพลัน เช่น โปรแกรม MOOs หรือโปรแกรมสนทนาออนไลน์ต่าง ๆ และไม่ฉับพลัน เช่น อีเมลล์ ผู้เรียนสามารถสื่อสารได้ทั้งระหว่างผู้สนทนาเดียว และมากกว่าน 1 ผู้สนทนาได้ หรือกระทั่งการแบ่งปันการสนทนาให้กับผู้อื่นได้อีกด้วย
การแบ่งปันข้อมูล สามารถแบ่งปันข้อความที่ยาวได้ เป็นที่รู้จักกันดีผ่านการสืบค้นผ่าน WWW โดยสามารถแบ่งปันกันกับผู้อื่นผ่านชีวิตจริงผ่านช่องทางการแบ่งปันข้อมูลนี้ได้ หรือการเขียนบันทึกผ่าน Web Blog เพื่อเป็นการแบ่งปันข้อมูลถือเป็นการเรียนรู้ภาษาอีกทางหนึ่งที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนผ่านระบบอินเทอร์เนต
อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษานั้นอุดมไปด้วยประโยชน์ หากผู้สอนเลือกใช้วิธีการและแนวคิดที่เหมาะสมกับบริบทในห้องเรียนภาษานั้น ๆ อย่างไรก็ตามผู้สอนพึงตระหนักถึงความเหมาะสม และประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับเป็นสำคัญ
Reference: Warschauer M. (2012.), Computer Assisted Language Learning: an Introduction (http://www.ict4lt.org/en/warchauer.htm)
...น่าสนใจมากนะคะ...เนื้อหาบันทึกหากซ้ำกันเคยกดแก้ไข แล้วนำเนื้อใหม่บันทึกแทนที่นะคะ...