วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๙

ตื่นนอนตอนเช้าประมาณ ๗ น.ได้ยินเสียงรถยนต์ของคนแถวนั้น เขาอาจออกไปทำงานก็ได้ เมื่อทุกคนตื่นกันหมดแล้ว เรารับประทานอาหารเช้าง่ายๆ เป็นพวกขนมปังทา sandwich spread, cheese, ผลไม้ ชา กาแฟ เสร็จแล้วเตรียมตัวออกไปเที่ยวกัน คราวนี้พกร่มไปด้วยครบทุกคน (ปรากฎว่าทั้งวันฝนไม่ตกเลย)  Nickee ขับรถพาออกนอกเมือง บางช่วงผ่านฟาร์มได้กลิ่นเฉพาะโชยมา

เราไปที่ National Park เมื่อไปถึงเห็นว่ามีรถจอดอยู่บ้างแล้ว ที่ park นี้มีเส้นทางให้เดินชมธรรมชาติ มีต้นไม้หลากหลายเหมือนปล่อยให้ขึ้นเอง ไม่ได้ตกแต่งอะไรเป็นพิเศษ ข้างทางเดินมีต้นไม้เล็กๆ เยอะแยะ มีต้น Berry กำลังออกลูกสีแดงบ้างดำบ้างสวยทีเดียว Nickee เก็บให้ลองกินกันดู ลูกสีดำแล้วจึงจะหวาน ถ้ายังแดงอยู่จะเปรี้ยว

Berry ข้างทางเดิน

เราเดินไปแวะไปเป็นพักๆ มีหนองน้ำ ซึ่งมีเป็ดน้ำ (ไม่แน่ใจว่าเรียกถูกหรือเปล่า) จำนวนมาก บางจุดก็เป็นสะพานไม้ยื่นเข้าไปในหนองน้ำ บางจุดก็เป็นอาคารไม้เล็กๆ ให้เราได้เข้าไปดูเป็ดน้ำได้ใกล้ๆ ผ่านช่องที่เขาเปิดไว้ บางจุดทำเป็นหอสูงให้ขึ้นไปดูทัศนียภาพได้ไกลๆ มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างสูงอายุอยู่กลุ่มหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้าเรา เขาหยุดอธิบายให้กันฟังเป็นจุดๆ เหมือนกัน ใกล้ๆ หอสูงมีแผนที่บอกเส้นทางเดินกลับไปที่สำนักงาน ๒ เส้นทาง ทางหนึ่ง ๓ กม.อีกทางหนึ่ง ๒ กม. กลุ่มนักท่องเที่ยวเขาเดินไปทางเส้นทาง ๓ กม. แต่พวกเราเลือกเส้นทางที่สั้นกว่า ปรากฏว่าถึงจุดหมายพร้อมๆ กัน อากาศที่นี่สดชื่นมาก ปลอดจากมลภาวะทั้งหลาย เราเดินตั้งหลาย กม.แต่ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย

ทางเดินใน park เช้านี้มีหมอกเล็กน้อย

เมื่อมาถึงสำนักงาน Nickee อธิบายว่าที่นี่เขาเน้นความเป็นธรรมชาติ หลังคาของอาคารก็ปลูกต้นไม้ด้วยเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในอาคาร เวลาเข้าห้องน้ำไม่ต้องตกใจเพราะน้ำที่นี่จะมีสีดำๆ (ความจริงออกสีน้ำตาล) ก่อนเข้าอาคารเขามีที่ให้เราเอารองเท้าไปถูเพื่อให้ดินทรายหลุดออกจากรองเท้า ลักษณะคล้ายเส้นใยมะพร้าว เราเลือกซื้อโปสการ์ดและเดินชมของที่แสดงอยู่ภายใน

 

อาคารสำนักงาน National Park บนหลังคามีต้นไม้เล็กๆ เต็มไปหมด

ขากลับออกจาก National Park เราแวะที่ปราสาทเก่าหลังหนึ่ง เขาไม่เปิดให้เข้าชม จึงเดินดูได้แต่ข้างนอก อาคารเก่ามากแล้ว บริเวณรอบนอกมีต้นไม้คล้ายๆ สวน ต้นแอปเปิ้ลมีลูกเต็มต้น ไม่มีใครเก็บ ฝรั่งคงงงเหมือนกันที่เราซื้อแอปเปิ้ลจาก supermarket กินเป็นผลไม้ ของเขามีตามบ้านเหมือนบ้านเราที่มีต้นมะม่วง

ด้านข้างของปราสาทเก่า

กลับมารับประทานอาหารกลางวันที่บ้านแบบง่ายๆ อีก Nickee กินเหมือนๆ ตอนเช้า แต่เราขอกิน Noodle ยำยำ (ตามปกติอยู่ที่เมืองไทยดิฉันไม่เคยซื้อกิน มาที่นี่ยำยำอร่อยมาก)

ตอนบ่ายเราไปเที่ยวที่ National Carillon Museum หรือพิพิธภัณฑ์ระฆัง และ Natural Historic Museum ต้องเสียค่าเข้าชมด้วย ที่พิพิธภัณฑ์ระฆัง เราได้เห็นระฆังแบบต่างๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่ขั้นตอนการทำระฆัง ความสัมพันธ์ของระฆังและการบอกเวลา เห็นกลไกการทำงานข้างใน เรียนรู้เรื่องเสียง ดูแล้วเหมาะสำหรับเป็นที่เรียนรู้ของเด็กด้วย เด็กน่าจะเข้าใจได้ดี เพราะได้เห็น ได้ทดลอง ไม่ต้องใช้ความจำ เราคุยกันเองว่าที่เมืองไทยน่าจะมีพิพิธภัณฑ์แบบนี้ทุกจังหวัด 

 ด้านนอกของ Carillon Museum บนหอสูงมีระฆังหลายใบ

ในพิพิธภัณฑ์มีเจ้าหน้าที่ที่ดูแล้วคงจะทำงานมานาน อายุมากแล้ว อธิบายให้นักท่องเที่ยวฟัง เขาอธิบายและสาธิตให้ดูอย่างมีความสุข ไม่เบื่อแม้ว่าต้องพูดเรื่องเดิมหลายรอบ เขาจะพาไปดูตรงโน้นตรงนี้เป็นเรื่องๆ ไป เหมือนเข้ามาแล้วต้องเรียนให้ครบหลักสูตร มีระฆังจากหลายประเทศเก็บอยู่ที่นี่ ของไทยก็มี ป้ายบอกว่าเป็นระฆังจากวัดไทยและมีของเก่าจากบ้านเชียงเก็บอยู่ในตู้โชว์ด้วย 

ส่วนหนึ่งของระฆังในพิพิธภัณฑ์

เมือง Asten มีชื่อด้านการทำระฆัง มีการทำระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓.๘๒ เมตร สูง ๓.๗๒ เมตร หนัก ๓๖,๒๕๐ กก. ที่นี่และกำลังจะถูกขนย้ายไปประเทศญี่ปุ่น (เขาว่าเศรษฐีซื้อ) เราได้ผ่านไปดูระฆังใบนี้แถวใกลๆ กับโบสถ์ที่เราไปเมื่อวาน แต่เห็นไกลๆ วันต่อมาก็มีข่าวการขนย้ายลงหนังสือพิมพ์

ส่วนพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับธรรมชาติอยู่อีกด้านหนึ่งของอาคารเดียวกัน มีสัตว์ประเภทต่างๆ ซึ่งสตาฟไว้จัดแสดงอย่างน่าสนใจ ตั้งแต่แมลง นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ที่อยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก ปลา รวมทั้งพวก fossil บางจุด เช่น นก หรือ กบ เขียด มีตู้และจอให้คลิกที่ภาพแล้วฟังเสียงของแต่ละตัวหรือแสดงชื่อได้ด้วย

ด้านนอกอาคารเป็น Museum garden มีต้นไม้หลากหลาย ประเภทดอกก็ดูสวยงาม มีส่วนที่จัดเหมือนสวน เจอ Berry อีกชนิดหนึ่งมีสีเหลือง รสชาติหวานหอมไปอีกแบบ มีร้าน (เหมือนกระท่อม) ขายพวกสมุนไพรและเมล็ดพันธุ์พืช พอเจ้าหน้าที่เขารู้ว่าเราเป็นคนไทย ก็เอาเมล็ดฟักทองมาให้ลูกสาวพร้อมแนะนำวิธีปลูก นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ก็เข้ามาช่วยกันแนะนำและบอกว่าพันธุ์นี้อร่อย

ผีเสื้อและดอกไม้ในสวน

Berry สีเหลือง หวานหอมกว่าสีแดง

ช่วงนี้ใกล้เทศกาลที่ต้องใช้ฟักทอง เราเห็นเขารวบรวมฟักทองขนาดต่างๆ ไว้เยอะเลย เราใช้เวลาอยู่ที่นี่จนเวลา ๑๗ น. ซึ่งพิพิธภัณฑ์ปิดพอดี

ฟักทองหลายสีหลายขนาดที่กองรวมกัน

ระหว่างทางกลับบ้าน Nickee พาเราแวะถ่ายรูปกับกังหันลม สัญลักษณ์ของเนเธอร์แลนด์ เขาคงมีไว้ให้ใครๆ แวะมาดูของจริง

กลุ่มทัวร์แม่-ลูก หน้ากังหันลม

อาหารเย็นวันนี้ Nickee ทำอาหารดัชท์ คล้าย meat ball (มีทั้งเนื้อบดและหมูบดผสมกัน) ทานกับมันฝรั่ง+แครอท+หอมหัวใหญ่ต้ม ๑ หม้อใส่ใบกระวาน ๔ ใบ แล้วเอามาบดเติมนมและมัสตาร์ด (ถ้าจำไม่ผิด) Nickee เอาใจใส่คนทุกคนดีมาก รู้มาก่อนล่วงหน้าว่าดิฉันไม่กินนมเนย เขาก็ให้แบ่งมันบดออกมาก่อนที่เขาจะเติมนม ดิฉันไม่ชอบเนื้อก้อนๆ เท่าไหร่ ลูกสาวเลยเอาแซลมอนที่ซื้อไว้ตั้งแต่เมื่อวานมาย่างให้ซึ่งอร่อยมาก เพราะไม่ใช่ปลาแช่แข็ง

หลังอาหารเย็นเราเดินไปเยี่ยมครอบครัวพี่สาวของ Patrick พี่เขยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เขาก็นั่งอยู่ห่างๆ พี่สาว Patrick คุยเก่ง ทั้งคู่มีลูกสาว ๓ คนอายุ ๑๑, ๘ และ ๖ ปี เด็กที่นี่จะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษเมื่ออายุประมาณ ๑๑-๑๒ ปี เราคุยกับหลานๆ โดยมี Nickee ช่วยแปลให้ เด็กๆ นำสัตว์เลี้ยงและของเล่นมาอวด แต่เขาตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าคนเล็กต้องเข้านอนเมื่อถึงเวลา ๒๑.๓๐ น.

ต่อจากนั้น Nickee ขับรถพาไปที่ Gallery ของ Patrick ในเมือง เข้าไปแล้วรู้สึกใจหาย เราทุกคนคิดถึงเจ้าของภาพวาดเหล่านี้ ภาพที่ใส่กรอบไว้สวยมาก แต่เราไม่สามารถถือกลับเมืองไทยได้ เพราะใหญ่และหนัก ลูกสาวจึงเลือกภาพวาดที่ยังไม่ได้ใส่กรอบมา ๓ ภาพ Nickee ให้โดยไม่คิดเงิน เรานำมาม้วนอย่างดีถือเองตลอดทางจนถึงกรุงเทพ

วัลลา ตันตโยทัย