ในที่สุดผมก็พบความจริงว่า การเป็นตัวเราเองนั่นแหละดีที่สุด โดยอาศัยแบบอย่างที่ดีของแต่ละคนที่เราชื่นชอบในหลายๆแบบ มาปรับใช้ในแต่ละสถานการณ์อย่างเป็นธรรมชาติ ที่ตรงกับจริตอย่างเป็นตัวของตัวเอง
       ผมเป็นครูโรงเรียนมัธยมศึกษาอยู่ต่างจังหวัด ตั้งแต่ พ.ศ.2514  ไม่เคยได้สัมผัสใกล้ชิดกับศึกษานิเทศก์มาก่อน  จน พ.ศ.2524 ซึ่งผมเพิ่งจบปริญญาโทใหม่ๆ ดร.อาคม  จันทสุนทร  หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์  กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 6 (ในตอนนั้น) ได้มานิเทศที่โรงเรียน  ผมเห็นบุคลิกภาพ  การวางตน  ท่วงทำนองการพูด  และการแสดงออกของท่านดูเป็นผู้ที่มีความรู้สูง  แต่ท่านกลับอ่อนน้อมถ่อมตน  พูดอะไรดูง่ายต่อการปฎิบัติ และน่าเชื่อถือไปหมด  ผมเกิดศรัทธาและชื่นชมท่านอย่างมากในวันนั้น   และเริ่มมีความใฝ่ฝันว่า  
                      สักวันผมต้องเป็นอย่างท่านให้ได้
     หลังจากนั้นไม่นานในปีเดียวกัน  ผมก็สมัครมาเป็นศึกษานิเทศก์ที่หน่วยศึกษานิเทศก์  กรมสามัญศึกษา  เขตการศึกษา 8 (จ.เชียงใหม่) 
ดร.สมจิตร  สร้อยสุริยา  (หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์) ตรวจสอบประวัติผมอยู่นาน  จึงรับเอาไว้  และการเข้ามาเป็นศึกษานิเทศก์สมัยนั้น  ต้องผ่านการอบรมเข้ม 1 เดือนเต็ม และทดสอบการปฎิบัติงานจริงต่อเนื่องอีก จึงได้เป็นศึกษานิเทศก์เต็มตัว
        ขณะที่ปฎิบัติงานนิเทศ ผมจะพยายามลอกเลียนแบบบุคคลิก พฤติกรรมของ
ดร.อาคม โดยตลอด  คล้ายกับคนที่พยายามเป็นเงาเสียงนักร้องที่ตนชอบ  แต่จะเลียนแบบอย่างไรก็ได้ไม่เต็มร้อย ท่านเองก็คงไม่รู้ตัวว่าผมกำลังแอบเลียนแบบท่าน(คงเหมือน benchmarking ในปัจจุบันนั่นแหละ)   
         จนถึง พ.ศ. 2546  มีงานพระราชทานเพลิงศพท่าน ซึ่งตอนนั้นผมได้เป็นหัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษาแล้ว  ผมจึงเขียนหนังสือให้ท่านเล่มหนึ่งชื่อ
เพชร แจกในงานนี้  และความลับในใจผมที่เก็บไว้อยู่นาน  ก็ได้ถูกเปิดเผยออกมาในหนังสือเล่มนี้   ผมไม่รู้เหมือนกันว่าท่านจะได้รับรู้หรือไม่
          ขอเล่าเรื่องการเลียนแบบของ ดร.อาคมต่อ...  ในที่สุดผมก็พบความจริงว่า  การเป็นตัวเราเองนั่นแหละดีที่สุด  โดยอาศัยแบบอย่างที่ดีของแต่ละคนที่เราชื่นชอบในหลายๆแบบ  มาปรับใช้ในแต่ละสถานการณ์อย่างเป็นธรรมชาติ  ที่ตรงกับจริตอย่างเป็นตัวของตัวเอง  แล้วค่อยๆพัฒนาไป  ถึงจะไม่ดีไม่เก่งเหมือนดาราก็ไม่เป็นไร  เพราะเราก็คือเรา 
     
สักวันเราอาจได้เป็นดาราในหัวใจคนอื่นในแบบของเราก็ได้...