บุญเดือน ๔ ปีนี้   ผมมีโอกาสได้กลับบ้านไปเอา “บุญผะเหวด” ร่วมกับ “พ่อ”

และหนึ่งในนั้นก็คือกลับไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับ “แม่”


ครับ,แม่ผมชื่อ “นางมา ปรีวาสนา”  จากลาโดยไม่ได้บอกกล่าวใครๆ ในเย็นย่ำของวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๖
และในวันบุญเดือนสี่ที่ว่านั้น  ผมก็ได้พูดกับตัวเองเงียบๆ  และสั้นๆ แต่เพียงว่า “บุญเดือนสี่ปีนี้ไม่มีแม่”

ครับ,บุญเดือนสี่ที่ผมว่านี้ตรงกับวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๗
ส่วนวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๑๖ เป็นวันเกิดของผม
และวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ เป็นวันที่แม่จากไป
วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๗ เป็นวันที่พ่อชนะการเลือกตั้งกลับเข้าไปเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลภูดิน

ครับ,ตัวเลขเหล่านี้คล้ายยึดโยงกันไว้อย่างมหัศจรรย์  เหมือนลิขิตด้วยบางอย่างตราตรึงเกี่ยวกับการเกิด  การพราก และการเกิดใหม่ในอีกมิติของ “ผม-แม่-พ่อ” อย่างน้อยครบรอบ ๑๐๐ วันการจากไปของแม่ก็วนเวียนอยู่ในห้วงวันคล้ายวันเกิดของผมอยู่ดี และด้วยความที่ว่าหมู่บ้านมีงานบุญเช่นนี้   เราจึงตัดสินใจเลื่อนการทำบุญครบรอบ ๑๐๐ วันของแม่ออกไป   เพื่อมิให้เป็นภาระใดๆ กับชาวบ้าน




ในช่วงต้นของ “กัณฑ์เทศน์” ในแต่ละกัณฑ์เทศน์   ผมสังเกตว่าพ่อจะไปจุดเทียนบอกกล่าวชวนแม่มาฟังเทศน์ด้วยเสมอ    ถึงแม้ว่าแม่จะจากไปแล้ว  พ่อก็ยัง “จับกัณฑ์เทศน์”  ให้กับแม่  ซึ่งก็ได้ “กัณฑ์หิมพานต์”  ส่วนอีกหนึ่งกัณฑ์เทศน์นั้น พ่อจับในนาม “ครอบครัว” ของเราทุกคนคือ “กัณฑ์สักบรรพ”

บุญเดือนสี่ปีนี้ ไม่มีแม่เหมือนแต่ก่อน ใครๆ พร่ำรำพึงถึงแม่กันมากโข เพราะในแต่ละปีแม่จะเป็นเสาหลัก หรือเป็นแกนนำพาชาวบ้าน “เย็บขันหมากเบ็ง” เข้าวัดอย่างไม่บกพร่อง  โดยปีนี้-ใครๆ  ก็ยังคงถามทักถึงแม่ - บ่นว่า “คิดถึงแม่” พลอยให้ผมใจสั่นวูบไหว มีน้ำตา

แม่ครับ, บุญเดือนสี่ปีนี้ไม่มีกลองยาวในขบวน “แห่กัณฑ์หลอน” เหมือนที่เราคุ้นเคยหรอกนะครับ   ชาวบ้านเขาหันมาใช้เครื่องเสียง “เปิดแผ่น” กันอย่างเต็มรูปแบบ สนุกสนาน รื่นเริง ดังกึกก้องอย่างไม่ต้องสงสัย กลอนยาวหลายลูกถูกจัดวางไว้บน “หอกลอง” ที่พ่อกับแม่เป็นคนสร้างถวายนั่นแหละ...



แม่ครับ, สิ่งที่น่ายินดีและอิ่มใจ (ซึ่งผมรู้ว่าแม่รับรู้ได้ในสิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึง) นั่นก็คือการที่พระนั่งเทศน์บน “ธรรมาสน์” เก่าแก่ของหมู่บ้านเรานั่นเอง

แม่จำได้ใช่ไหมครับว่ามากกว่า ๑๐ ปีแล้วที่ธรรมาสน์ที่ว่านี้ถูกละเลยและหลงลืมไปเกือบสิ้นทั้งหมู่บ้าน   ผู้คนแบกหามไป (เก็บ) ไว้ที่ศาลาพักศพโน่นเลย   กระทั่งผมไปพบนั่นแหละ   ถึงได้พูดคุยกับพ่อ เพื่อขอให้พ่อช่วยชวนชาวบ้านนำกลับมาบูรณะซ่อมแซม ดีกว่าทิ้งร้างรอวันเสื่อมทรุด ผุพัง –

แม่ครับ, ปีที่แล้วแม่จำได้ใช่ไหมครับว่าพ่อและแกนนำชาวบ้านนำธรรมาสน์หลังนี้กลับมาซ่อมใหม่ - ลงสีกันใหม่ อะไรผุพังก็หาไม้มาหนุนเสริมให้แกร่งเหมือนเก่าก่อน    ที่สุดแล้วก็ใช้เป็นธรรมาสน์ให้พระได้นั่งเทศน์ในบุญเดือนสี่ของเมื่อปีที่แล้ว   และนั่นยังรวมถึงปีนี้ด้วย

แม่ครับ, พ่อเล่าให้ฟังว่าธรรมาสน์นี้เป็นธรรมาสน์ “คู่วัด-คู่บ้าน”
พ่อจำได้แม่นยำว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๒   ซึ่งพ่อเป็นหนึ่งในทีมงานการขับเคลื่อนด้วยการเชื้อเชิญให้ “ครูน้อย วระรัตน์” และ “นายทอง วระรัตน์” อดีตกำนันตำบลธงธานี อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ดมาเป็น “ช่าง” ช่วยสร้างธรรมาสน์หลังนี้ขึ้นมา


ครับแม่-  พ่อยังเป็นคนช่างจดช่างจำเสมอ 
พ่อจดจำเรื่องราวต่างๆ  แทนผู้คนในหมู่บ้านได้เป็นอย่างดีเยี่ยม  
ขณะหนึ่งพ่อก็ไม่ต่างอะไรจากห้องสมุดชุมชนเคลื่อนที่ของหมู่บ้าน  ใครอยากรู้อะไรก็หลีกไม่พ้นที่จะต้องเข้ามาสอบถามข้อมูลต่างๆ นานาจากพ่อแทบทั้งสิ้น   
และนี่กระมังคือส่วนหนึ่งที่ผมได้รับมรดกตกทอดมาจากพ่อ (ช่างจด ช่างจำ)


แม่ครับ-บุญเดือนสี่ปีนี้ไม่มีแม่เหมือนที่ผ่านมา   แต่ผมเชื่อว่าแม่รับรู้และมาร่วมฟังเทศน์ร่วมกับพ่อและใครๆ เป็นแน่แท้ และแม่ก็คงอิ่มใจ-สุขใจกับการได้เห็นธรรมาสน์คู่วัดคู่บ้านถูกนำกลับมาใช้อีก...



คิดถึงแม่จังเลยครับ
๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗
๐๑.๔๕ น.
มหาสารคาม