หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่เพียงแต่เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับวัยผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์สำหรับเยาวชนอนาคตของชาติในการนำไปปรับประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นได้อีกด้วย

เศรษฐกิจพอเพียงถูกมองว่าเป็นแนวคิดที่ใช้สำหรับเกษตรกรรมเป็นหลัก หากแท้จริงแล้วหลักคิดสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงมาจาก 3 ห่วง คือ พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ยืนยันว่าใช้เป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด

ในขณะเดียวกัน สภาพัฒน์ ก็มองว่าการพัฒนาประเทศจะต้องเกิดขึ้นจากเยาวชน จึงได้จับมือกับ สสส. หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนเยาวชนให้มีหลักคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อจะได้เติบโตไปอย่างมีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน และรู้จักพอประมาณ อันเป็นคุณสมบัติของประชาชนที่มีศักยภาพ 

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(มพพ.) ในสังกัดสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ให้โจทย์กับเยาวชนไปดำเนินโครงการในชุมชนของตนเอง ที่สำคัญเยาวชนกลุ่มนี้เป็นความหวังของประเทุศเพราะเป็นนักเรียนทุนในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และกลุ่มสภาเด็กและเยาวชนจากจังหวัดต่างๆ โดยเริ่มต้นจากการให้ความรู้ ฝึกให้คิด และวางแผนดำเนินโครงการ เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง

โครงการที่เยาวชนคิดถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยทุนเพียงเล็กน้อยทีทางสนับสนุนให้เด็กๆ ได้ออกแบบโครงการด้วยตนเอง โดยใช้กลไก 3 ห่วงของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักคิดในการดำเนินโครงการ อาทิ โครงการช่วยเหลือบ้านเด็กกำพร้า การดูแลสิ่งแวดล้อม การสร้างแปลงผักให้โรงเรียนประถมในชุมชน โครงการสร้างอาชีพเสริมให้ชุมชน โครงการฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมในชุมชน

จินางค์กูร โรจนนันต์ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาทางสังคม สศช. กล่าวว่าสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้รวมรวมองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงในหลายๆด้านไว้ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้นำไปใช้และขยายผลไปสู่วงกว้าง รวมทั้งการทำงานผ่านมูลนิธิฯ ซึ่งไม่ใช่แค่การให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้มีการขับเคลื่อนในด้านการปฏิบัติด้วยขณะเดียวกันก็เชื่อโยงกับ สสส.ซึ่งให้การสนับสนุนโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมทั้งโครงการด้านเด็กและเยาวชนและโครงการด้านนวัตกรรม

ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาทางสังคม สศช. เปิดเผยว่าเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากผู้ได้รับทุนของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฏราชกุมาร และสมาชิกสภาเยาวชนจังหวัดต่างๆ มาอบรมการคิดเชิงระบบ ได้เห็นตัวอย่าง และนำไปคิดวิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ ซึ่งบางโครงการก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ และในบางโครงการสถาบันการศึกษาให้ความสนใจ พร้อมที่จะดำเนินโคงการต่อยอดต่อไป

“เป้าหมายสำคัญก็คือโครงการเป็นเพียงเครื่องมือให้รู้จักตัวเอง ให้รู้จักหลักคิด รู้จักวิธีการแก้ปัญหา เด็กได้ประสบด้วยตัวของเขาเอง บางโครงการล้มเหลวเพราะคิดใหญ่ไป แต่สิ่งที่ได้คือกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งสามารถกลับไปแก้ปัญหาและทำได้อีก”

จุดสำคัญที่ทางสภาพัฒน์ได้สร้างให้กับเยาวชนกลุ่มนี้นอกจากจะฝึกให้ "คิด" เป็นแล้ว ยังสอนให้เยาวชนได้รู้จักกับ "ความล้มเหลว" ที่ดำเนินโครงการไม่สำเร็จ เยาวชนกล้าที่จะเล่าประสบการณ์ให้เพื่อนฟังว่า "ทำไมจึงล้มเหลว และมีแผนจะแก้ไขอย่างไร" ด้วยขีดจำกัดที่ส่วนใหญ่ของเยาวชนเหล่านี้เป็นนักเรียนทุน จึงทำให้ต้องใช้เวลาส่วนมากไปกับการเรียนเพื่อคงไว้ซึ่งทุนการศึกษา การแบ่งเวลามาทำโครงการเพื่อพัฒนาชุมชนจึงเป็นโจทย์ยากที่จะสำเร็จ ซึ่งในมุมนี้เองสภาพัฒน์ ก็มีทีมพี่เลี้ยงที่คอยติดตามดูแลให้กำลังใจ

กนกพล จันทร์ดารัตน์(ขวา) และทวีศักดิ์ เริ่มภักดิ์ (ซ้าย)

โครงการ”รักษ์น้ำ รักษ์ปราณบุรี”ที่มี ทวีศักดิ์ เริ่มภักดิ์ และกนกพล จันทร์ดารัตน์ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการปราณบุรี อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ร่วมดำเนินการกับเพื่อนๆในโรงเรียน เป็นตัวอย่างของการทำโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับพื้นที่สร้างการมีส่วนร่วมของทุกคนในโรงเรียน และได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่ในการนำไปขยายผลให้กว้างขึ้น

ทวีศักดิ์ เล่าว่าเข้ามาทำโครงการ”รักษ์น้ำ รักษ์ปราณบุรี” เพื่อพัฒนาและอนุรักษ์แม่น้ำปราณบุรี ปลูกจิตสำนึกให้คนในชุมชนตระหนักถึงคุณค่าของลำน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวปราณบุรี เนื่องจากพบว่าลำน้ำมีความสกปรกจากการทิ้งขยะและน้ำเสีย มีกลิ่นเหม็น บางช่วงมีวัชพืชผักตบชวาอยู่หนาแน่น โดยเฉพาะระยะทางที่ไหลผ่านโรงเรียนประมาณ 400 เมตร จึงได้ทำการศึกษาสำรวจและเก็บวิเคราะห์ข้อมูล วางเป้าหมายลดปริมาณขยะและวัชพืช กำหนดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของเพื่อนนักเรียน พร้อมๆกับการได้ความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงไปด้วย

“โรงเรียนของพวกเรามีแม่น้ำปราณบุรีไหลผ่าน มีปัญหาเรื่องความสกปรก มีกลิ่นเหม็น ก็เลยสำรวจข้อมูลกันก่อน แล้วมาวางแผนกันว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร”

กระชังกั้นผักตบชวาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการปราณบุรี

กนกพลเสริมว่าเมื่อศึกษาแล้วพบว่าวัชพืชพวกผักตบชวาถ้ามีปริมาณมากเกินไปไม่มีช่องว่างจะทำให้เกิดน้ำเน่าได้ หากมีปริมาณที่เหมาะสมผักตบชวาจะดูดเอาเศษตะกอนไปเป็นอาหารทำให้น้ำใสขึ้น และเห็นตัวอย่างการทำกระชังที่เพชรบุรี จึงคิดว่าน่าจะมาประยุกต์ใช้สำหรับกั้นผักตบชวา นำไปปรึกษากับอาจารย์ด้านช่าง ให้ช่วยออกแบบให้ อาจารย์ด้านเกษตรก็จะช่วยให้คำปรึกษาเรื่องการทำปุ๋ย เมื่อเก็บผักตบชวาได้ก็จะเอามาทำปุ๋ยใช้กับสวนในโรงเรียน ส่วนอาจารย์ด้านแนะแนวก็ให้คำแนะนำการใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีการปลูกหญ้าแฝกเสริมริมตลิ่งเพื่อป้องกันการทลายของดินอีกด้วย

“พวกเราแบ่งหน้าที่กันทำ นักเรียนทุกห้องมีส่วนร่วม ถ้าไม่ไหวก็ขอความช่วยเหลือ ขอคำปรึกษาจากอาจารย์ จากการที่พวกเราได้ทำโครงการทำให้เรารู้จักหลักคิด มีเหตุผล รู้จักการคิดวิเคราะห์วางแผน พอประมาณกับกำลังที่มีอยู่ สอนให้พึ่งตัวเองก่อนไปพึ่งคนอื่น”

นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการปราณบุรีร่วมกันปลูกหญ้าแฝก


ขณะที่ ส่งศักดิ์ ริยะป่า นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนจักรคำคณาทร อ.เมือง จ.ลำพูน ซึ่งกำลังจะศึกษาเข้าระดับอุดมศึกษาเป็นนักศึกษาแพทย์ในภาคการศึกษาหน้า หัวเรี่ยวหัวแรงของโครงการ “ละอ่อนหละปูนฮักบ้านเกิดอย่างพอเพียง” ริเริ่มรวมกลุ่มเยาวชนเพื่อนักเรียนศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรมของท้องถิ่นโดยเฉพาะชุมชนไก่แก้วที่อยู่ใกล้โรงเรียน นำสิ่งที่ได้เรียนรู้ออกมาเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปได้ตระหนักถึงคุณค่าของท้องถิ่นตนเองภายใต้หลักคิดพอเพียง

ส่งศักดิ์ ริยะป่า นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนจักรคำคณาทร

“พวกเราได้เข้าไปศึกษาวิจัย พบว่าชุมชนรอบโรงเรียนเรามีของดีอยู่ ชมชนแถบนั้นจะมีอาชีพทำกลองขาย มีปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้อยู่มาก เราจึงได้รวมกลุ่มสมาชิกเยาวชนประมาณ 30 คน เข้าไปสืบค้นข้อมูลประวัติชุมชน วิถีชีวิต สถานที่และบุคคลสำคัญ เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็นำมาจัดทำนิทรรศการ เผยแพร่ให้นักเรียนได้รับรู้ในวงกว้าง ซึ่งผู้ทำโครงการเองก็ได้เรียนรู้ร่วมกันไปด้วย”

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่เพียงแต่เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับวัยผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์สำหรับเยาวชนอนาคตของชาติในการนำไปปรับประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นได้อีกด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามจาก “ค่ายพลังเด็กและเยาวชนกับการขับเคลื่อนประยุกต์ใช้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” จึงเป็นตัวอย่างรูปธรรมที่เยาวชนจากหลายพื้นที่ของประเทศได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการทำงานในบรรยากาศแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

นี่คือส่วนหนึ่งการติดอาวุธทางความคิดให้เยาวชน ท่ามกลางกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง