ความชอบธรรม : ทฤษฎีทั่วไป และความชอบธรรมในรัฐไทย ตอนที่ 3

1. ประวัติศาสตร์ของความชอบธรรมทางการเมือง(ต่อ)

ยุคปัจจุบัน

     ในยุคปัจจุบันมีแนวคิดเกี่ยวกับความชอบธรรม อย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่

     1.แนวคิด “บรรทัดฐานที่ชอบธรรม (legitimatenorm) เป็นเรื่องของบรรทัดฐานทางสังคมที่ผู้คนพึงอยู่ร่วมกันโดยอาศัย หรือยึดในเรื่องความดี เป็นแกนหลักสำคัญ สิ่งนี้เรียกว่า ความชอบธรรมใช่แต่จะถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น

     2.แนวคิดอำนาจที่ชอบธรรม (legitimatepower) แนวคิดนี้เป็นคำศัพท์ทางรัฐศาสตร์ซึ่งเป็นแนวคิดเพิ่มเติมให้กับความชอบธรรม แบ่งออกเป็น 2 นัยยะ ได้แก่

          2.1แนวคิดความชอบธรรมเชิงจิตวิสัย (Thesubjectivist concept of legitimacy)นักคิดสำคัญที่อยู่ในส่วนนี้ ได้แก่ Martin Lipset, David Easton, และ Max Weber เป็นต้น ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณค่าของความคิด ความเชื่อ และการตัดสินใจของคนในสังคมโดยนิยามความชอบธรรม ว่า เป็นความเชื่อมั่นของสมาชิกของสังคม ในการให้การยอมรับและเชื่อฟังผู้ที่มีอำนาจ ซึ่งเป็นประเด็นในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง

          2.2แนวคิดความชอบธรรมเชิงวัตถุวิสัย (Theobjectivist concept of legitimacy) นักคิดในกลุ่มนี้ เช่น PeterStillman ซึ่งมีแนวคิดตรงข้ามกับกลุ่มแรกโดยเปลี่ยนจุดเน้นจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองไปยังประเด็นเรื่องสังคมและวัฒนธรรม โดยเนื้อหามีว่าแทนที่เราจะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายและลูกน้อง ที่ไม่มีความแน่นอนอะไรแต่หากเรายึดที่ คุณค่าทางสังคม (socialvalues) ที่มีหลากหลายมากกว่าความคิด ความเชื่อและการตัดสินใจอย่างแนวคิดเชิงจิตวิสัยกระทำ

      Stillman กล่าวว่า การปกครองที่มีความชอบธรรมนั้นก็ต่อเมื่อผลแห่งการปกครองนั้นมีความสอดคล้องกับคุณค่าของสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มชนต่างๆกันเช่น เรื่องของสงครามกลางเมือง เพราะ 2 ฝ่ายต่างมุ่งประหัตประหารซึ่งกันและกันก็เพราะขาดความชอบธรรมของสังคมโดยส่วนรวม (lack of overall legitimacy)

      Arthur Stinchombe กล่าวว่า คุณค่าทางสังคม จะบังเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อมีการสนับสนุนของกลไกอำนาจ (power mechanism) เช่นหากศิลปินในสมัยโบราณ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากษัตริย์ ก็อาจหายไปจนหมดไปได้นอกจากนี้ Arthur ยังมีมุมมองเกี่ยวกับความชอบธรรมไว้ว่าความชอบธรรม เป็นแหล่งอำนาจสำรอง (power reserve)ที่ผู้มีอำนาจสามารถนำอำนาจสำรองอื่นๆ มาใช้เพื่อการปกครองของตนได้ อำนาจสำรองได้แก่ ความคิดเห็นสาธารณะ, ศาสนา, ตำนาน, เรื่องปรัมปรา, ประวัติศาสตร์ เป็นต้น อย่างไรก็ตามก็มีความคิดที่คัดค้านความคิดนี้อยู่ ข้อวิพากษ์ที่มีอยู่ก็คือแนวคิดนี้ไม่มีความสมเหตุสมผล (validity) เช่นในกรณีที่รัฐต้องการให้ประชาชนหรือพลเมืองเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของตำรวจซึ่งมีสิทธิอำนาจถูกต้องตามกฎหมาย อย่างนี้ถือว่า มีความชอบธรรมแต่ในกรณีที่รัฐหรือผู้ปกครองใช้อำนาจสำรอง เช่นประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมกดขี่มุสลิมใน 3 จังหวัดภาคใต้หรือการสร้างมาเฟียหรือผู้มีอิทธิพล เพื่อรักษาอำนาจของตนเองไว้อย่างนี้จะมีความชอบธรรมหรือไม่ ถ้าคำตอบที่ยึดหลักความสมเหตุสมผลในกรณีนี้น่าจะไม่ถูกต้อง และไม่มีความชอบธรรม

      ในเวลาต่อมามีแนวคิดใหม่เรื่องความชอบธรรมเกิดขึ้นซึ่งเป็นการตอบข้อสงสัยของการวิพากษ์ข้างต้น นั่นคือ อำนาจตามสภาวการณ์ (power situation)เพื่อการอธิบายถึงอำนาจที่มีความชอบธรรมในบางสถานการณ์โดยความเป็นไปของอำนาจในบางสถานการณ์มีด้วยกัน 4 ลักษณะ ดังนี้

          1.การใช้อำนาจปกครองด้วยการบังคับ (coercion)

           2. การใช้อิทธิพลในการปกครอง (influence)

           3.การใช้สิทธิอำนาจของผู้ปกครองในการปกครองโดยที่ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ถูกปกครอง

           4.การใช้สิทธิอำนาจของผู้ปกครองในการปกครองโดยที่ได้รับการยอมรับจากผู้ถูกปกครอง

      รูปแบบที่ 1 และ 2เป็นการใช้อำนาจในสภาวการณ์ที่โน้มเอียงไปในการปกครองที่ไม่ค่อยมีความชอบธรรมรูปแบบที่ 3 เป็นการใช้อำนาจในสภาวการณ์ที่ค่อนข้างมีความชอบธรรม และในรูปแบบที่ 4ถือว่ามีการใช้อำนาจในสภาวการณ์การปกครองที่มีความชอบธรรมที่สุดการแบ่งอำนาจในการปกครอง 4 รูปแบบเช่นนี้ก็เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่าการปกครองแบบใดมีความชอบธรรมและแบบใดไม่มีความชอบธรรมซึ่งสามารถอธิบายความชอบธรรมเป็นอำนาจสำรองอย่าง Arthur

      โดยสรุปในสมัยก่อนแม้มีการใช้คำว่า ความชอบธรรมทางการเมือง (political legitimacy) โดยตรง แต่เมื่อมีการใช้คำว่า ความชอบธรรมเฉยๆ (legitimacy) ก็ถือว่าเป็นความชอบธรรมทางการเมืองทั้งสิ้น นอกจากนี้ความชอบธรรมยังมีความหมายแตกต่างไปตามยุคสมัย สมัยโบราณ ความชอบธรรมเกี่ยวข้องกับกฎหมายในยุคกลาง ความชอบธรรมเริ่มมีลักษณะเป็นการเมืองหรือรัฐศาสตร์มากขึ้นพอมาถึงสมัยปัจจุบัน ความชอบธรรม มี 4 รูปแบบ ตามอำนาจตามสภาวการณ์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรัชญา, มานุษยวิทยา, สังคมวิทยา, สัญญวิทยา, จิตวิทยา และทฤษฎีเกี่ยวกับสังคมต่างๆ



ความเห็น (0)