ศาลสิทธิมนุษยชน
สิทธิมนุษยชน
เป็นสิทธิที่มนุษย์ทุกคนเกิดมามีความเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีอิสรภาพ เสรีภาพ ทั้งความคิดและการกระทำที่ไม่มีใครสามารถล่วงละเมิดได้ แต่หากเมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้อื่นแล้ว ก็จะมีกระบวนการยุติธรรมที่เข้ามาจัดการความถูกต้อง
โดยกระบวนการยุติธรรม
แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ กระบวนการยุติธรรมในศาล และกระบวนการยุติธรรมนอกศาล
กระบวนการยุติธรรมนอกศาล เป็นกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายบ้านเมือง ที่เป็นองค์กรหรือหน่วยงานที่คอยอำนวยความยุติธรรมที่ไม่ใช่ศาล เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือสื่อมวลชน เป็นต้น
กระบวนการยุติธรรมในศาล เป็นการอำนวยความยุติธรรมผ่านทางศาล เช่น ศาลระหว่างประเทศ หรืออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เป็นต้น ศาลสิทธิมนุษยชนถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมด้านสิทธิมนุษยชนภายในศาล มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกาเป็นต้น ซึ่งในที่นี้ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปในฐานะที่อาจเป็นต้นแบบของศาลสิทธิมนุษยชนอาเซียน
ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป
ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป เป็นสถาบันสิทธิมนุษยชนในระดับภูมิภาค เป็นองค์กรในระดับระหว่างรัฐที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 5พฤษภาคม 1949 โดยสนธิสัญญากรุงลอนดอน ( Treaty of London 1949) มีวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และสร้างเสริมความเป็นประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐในทวีปยุโรป โดยศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปมีสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ความเป็นมาของศาลสิทธิมนุษยชน นั้นเริ่มต้นจากภายหลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศยุโรปได้รับความเสียหายทางกายภาพและทางจิตใจเป็นอย่างมาก จึงต้องหาทางฟื้นฟูสภาพจิตใจของพลเมือง วิธีการนำมาใช้คือ จัดตั้งองค์การระหว่างประเทศเพื่อความร่วมมือในทวีปยุโรป โดยผู้เสนอให้ก่อตั้งคือ เชอร์ วินสตัน เชอร์ชิล ซึ่งได้กล่าวไว้ในปี 1946 การปาฐกถาพิเศษ โดยเรียกร้องให้ฟื้นฟูยุโรปผ่านการรวมกลุ่มก่อตั้งคณะมนตรียุโรป โดยศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปนั้นตั้งอยู่ที่ Strasbourg แคว้น Alsace ประเทศฝรั่งเศส เพราะเสมือนเป็นศูนย์กลางของยุโรป โดยศาลสิทธิมนุษยชนนั้นมีประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกทั้งหมด 47 ประเทศทั้ง 47 ประเทศได้เข้าเป็นภาคีและรับหลักการของอนุสัญญาฯ หลักสำคัญของอนุสัญญาสรุปได้ดังต่อไปนี้
สิทธิในการดำรงชีวิต
สิทธิในการที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมทั้งในทางแพ่งและอาญา
สิทธิที่จะได้รับการคำนึงถึงชีวิตส่วนตัวและครอบครัวของบุคคล
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
เสรีภาพทางความคิด จิตสำนึกและศาสนา
สิทธิในการที่จะได้รับการเยียวยาที่ดี
สิทธิในการครอบครองทรัพย์สินอย่างสุขสงบ
สิทธิในการเลือกตั้งและการรับเลือกตั้ง
โดยศาลสิทธิมนุษยชนได้ยกร่าง อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป 1950 ( European Conversation on Human Rights 1950 : ECHR ) โดยอนุสัญญาฉบับนี้มีโครงสร้าง เป็น Substantive law และ Institution โดยมีผลใช้บังคับเมื่อปี 1953 มีจำนวนสมาชิกเท่ากับCouncil of Europe คือ 47 ประเทศ โดยที่อนุสัญญาฉบับนี้รับรองสิทธิเสรีภาพที่คล้ายคลึงกับUDHR เช่นสิทธิในชีวิต สิทธิในเสรีภาพ และความปลอดภัย สิทธิที่จะไม่ได้รับการทรมาน สิทธิในการไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างทาส เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ความคิดและการนับถือศาสนา เป็นต้น
เงื่อนไขเกี่ยวกับคดีที่จะฟ้องต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปได้นั้น ต้องมีการดำเนินคดีต่อศาลภายในรัฐนั้นๆจนเสร็จสิ้นแล้ว กล่าวคือคดีได้ถึงที่สุดในศาลสูงสุดแล้ว โดยในการฟ้องคดีต่อศาลภายในนั้นโจทก์จะต้องกล่าวอ้างว่ารัฐนั้นๆละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ได้รับรองไว้ในมาตราใดของอนุสัญญา และโจทย์จะต้องทำการฟ้องคดีต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดในศาลภายในประเทศ
ผู้ที่สามารถฟ้องคดีต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปได้ คือปัจเจกชน ซึ่งคือบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และNGOs โดยฟ้องรัฐสมาชิกเป็นจำเลย โดยผู้ที่จะเป็นโจทก์ในการฟ้องคดีได้นั้น จะต้องมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในรัฐสมาชิกแห่งอนุสัญญา ECHR และถูกละเมิดสิทธิที่ได้รับการรับรองตามอนุสัญญาโดยตรง ในขณะที่รัฐที่ตกเป็นจำเลยในคดีมีหน้าที่ต้องให้ความร่วมมือกับศาลในการให้ข้อมูล ตลอดจนเอกสารต่างๆที่จำเป็นในการพิจารณาคดี
ผู้ที่จะตกจำเลยหรือเป็นโจทย์ นั่น การนำคดีขึ้นสู่ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป จะสามารถทำได้โดยรัฐบาลคู่กรณีหรือบุคคลธรรมดาหรือองค์กรพัฒนาเอกชน (non-Government organization )เพื่อฟ้องร้องรัฐบาลของรัฐภาคีทั้ง 47 ประเทศหากเกิดการละเมิดในสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ ทั้งนี้คำพิพากษาของศาลมีผลผูกพันต่อรัฐคู่กรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาล และแนวทางการพิจารณาคดียึดถือตามคำพิพากษาที่ได้พิพากษาไปแล้วเป็นหลัก (Case law)
เมื่อรัฐใดรัฐหนึ่งตกเป็นจำเลย ระหว่างการดำเนินคดีในกระบวนการพิจารณานั้น มีหน้าที่ต้องให้ความร่วมมือกับศาลในการให้ข้อมูล ตลอดจนเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นในการประกอบการพิจารณา และศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปสามารถที่จะลงโทษโดยให้รัฐผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ปัจเจกชนได้ด้วย
กรณีตัวอย่าง การพิจารณาของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป เช่น ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปมีคำตัดสินว่าการจำคุกอดีตนายกรัฐมนตรียูลิยา ทีโมเชนโกของยูเครน เป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเธอ โดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ก่อนหน้านี้นางทีโมเชนโก แกนนำเรียกร้องประชาธิปไตย ถูกตัดสินจำคุก 7 ปี ในความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณีลงนามข้อตกลงนำเข้าก๊าซจากรัสเซีย โดยเธอเรียกร้องว่ารัฐบาลจำคุกเธอเพื่อกีดกันให้พ้นจากการเมือง และเป็นการละเมิดสิทธิ เพื่อให้เธอไม่มีสิทธิในการเลือกตั้งรัฐสภา รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้มีการลดหย่อนโทษของเธอแต่ประการใด
ซึ่งคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปนั้น ได้เป็นที่ยอมรับว่ามีความชัดเจนแน่นอน และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติตามได้ไม่เฉพาะเพียงแต่ในประเทศในภูมิภาคยุโรป เท่านั้น คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(UN Human Rights Committee) ก็ได้นำแนวคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปไปปรับใช้ในการพิจารณาถึง พันธกรณีของรัฐภาคีองค์การสหประชาชาติ ในกรณีที่มีการร้องเรียนโดยรัฐหรือเอกชนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนโดยรัฐใดรัฐ หนึ่งหรือไม่ด้วย
ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปนับว่าเป็นความสำเร็จแห่งกลไกการคุ้มครองสิทธิ มนุษยชนในระดับภูมิภาคซึ่งแสดงให้เห็นว่า กฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนส่งผลให้ ก่อให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่างๆ อันยังประโยชน์แก่คนหรือกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสหรือเสียเปรียบในสังคม รวมทั้งเป็นตัวอย่างบรรทัดฐานในการใช้ตีความสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานต่างๆ ขององค์การต่างๆ ในองค์การสหประชาชาติหรือองค์การในระดับภูมิภาคอื่นๆ
จะเห็นได้ว่าศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปเป็นศาลที่คอยตัดสินคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในสิบประเทศอาเซียน โดยกลุ่มประเทศอาเซียนควรมีศาลสิทธิมนุษยชนที่คอยให้ความช่วยเหลือบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนเหมือนดังศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปหรือไม่....
อ้างอิง
-ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปแหล่งที่มา:http://library.nhrc.or.th/Dictionary/search_dic.ph...
-รู้จักไหมศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป.ที่มา http://www.l3nr.org/posts/46556.สืบค้นเมื่อ