การละเมิดสิทธิในชีวิตอื่นๆ
[1]เมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น สิ่งแรกที่จะได้เมื่อคลอดออกมา คือ สภาพบุคคล ที่เป็นมนุษย์ และย่อมได้รับความคุ้มครองจากรัฐ โดยเสมอภาคกัน และไม่สามารถยกความเป็นสภาพบุคคลให้ใครได้ เพราะเป็นสิ่งที่ติดตัวมาโดยธรรมชาติ ซึ่งจะเรียกว่า กฎหมายธรรมชาติ กล่าวคือ เป็นเหตุผลจากธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์นั่น มีสิทธิที่จะคุ้มครองตนเองให้ปลอดภัย สิ่งนั้นเป็นผลทำให้มีกฎหมายมาคุ้มครองเพื่อความสบายใจของมนุษย์นั้น และมนุษย์ผู้มีสิทธิทุกคนก็ไม่ควรไปละเมิด หรือทำร้ายให้คนอื่นได้รับอันตรายด้วย รวมถึง การฆ่าคนตายหรือการทำร้ายบุคคลอื่นถึงแก่ความตายไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนา ล้วนแต่เป็นความผิดตามกฎหมายทั้งสิ้น นอกจากนี้ แม้ว่าบุคคลจะไม่ได้ลงมือฆ่าผู้อื่นด้วยตนเองก็ตาม แต่เป็นการช่วยเหลือยุยงหรือปฏิบัติการอันทารุณโหดร้าย เพื่อบีบคั้นให้ผู้อื่นฆ่าตัวตาย ก็มีความผิดทางอาญาเช่นกันนอกจากกฎหมายจะคุ้มครองแก่ทุกคนแล้ว ขอบเขตการคุ้มครองยังมีไปถึงทารกในครรภ์มารดาด้วย การที่หญิงมีครรภ์จงใจทำแท้งหรือให้ผู้อื่นทำแท้งให้แก่ตน หญิงผู้นั้นและผู้ทำแท้งให้ก็มีความผิด และ สำหรับการคุ้มครองสิทธิในร่างกายก็เช่นกัน รัฐธรรมนูญและกฎหมายให้ความคุ้มครอง การกระทำใดที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจของบุคคลนั้น ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยเจตนาหรือโดยประมาท ก็เป็นความผิดตามกฎหมาย แม้ในกรณีที่กระทำการกระทบต่อร่างกายบุคคลเล็กน้อย จนไม่เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ กฎหมายก็ให้ความคุ้มครองว่าผู้กระทำแม้ไม่ต้องรับโทษปรับหรือจำคุก แต่ก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นทรัพย์สินให้แก่ผู้ถูกกระทำด้วยเช่นกัน
ประเด็นปัญหาที่ยกมาเป็นกรณีตัวอย่างในเรื่องนี้คือเรื่องของชาวโรฮิงญาที่เราได้เห็นภาพข่าวการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนของพวกเขาในแทบทุกช่องทางการกระจายข่าว
โรฮิงญา เป็นกลุ่มชนบริเวณชายแดนฝั่งพม่าที่พูดภาษาจิตตะกอง-เบงกาลี และนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งรัฐบาลทหารพม่าปฏิเสธสถานภาพพลเมืองของชาวโรฮิงยา ส่งผลให้มีชาวโรฮิงยาจำนวนมากต้องอพยพลี้ภัยไปยังประเทศอื่นเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า[2]
โรฮิงญาซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐที่กระทำอย่างเหยียดหยามและถูกปฏิบัติอย่างป่าเถื่อนจากรัฐบาลทหารพม่าอย่างต่อเนื่อง และถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมาก ตั้งแต่การบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ตามกฎหมายสัญชาติพม่าปี 1982 ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลทหารถ้าจะออกจากพื้นที่ และต้องจ่ายเงินถ้าจะออกจากพื้นที่ ทำให้มีสถานภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำมาก เนื่องจากไม่สามารถหางานทำหรือค้าขายได้ ซ้ำร้ายยังถูกละเมิดไม่ให้รับสิทธิที่จะได้รับสัญชาติ ไม่ได้รับสวัสดิการต่างๆ จากทางรัฐบาลห้ามแต่งงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทหารพม่า รวมไปถึงการศึกษาซึ่ง นับว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีสถานการณ์ความเป็นอยู่ที่เลวร้ายที่สุดในพม่า โดยในประเทศพม่านั้น ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็น ประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมากที่สุด อันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ การปกครองอย่างยาวนานของรัฐบาลทหารที่ใช้ระบบเผด็จการในการควบคุมประชากรของประเทศที่ประกอบด้วยคนหลากหลายชาติพันธุ์ ประเทศๆ นี้ยังคงมีรูปแบบการปกครองที่ป่าเถื่อน ข่าวคราวการปราบปรามชนกลุ่มน้อยหรือการปราบปรามผู้ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย หรือเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในพม่ามีขึ้นอยู่บ่อยครั้ง [3]
ชาวโรฮิงญาหลบหนีการทารุณและความยากแค้นเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศที่ 3 มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้เส้นทางการหลบหนีจากประเทศพม่า เพื่อไปยังประเทศมาเลเซีย ผ่าน อ.สะเดา จ.สงขลา ของไทย ในขณะที่บางส่วนอาจจะหลบหนีออกไปทางชายแดน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และชายแดนด้านอื่น ๆ บ้าง โดยขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา เริ่มต้นจากการ “รับจ้าง” นำออกจากประเทศพม่าเข้ามายังฝั่งไทย คิดค่าหัวตั้งแต่ 20,000-50,000 บาท แล้วแต่ข้อตกลง เมื่อส่งข้ามแดนประเทศไทยมาแล้วก็ถือว่าหมดหน้าที่ แต่ปัจจุบันขบวนการรับจ้างนำชาวโรฮิงญา ไปยังประเทศที่ 3 มีความ “แยบยล” มากยิ่งขึ้น ซึ่งใช้วิธีการ “เข้าฮอส” แบบกินสองต่อ นั่นคือการรับจ้างนำชาวโรฮิงญาหลบหนีออกจากประเทศพม่าแล้ว ยังทำการกักขังควบคุมตัวเอาไว้ในสถานที่ตามแนวชายแดน เพื่อขายชาวโรฮิงญาให้กับผู้ต้องการแรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน ในราคาหัวละ 30,000–50,000 บาท ซึ่งมีนายทุนทั้งภาคการเกษตรและการประมง ที่ต้องการแรงงานเหล่านี้ไว้ใช้งาน เพราะค่าแรงถูก นายทุนสามารถกดขี่ได้ตามชอบใจ ดังนั้นชาวโรฮิงญาเหล่านี้จึงตกอยู่ในสภาพ “หนีเสือปะจระเข้” ถูกทารุณกรรมสารพัด [4]
นอกจากนี้ยังเคยมีข่าวที่ดังไปทั่วโลกจากการกระทำของประเทศไทยที่ส่งชาวโรฮิงญากลับไปประเทศพม่า ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าการกระทำของรัฐไทยในเรื่องนี้เป็นการทำทารุณต่อชาวโรฮิงญาอย่างหนึ่งคือการผลักดันพวกเขากลับไปสู่นรกขุมเดิมที่พวกเขาหนีออกมา ด้วยเหตุที่พวกเขาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายไทยและจำต้องส่งกลับ และจากประเด็นที่ได้กล่าวไปข้างต้น การค้ามนุษย์โดยนายหน้าที่หลอกชาวโรฮิงญามาเพื่อเป็นแรงงานเถื่อนนั้น ก็นับว่าเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของชาวโรฮิงญา ถึงขั้นที่ได้มีการกล่าวกันว่าชาวโรฮิงญารู้สึกได้แค่คำว่าสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่มีอยู่บนโลกแต่พวกตนไม่เคยได้สัมผัสกับมันเลย ปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขจากหลายๆฝ่าย โดยปฏิบัติต่อพวกเขาเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคน ไม่แบ่งเชื้อชาติ สีผิว ภาษาหรือความแตกต่างใดๆ
อ้างอิง
[1] สิทธิในชีวิตและร่างกาย http://www.l3nr.org/posts/465925
[2] ประวัติของชาวโรฮิงญา http://www.tacdb-burmese.org/web/index.php?option=com_content&view=article&id=61:2010-11-16-05-48-43&catid=36:2010-10-21-08-06-37&Itemid=58
[3]โรฮิงญา “สิทธิมนุษยชน” คือ….? https://www.facebook.com/notes/madu-madu/โรฮิงญา-สิทธิมนุษยชน-คือ/394181957304277/
[4]เจาะลึก"โรฮิงญา"เหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ตายทั้งเป็น!!ถูกขูดรีด-กักขัง-กดขี่เยี่ยงทาส http://www.dailynews.co.th/thailand/181025