สิทธิในเสรีภาพของคนต่างด้าว
[1] คนต่างด้าว (aliens) หมายถึง บุคคล ซึ่งพำนักอยู่ในรัฐ ที่ตนมิได้เป็นคนสัญชาตินั้น หรือเป็นพลเมืองของรัฐนั้น พระราชบัญญัติ สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 4 บัญญัติว่า "คนต่างด้าว หมายถึง ผู้ซึ่งมิได้มีสัญชาติไทย" โดยทั่วไปแล้วประชาชน ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินของรัฐหนึ่งรัฐใด ย่อมประกอบไปด้วยบุคคลสองจำพวก คือ พลเมืองของรัฐนั้นจำพวกหนึ่ง กับอีกพวกหนึ่ง คือพลเมืองของรัฐอื่น ซึ่งเรียกว่า คนต่างด้าว คนต่างด้าว ที่เข้ามาอาศัยในดินแดนของรัฐใด ย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายของรัฐเช่นเดียวกับพลเมืองของรัฐนั้น แต่โดยทั่วไปแล้วคนต่างด้าวจะถูกจำกัดสิทธิ และหน้าที่บางประการ ซึ่งเรื่องนี้ แยกออกพิจารณาได้ 2 ประการ คือ สิทธิตามกฎหมายเอกชน และสิทธิตามกฎหมายมหาชน
สิทธิตามกฎหมายเอกชนนั้น ถือว่าคนต่างด้าวมีสิทธิเช่นเดียวกับพลเมืองของรัฐ เช่น คนต่างด้าว มีสิทธิสมรส รับมรดก และมีสิทธิมีกรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น สิทธิตามกฎหมายเอกชน ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด จะมีปัญหาก็เฉพาะ การถือกรรมสิทธิ ในที่ดินของคนต่างด้าวเท่านั้น อย่างไรก็ดีเรื่องการถือกรรมสิทธิในที่ดินของคนต่างด้าวนี้ มิได้ถือเป็นหลักอย่างเคร่งครัดว่าคนต่างด้าวจะมีกรรมสิทธิในที่ดินมิได้เลย วิธีปฏิบัติในเรื่องนี้ ประเทศต่างๆ มักจะมีสนธิสัญญาต่อกันว่าคนต่างด้าว มีสิทธิที่จะมีกรรมสิทธิในที่ดินได้ เช่น สนธิสัญญาที่ไทยทำกับปอร์ตุเกส ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ สเปน สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ค สวีเดน และญี่ปุ่น เป็นต้น พลเมืองของประเทศดังกล่าวนี้ อาจถือกรรมสิทธิในที่ดินในประเทศไทยได้ และพลเมืองของไทย ก็อาจถือกรรมสิทธิในที่ดินของประเทศเหล่านั้น ได้เช่นกัน
ตามหลัก กฎหมายระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อคนต่างด้าวนั้น ถือหลักว่าคนต่างด้าวไม่ว่าจะเป็นในฐานะ นักท่องเที่ยว หรือในฐานะผู้อยู่ประจำก็ตาม ย่อมไม่มีสิทธิเหนือพลเมืองของรัฐ และไม่มีสิทธิทางการเมือง คนต่างด้าว ย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายของรัฐทุกประการ หากเขาถูกละเมิดจะต้องใช้กฎหมายของรัฐนั้นใช้บังคับ และเขาก็มีสิทธิ ที่จะขอรับความยุติธรรมจากรัฐเช่นเดียวกับพลเมืองของรัฐนั้น
กรณีปัญหาตัวอย่างในเรื่องนี้คือกรณีของนายสาธิต เซกัล ซึ่งโดนคำสั่งเนรเทศออกจากประเทศไทย เพราะมีชื่อเป็นแกนนำกปปส.และได้เข้าร่วมขึ้นปราศรัยแสดงความคิดเห็นบนเวทีของกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล จึงเป็นข้อปัญหาขึ้นมาว่าสามารถทำได้หรือไม่?
จากประเด็นดังกล่าว ทำให้มุ่งไปยังเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือ Freedom of Speech ซึ่งก็คือบุคคลสามารถกล่าวแสดงความคิดเห็นของตนได้โดยมีเสรีภาพ หากแต่เสรีภาพนั้นจะต้องไม่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือขัดต่อศีลธรรมหรือละเมิดผู้อื่น ตามหลักการใช้สิทธิและเสรีภาพพื้นฐานทั่วไป โดยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 45 ก็ได้บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน" และเมื่อดูตามหลักการที่จะเนรเทศคนต่างด้าวได้นั้น ก็ต้องพิจารณาจากอำนาจการเนรเทศของรัฐนั้นๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว รัฐทุกรัฐมีสิทธิจะรับหรือไม่รับคนต่างด้าวเข้ามาในประเทศ อีกทั้งยังสามารถเนรเทศคนต่างด้าวออกจากรัฐตนได้ด้วย แต่การเนรเทศคนต่างด้าวจะกระทำโดยอำเภอใจโดยที่ไม่มีเหตุหรือข้ออ้างสำหรับการเนรเทศไม่ได้ เมื่อพิจารณาต่อจากพ.ร.บ.การเนรเทศคนต่างด้าว พ.ศ. 2499 โดยเหตุที่จะอ้างเพื่อเนรเทศนั้นต้องเป็นตามมาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อปรากฏว่ามีความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งให้เนรเทศคนต่างด้าวออกไปนอกราชอาณาจักร” จะเห็นได้ว่าอำนาจของการเนรเทศคนต่างด้าวออกจากรัฐนั้นเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
สำหรับกรณีศึกษานายสาธิต เซกัลป์นั้นหากพิจารณาในเรื่อง Freedom Of Speech เขาสามารถที่จะทำได้ไม่ว่าจะเป็นคนชาติใดก็ตาม ตามหลักสิทธิมนุษยชนที่จะไม่มีใครห้ามความคิดหรือการแสดงความคิดเห็นของใครได้ เพียงแต่ Freedom Of Speech นั้นจะต้องมีขอบเขตด้วย
อ้างอิง
[1] ต่างชาติกับต่างด้าวแตกต่างกันอย่างไร http://guru.sanook.com/21278/
ข้อพิจารณาทางกฎหมายระหว่างประเทศกรณีการเนรเทศคุณ สาธิต เซกัล http://prachatai.com/journal/2014/03/52267