อ้างอิงรูปภาพจาก : http://wrote107.blogspot.com/2009/09/2551_25.html

     ในปัจจุบันเป็นยุคของการแข่งขันกันของคนในสังคมทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งจุดประสงค์หลักๆของการแข่งขันกันนั้นก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง ต้องการมีชื่อเสียง ต้องการเป็นที่ยอมรับ และที่สำคัญคือต้องการมีทรัพยสินเงินทองมากมาก ซึ่งการที่เราจะสามารถมีทรัพยสินเงินทองได้นั้น หากไม่ใช่เพราะได้มาด้วยการทุจริตแล้ว เราก็ต้องทำมาหากิน ประกอบอาชีพตามความถนัดของแต่ละคนเพื่อให้ได้เงินซึ่งเป็นสื่อกลางในการใช้จ่ายเพื่อนความสะดวกสบายของเรา แต่เราชาวไทยซึ่งได้รับสัญชาติไทย อยู่ในประเทสไทยมาตั้งแต่เกิด เราย่อมไม่มีปัญหาในเรื่องสิทธิของการประกอบอาชีพ เรามีสิทธิประกอบอาชีพต่างๆได้ตามความสามารถของเรา เพราะมีกฎหมายรับรองให้เรา

     สำหรับบุคคลที่ไม่ได้รับสัญชาติไทย อาทิเช่น ชาวต่าวด้าว แล้วนั้นการที่เขาจะมาประกอบอาชีพในประเทศไทยนั้นช่างยากเย็นเหลือเกิน เพราะมีข้อจำกัดจากกฎหมายที่คอยจำกัดมิให้เขาได้รับเสรีภาพในการประกอบอาชีพ

     หากจะกล่าวถึงเสรีภาพในการประกอบอาชีพนั้น ถือเป็นสิทธิอันเกี่ยวเนื่องกับสถานะบุคคล กล่าวคือเมื่อคุณมีสภาพความเป็นบุคคลแล้วนั้น คุณก็มีสิทธิพัฒนาคุณภาพชีวิตของคุณ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือสิทธิในการทำงาน และเพื่อยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิในการทำงานหรือประกอบอาชีพ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (1) ข้อที่ 23บัญญัติว่า

   “(1) ทุกคนมีสิทธิในการทํางาน ในการเลือกงานโดยอิสระ ในเงื่อนไขที่ยุติธรรมและเอื้ออํานวยต่อการทำงานและในการคุ้มครองต่อการว่างงาน ”

    กรณีศึกษาเรื่องครอบครัวหม่องภา (2) ประกอบด้วย พ่อหม่อง: คนรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมาร์ แม่ภา : หญิงไทยใหญ่จากรับฉาน ประเทศเมียนมาร์ และบุตรอีก 2 คนคือน้องดวงตา และน้องจุลจักร ทั้งหมดเกิดที่เมียนมาร์ และด้วยความไม่สงบของประเทศครอบครัวจึงย้ายมาประเทศไทย นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ครอบครัวหม่องภาไม่มีจุดเกาะเกี่ยวใดใดกับประเทศไทยเลย นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ประเทศเมียนมาร์ได้บันทึกบุคคลทั้ง 4 ในทะเบียนราษฎร พวกเขาจึงตกเป็นคนไร้รับโดยสิ้นเชิง กล้าวคือเป็นคนไร้รัฐ และไร้สัญชาติ คือไม่มีรัฐใดในโลกรับรองสัญชาติให้เป็นคนในรัฐ สมาชิกในครอบครัวหม่องภาจึงเป็นคนต่างด้าว ตามกฎหมายไทย เนื่องจากไม่มีสัญชาติไทย และเนื่องจากครอบครัวหม่องภาได้เข้าประเทศไทยโดยไม่มีหนังสือเดินทางที่ออกโดยเมียนมาร์ เพราะไม่มีสถานะเป็นคนในรัฐ จึงไม่อาจเป็นคนเข้าเมืองตามกฎหมาย พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และมีสถานะเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ไม่มีสิทธิอาศัยในประเทศไทย

     พิจารณาเรื่องของจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศไทยนั้นแม้ในตอนที่เข้ามาแรกแรกครอบครัวหม่องภาจะไม่มีจุดเกาะเกี่ยวใดใดกับไทย แต่เมื่อครอบครัวนี้อยู่ประเทศไทยยาวนานถึง 14 ปี ซึ่งส่งผลให้คุ้นเคยและมีความกลมกลืนกับชาวไทย วัฒนธรรมไทยต่างๆ อีกทั้งก็ยังมีการจ่ายภาษีทางอ้อมบ่อยครั้ง จึงมีสิทธิขอแปลงสัญชาติเพื่อใช้สัญชาติไทยได้ รัฐไทยจึงมีหน้าที่รับรองสัญชาติให้ครอบครัวหม่องภา ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 มาตรา 11 ประกอบ มาตรา 10 ซึ่งสิทธิในสัญชาติเป็นสิทธิมนุษยชนที่ถูกรับรองไว้ใน ข้อ 15 (1) สิทธิในสัญชาติ ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่รัฐไทยมีหน้าที่ต่อครอบครัวหม่องภา

     และเนื่องจากในตอนนั้นมีความตกลงร่วมกันของรัฐไทยและเมียนมาร์เพื่อ ออกหนังสือให้แรงงานไร้ฝีมือ คือ Oversea Worker Identification Card ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการที่รัฐเมียนมาร์ได้รับรองสัญชาติเมียนมาร์แก่นายหม่องและนางภา ทำให้ทั้งสองไม่ประสบปัญหาคนไร้สัญชาติ

     ต่อมารัฐไทยได้บันทึกเด็กทั้งสองกล่าวคือน้องดวงตา และน้องจุลจักรในทะเบียนราษฎรไทยแล้ว ที่ไม่ใช่แรงงานที่ขึ้นทะเบียน แม้ไม่ได้รับหนังสือรับรองสัญชาติเมียนมาร์ ทั้งที่มีสิทธิในสัญชาติทั้งหลักดินแดนและหลักสืบสายโลหิต เด็กทั้งสองจึงยังประสบปัญหาความไร้สัญชาติ แต่ไม่ประสบปัญหาความไร้รัฐ เพราะน้องดวงตาได้รับการบันทึกในทะเบียน ท.ร.38 ก ในฐานะนักศึกษาไร้สัญชาติ และน้องจุลจักรได้ขึ้นทะเบียน ท.ร.38/1 ภายใต้ทะเบียน MOU ว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างด้าว

     เมื่อครอบครัวหม่องภาได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรไทย ไม่ใช่คนไร้รัฐ ในฐานะคนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอาศัย ในปัจจุบันนายหม่องและนางภาได้มีสิทธิอาศัยชั่วคราวและมีชื่อในทะเบียนบ้าน และหากใช้สิทธิดังกล่าวย่อมส่งผลให้บุตรทั้งสองได้สิทธิอาศัยตามบิดามารดาด้วย แต่นายหม่องและนางภายังมิได้ใช้สิทธิ

     พิจารณาต่อไปว่าสถานะตอนนี้ของครอบครัวหม่องภาคือมีสถานะเป็นคนต่างด้าวไม่มีสิทธอาศัย ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันในด้านต่างๆได้อย่างปกติอย่างแน่นอน แต่จะขอกล่าวถึงในเรื่องปัญหาของการประกอบอาชีพของครอบครัวนี้ กล่าวคือเนื่องจากทั้งครอบครัวมีสถานะเป็นคนต่างด้าว และกฎหมายไทยนั้นได้มีการห้ามชาวต่าวด้าวทำงานไว้หลายอย่างซึ่งหากพิจารณาดูแล้วส่วนใหญ่จะเป็นงานที่จะต้องศึกษาเล่าเรียนมาในทางด้านนั้นโดยเฉพาะ ซึ่งมีข้อห้ามในการทำงานที่เยอะมาก แทบจะเกือบหมดวิชาชีพพื้นฐานที่มีในประเทศก็ว่าได้ หากเป็นเช่นนี้แล้วพวกเขาคงจะต้องทำงานที่ไม่ต้องใช้ความรู้ซึ่งเป็นงานที่ได้เงินเดือนน้อยมาก อย่างนี้แล้วครอบครัวของเขาจะพัฒนาได้อย่างไร อีกทั้งปรากฎว่าน้องดวงตาบุตรคนโตของครอบครัวศึกษาอยู่ที่คณะศิลปสาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งหากน้องจบการศึกษามาแต่ตนยังมีสถานะเป็นคน่ต่างด้าวซึ่งไม่สามารถนำวิชาชีพที่เรียนมาใช้ประกอบอาชีพ เพื่อพัฒนาชีวิตตนเองและครอบครัวได้เนื่องจากถูกจำกัดการประกอบอาชีพโดยกฎหมาย อย่างนี้เท่ากับว่าเป็นการละเมิดสิทธิที่ติดมากับสถานะความเป็นบุคคลในเรื่องของสิทธิพัฒนาคุณภาพชีวิตของน้องและครอบครัวอย่างมาก


ณัฐณิชา วัฒนสุข


อ้างอิง

(1)ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เข้าถึงได้จาก :

http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/ud...

(วันที่ค้นข้อมูล : 18 เมษายน 2557)

(2)ข้อเท็จจริงกรณีครอบครัวหม่องภา เข้าถึงได้จาก :

เอกสารประกอบวิชาการกฎหมายสิทธิมนุษยชน

(วันที่ค้นข้อมูล : 18 เมษายน 2557)