อ้างอิงรูปภาพจาก http://aseanwatch.org
คำถามที่ว่าผู้ประกอบธุรกิจต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนด้วยหรือ ? ข้าพเจ้าคิดว่าคำตอบที่จะได้รับนั้นขึ้นอยู่กับทัศนคติ การประกอบสัมมาอาชีพ หรือชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละบุคคล เนื่องจากคำตอบของแต่ละบุคคลนั้นย่อมเป็นคำตอบที่ตนจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุดและเสียผลประโยชน์น้อยที่สุด กล่าวคือหากมองในมุมของบุคคลทั่วไปผู้บริโภคซึ่งมิได้ประกอบธุรกิจนั้นเค้าก็ต้องตอบว่า ผู้ประกอบธุรกิจจำเป็นต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน เพราะว่าเป็นสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงมีและต้องมิได้รับการละเมิดสิทธิโดยมิได้รับอนุญาติจากเจ้าของสิทธิ และนอกจากนี้ถึงแม้ว่าผู้ประกอบธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็นองค์กรใหญ่มีบุคคลหลายคนทำงานร่วมกัน แต่ต้องอย่าลืมว่าบุคคลในองค์กรเหล่านั้นหรือแม้แต่ตัวผู้บริหารเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งซึ่งหากคุณประกอบกิจการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็จะกลายเป็นว่าคุณก็ละเมิดความเป็นมนุษย์ในตนเองเช่นกัน แต่หากมองในมุมของผู้ประกอบธุรกิจแล้วโดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจในต่างประเทศนั้น เค้าก็จะมองว่าเค้าเป็นบริษัทใหญ่ เค้าต้องทำยังไงก็ได้ให้กิจการเค้าดำเนินต่อไปได้ จนถึงขยายให้ยิ่งใหญ่ และมักเน้นไปในเรื่องของหลักเศรษฐศาตร์เป็นหลัก ยิ่งเป็นบริษัทที่เกิดจากคนในชาติพัฒนามาประกอบกิจการในประเทศกำลังพัฒนานั้น เค้าจะสนใจในเรื่องของกำไรหรือเม็ดเงินเป็นหลักจนบางทีมองข้ามเรื่องหลักสิทธิมนุษยชนไป
ประเด็นศึกษาในเรื่องที่ผู้ประกอบธุรกิจละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น ที่เห็นได้ชัดเลยคือ เรื่องเขื่อนไซยะบุรี (1) ข้อเท็จจริงคือบริษัทที่ลงทุนสร้างเขื่อนนี้ คือ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งถือหุ้นโดย ช. การช่าง และบริษัทลูกของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมีธนาคารของไทยอย่างน้อย 6 แห่งให้การสนับสนุนเงินกู้และการค้ำ. ต้องลงทุนในโครงการสายส่งอีกหลายหมื่นล้าน เพื่อรองรับไฟฟ้าเข้าระบบในเดือนมกราคม 2562
ทว่า กลับไม่ปรากฎว่าได้ทำการประเมินผลกระทบ“ข้ามพรมแดน” ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพ อีกทั้งยังไม่ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็น หรือได้รับฉันทามติจากประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขงตอนล่างอย่างที่ควรจะเป็น
รายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ระบุไว้ชัดเจนว่า การเปิด-ปิดประตูเขื่อนจะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนมีความลึกต่างกันประมาณ 3-6 เมตร (ขึ้นอยู่กับระยะห่างจากตัวเขื่อน) นอกจากชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านริมน้ำโขงจะตกอยู่ในอันตรายแล้ว ยังมีเรื่องของปลาในแม่น้ำโขง โดยเฉพาะเป็นปลาที่อพยพย้ายถิ่นตามฤดูกาล ชาวประมงรู้ดีว่าในช่วงน้ำกำลังลดซึ่งเป็นช่วงที่จับปลาได้มากที่สุด หากระดับน้ำขึ้น แม้ไม่ถึง 10 เซนติเมตร หรือน้ำขุ่นจนผิดปกติ ชาวบ้านจะจับปลาไม่ได้ทันที เพราะปลาจะหลงน้ำและเปลี่ยนทิศการว่าย หากระดับน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงหลายเมตรทุกๆ วัน หายนะจะมีมากเพียงใด
ทั้งนี้ในรายงานการศึกษาดังกล่าวยังเสนอให้ระงับโครงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงออกไปอย่างน้อย 10 ปี เพื่อศึกษาผลกระทบเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งนายกรัฐมนตรีของทั้งกัมพูชาและเวียดนามต่างสนับสนุนข้อเสนอนี้
เกิดคำถามหลักๆ ที่ชาวบ้านลุ่มน้ำโขงถามมายังรัฐบาลไทย ลาว และ ช.การช่าง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และยังไม่มีคำตอบ คือ เขื่อนนี้สร้างเพื่อผู้ลงทุน หรือเพื่อใคร และไทยต้องการไฟฟ้าจากเขื่อนนี้จริงหรือ และความเสียหายต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติ อีกทั้งวิถีชีวิตประชาชนริมฝั่งโขง ทั้งลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม จะคุ้มค่ากับไฟฟ้าที่ได้มาหรือไม่ และเมื่อหายนะมาถึง ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
จากปัญหาดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าผู้ประกอบธุรกิจกล่าวคือบริษัทที่ลงทุนสร้างเขื่อนนั้นไม่ได้คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนเท่าที่ควร เพราะเห็นได้ว่าผลกระทบจากการสร้างเขื่อนนั้นมันทำให้ชาวบ้านริมแม่น้ำโขงได้รับผลกระทบอย่างมาก ทั้งในด้านการประกอบอาชีพของชาวบ้านที่เค้าทำมาหากินเลี้ยงตนเองและครอบครัวหากขาดรายได้เพราะการสร้างเขื่อนนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดความอันตรายแก่ทรัพย์สินที่เค้าทำมาหาได้และยิ่งไปกว่านั้นที่ต้องคำนึงมากที่สุดคืออันตรายต่อชีวิตของพวกเค้า ซึ่งไม่สามารถแลกกับอะไรได้ทั้งนั้น มันไม่คุ้มเลยกับไฟฟ้าที่เป็นผลที่จะได้จากเขื่อน กับการที่ต้องแลกชีวิตของชาวบ้านริมแม่น้ำโขง
ความคิดเห็นของข้าพเจ้าว่าผู้ประกอบการควรคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนหรือไม่นั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าการที่เราจะกระทำสิ่งใดนั้นเราควรคำนึงถึงผลดีที่เราจะได้มันมากกว่าผลเสียแค่ไหน หากมันมากกว่ามากเราก็ควรทำ แต่ผลดีหรือประโยชน์ที่ควรคำนึงนั้นไม่ใช่เพียงประโยชน์ของตัวเราเองเท่านั้น เราควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมและผลกระทบที่จะเกิดต่อคนอื่นในการกระทำของเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผลที่จะกระทบนั้นมันเสียงจะสงผลกระทบถึงชีวิตของคนอื่นแล้วเรายิ่งต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและลองคิดดูว่าเป็นคุณเองคุณจะอยากโดนคนอื่นละเมิดสิทธิของเราแบบนี้หรือเปล่า หรือเรียกง่ายๆว่า ให้นึกถึงใจเค้าใจเรา สิ่งเหล่านี้อยู่ที่สามัญสำนึกของบุคคลความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน นอกจากนี้ข้าพเจ้าคิดว่าหากเรามีกฎหมายที่เคร่งครัดในเรื่องของการจัดการกับผู้ประกอบธุรกิจที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้วนั้น ก็จะช่วยลดปัญหานี้ได้อย่างมาก
ณัฐณิชา วัฒนสุข
อ้างอิง
(1) ข่าวเรื่องเขื่อนไซยะบุรี เข้าถึงได้จาก :
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID... (วันที่ค้นข้อมูล : 15 เมษายน 2557)
