อ้างอิงรูปภาพจาก : http://www.naewna.com

      เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ดังนี้หลักการของประชาธิปไตยที่เรารู้กันอยู่ก็คือ “การปกครองโดยประชาชน” ซึ่งการปกครองโดยประชาชนนั้นแน่นอนว่าประชาชนทุกคนต้องมีสิทธิเสรีภาพในทุกสิ่งที่จะไม่ไปกระทบสิทธิของคนอื่น เพราะประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ หากพิจารณารัฐธรรมนูญไทยแล้วนั้นก็ได้มีการรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล

      รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(1)มาตรา 45 บัญญัติว่า

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น”

     เสรีภาพในการพูด(2)(อังกฤษ:freedom of speech) หรือเสรีภาพในการแสดงออก(อังกฤษ:freedom of expression) เป็นสิทธิการเมืองในการสื่อสารความคิดของบุคคลผ่านการพูด คำวา เสรีภาพในการแสดงออก บางครั้งใช้เป็นคำไวพจน์ แต่ยังรวมไปถึงพฤติการณ์ใด ๆ ในการแสวงหา ได้รับและนำข้อสนเทศหรือความคิดโดยไม่คำนึงถึงสื่อที่ใช้ ในทางปฏิบัติ สิทธิในเสรีภาพการพูดมิได้มีสมบูรณ์ในทุกประเทศ และสิทธินี้โดยทั่วไปมักถูกจำกัด เช่นเดียวกับการหมิ่นประมาท การดูหมิ่นซึ่งหน้า ความลามก และการยุยงให้ก่ออาชญากรรม

     สิทธิในเสรีภาพการพูดได้รับการยอมรับเป็นสิทธิมนุษยชนภายใต้ข้อ 19 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและได้รับการยอมรับในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองข้อ 19 แห่งกติกาฯ บัญญัติว่า "ทุกคนจักมีสิทธิออกความเห็นโดยไม่ถูกแทรกแซง" และ "ทุกคนจักมีสิทธิในเสรีภาพการพูด สิทธินี้จักรวมไปถึงเสรีภาพในการแสวงหา ได้รับและส่งต่อข้อสนเทศและความคิดในทุกรูปแบบ โดยไม่คำนึงถึงขอบเขต ไม่ว่าจะโดยการพูด การเขียนหรือการพิมพ์ ในรูปของศิลปะ หรือผ่านสื่ออื่นใดที่เป็นทางเลือกของเขา" หากข้อ 19 ยังบัญญัติต่อไปว่าการใช้สิทธิเหล่านี้มี "หน้าที่และความรับผิดชอบพิเศษ" และอาจ "ดังนั้น ต้องถูกจำกัดบ้าง" เมื่อจำเป็น "เพื่อความเคารพถึงสิทธิหรือชื่อเสียงของคนอื่น" หรือ "เพื่อคุ้มครองความมั่นคงของชาติหรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรม"

      ดังจะเห็นจากข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองว่ามีข้อความที่สอดคล้องกันกล่าวคือบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยจะต้องไม่ถูกแทรกแซง ดังนี้จะขอยกกรณีศึกษาของคุณสาธิต เซกาล มาศึกษาในกรณีนี้

     ข้อเท็จจริงกรณีคุณสาธิต เซกาล ซึ่งถือสัญชาติอินเดีย เขามาทำงานเป็นที่ปรึกษาสิ่งพิมพ์ โฆษณา และสื่อต่างๆ และยังดำรงตำแหน่งประธานหอการค้าไทยอินเดีย ซึ่งเขาอ้างกับสื่อว่าทุกครุ้งที่ไปเจรจากับอินเดีย เขามักจะคอยเจรจาปกป้องผลประโยชน์ของไทยมาโดยตลอด นอกจากนี้ สาธิต เซกัล ยังเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีในรัฐบาลกว่า 6 สมัย นับตั้งแต่รัฐบาลของนายชวน หลีกภัย, รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. สาธิต เซกัล ได้นำมวลชนกว่า 700 คน มามอบดอกไม้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ สตช. พร้อมขอร้องไม่ให้ตำรวจทำร้ายประชาชน รวมทั้งยังได้มอบเงินกว่า 1 แสนบาท ให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในนามกลุ่มนักธุรกิจสีลม นอกจากนี้ นายสาธิต เซกัล ยังขึ้นปราศรัยโจมตีรัฐบาลที่เวที กปปส. จนถูก ศรส. ออกคำสั่งเนรเทศดังกล่าว

     ในประเด็นที่คุณสาธิตโดนเนรเทศหรือถูกเพิกถอนการอนุญาติให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรนั้น เป็นการพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โดย พรก.ฉุกเฉินบัญญัติให้ใช้กฎหมายคนเข้าเมืองโดยอนุโลม โดยมีมติเห็นควรเพิกถอการอนุญาติให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของนาสาธิตตามมาตรา 53 , 54 ประกอบมาตรา 12(7) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นการส่งคนต่างด้าวออกนอกราชอาณาจักร โดยผลเป็นการเพิกถอนการอนุญาติให้มีถิ่นที่อยู่มิใช่การเนรเทศ (3)

     ข้อพิจารณาในประเด็นที่คุณสาธิตถูกเพิกถอนการอนุญาติให้มีถิ่นที่อยู่นั้น เมื่อพิจารณาแล้วการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของคุณสาธิตโดยการต่อต้านรัฐบาลทักษิณนั้นเห็นว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนที่บุคคลทุกคนพึงมี และการแสดงความคิดเห็นนั้นแม้จะเป็นเรื่องการเมืองของประเทศไทยแต่การกระทำที่ต่อต้านรัฐบาลทักษิณนั้นก็หาใช่การที่คุณสาธิตเข้าไปมีส่วนในการบริหารประเทศเป็นฝ่ายบริหารซึ่งเป็นข้อต้องห้ามสำหรับชาวต่างด้าว เพียงแค่การแสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยทางการเมืองของคุณสาธิตนั้นเห็นว่าสามารถทำได้โดยมี กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 19 รับรองอยู่

     และการที่เพิกถอนการอนุญาติให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรนั้น แม้จะกล่าวว่ามิใช่การเนรเทศ เพราะการเนรเทศนั้นจะต้องเป็นการใช้ มาตรา 5 แห่งพรบ.การเนรเทศ พ.ศ. 2499 แต่ในกรณีของคุณสาธิตนี้ ใช้มาตรา 12(7) แห่งพรบ.คนเข้าเมือง แต่หากพิจารณากฎหมายทั้งสองบทแล้วนั้นพบว่ามีเนื้อหาใจความคล้ายคลึงกัน โดยใช้คำว่า “เพื่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” (พรบ เนรเทศ) กับคำว่า “มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ” (พรบ.คนเข้าเมือง) ซึ่งผลก็คือคุณสาธิตต้องออกจากประเทศไทย

     จากข้อพิจารณาต่างๆนั้นเห็นได้ว่ายังมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองของคนต่างด้าวในประเทศไทยอยู่ซึ่งขัดกับหลักของ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่รับรอบสิทธิในการแสดงความคิดเห็นให้กับบุคคลหรือมนุษย์ทุกคน ซึ่งข้าพเจ้ามีความเห็นว่าหากเห็นว่าการกระทำของเขาส่งผลให้เกิดความวุ่นวาย หรือความไม่สงบสุขในสังคม ควรจะใช้กฎหมายอื่นในการจำกัดหรือยับยั้งการกระทำของเขา มิใช่การเพิกถอนการอนุญาติให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร


ณัฐณิชา วัฒนสุข


อ้างอิง

(1)รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เข้าถึงได้จาก :

http://www.ombudsman.go.th/10/documents/law/Consti...

(วันที่ค้นข้อมูล : 17 เมษายน 2557)

(2)เสรีภาพในการพูด เข้าถึงได้จาก :

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0...

(วันที่ค้นข้อมูล : 17 เมษายน 2557)

(2)กรณีคุณสาธิต เซกัล ส่งตัวกลับหรือเนรเทศ เข้าถึงได้จาก :

เอกสารประกอบการเรียนวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชน (วันที่ค้นข้อมูล : 17 เมษายน 2557)