คนคนต่างด้าว ตามพระราชบัญญัติ สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 4 บัญญัติว่า "คนต่างด้าว หมายถึง ผู้ซึ่งมิได้มีสัญชาติไทย" ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าคนต่างด้าว คือ ผู้ซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยตามกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติ โดยการจำแนกคนต่างด้าวในประเทศไทยนั้นอาจใช้หลักเกณฑ์ในการแบ่งได้หลายประการ อาทิการแบ่งโดยเกณฑ์ในการเข้าประเทศโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือแบ่งโดยเกณฑ์สิทธิอาศัยอยู่ เป็นต้น
คนต่างด้าวก็เป็นมนุษย์เหมือนกับคนทั่วไป ดังนั้น รัฐไทยก็ย่อมจะต้องคุ้มครองคนต่างด้าวอย่างแน่นอน และคุ้มครองในมาตรฐานเดียวกับที่คนสัญชาติไทยได้รับ เพราะความเป็นมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ขึ้นอยู่กับสัญชาติแต่อย่างใด และไม่ขึ้นอยู่กับความชอบด้วยกฎหมายของการเข้าเมือง หรือกล่าวได้ว่าคนต่างด้าวนั้นย่อมต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกับ บุคคลที่มีสัญชาติไทย และสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญที่ข้าพเจ้าจะยกตัวอย่างกรณีศึกษา ก็คือ สิทธิในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของคนต่างด้าว
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น คือ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าโดยการพูด หรือการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่พลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ปรากฏใน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย2 มาตรา 45 บัญญัติว่า
"บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน"
นอกจากรัฐธรรมนูญแล้ว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นยังปรากฏอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยผูกพันเช่นกัน คือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 193 บัญญัติว่า
"ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก ทั้งนี้ สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพที่จะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และที่จะแสวงหา รับและส่งข้อมูลข่าวสารและข้อคิดผ่านสื่อใดและโดยไม่คํานึงถึงพรมแดน"
และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 194 บัญญัติว่า
“1. บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง ”
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เนื่องจากเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นปรากฏในรัฐธรรมนูญ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจึงเป็นสิทธิมนุษยชนที่มนุษย์ทุกคนมีและต้องได้รับการรับรองจากรัฐ ไม่ว่าบุคคลนั้น จะเป็นคนชาติของรัฐหรือเป็นคนต่างด้าว ก็ย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นด้วยกันเสียทั้งสิ้น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเทศไทยนั้นจะถูกกำจัดได้ก็ต่อเมื่อขัดต่อหน้าที่พลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่การจำกัดนั้นย่อมมีผลทั้งคนสัญชาติไทยและคนต่างด้าวเช่นเดียวกัน
ส่วนสิทธิทางการเมือง คือ สิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง (self-determination) ด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารรัฐโดยตรง หรือใช้สิทธิเลือกตั้งบุคคลเข้าไปเป็นตัวแทนโดยปราศจากการแทรกแซงจากบุคคลอื่น การเลือกตั้งจึงต้องเป็นไปตามวาระ มีการออกเสียงโดยทั่วไปอย่างเสมอภาค และเป็นการลงคะแนนลับเพื่อประกันการแสดงเจตนาเสรีของผู้เลือก5 ปรากฎในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 16 บัญญัติว่า
“1. ประชาชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง โดยอาศัยสิทธิน้ัน ประชาชนจะกำหนดสถานะทางการเมืองของตนอย่างเสรี รวมท้ังดำเนินการอย่างเสรีในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตน ”
สิทธิทางการเมืองนี้เป็นสิทธิที่ต่อมาจากเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเพื่อความมั่นคงของรัฐ ดังนั้นรัฐเกือบทุกรัฐจึงจะถูกกำกัดไว้เฉพาะคนสัญชาติของรัฐเท่านั้น ในประเทศไทย คนสัญชาติไทยเท่านั้นที่จะมีสิทธิทางการเมือง คนต่างด้าวไม่มีสิทธิทางการเมือง มีเพียงสิทธิในการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น
กรณีศึกษานายสาธิต เซกัล ซึ่งเป็นคนสัญชาติอินเดีย ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย แกนนำกลุ่ม กปปส.และได้ขึ้นไปปราศรัยบนเวที กปปส. ถูกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ(ศรส.) มีมติให้เนรเทศออกนอกประเทศไทย ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ในหมวด 6การส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร โดยในมาตรา 53 ระบุว่า คนต่างด้าวซึ่งเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรแล้วภายหลังปรากฏว่าเป็น บุคคลซึ่งมีพฤติการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 12 (7) มาตรา 12 ระบุว่า ห้ามมิให้คนต่างด้าวซึ่งมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้เข้ามาในราช อาณาจักร และใน (7) ระบุว่า มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชน หรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ
จากกรณีศึกษาข้างต้นทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การแสดงความคิดเห็นของคนต่างด้าวในประเทศไทยจะสามารถทำได้หรือไม่ และการแสดงความเห็นทางการเมืองเป็นเสรีภาพในการเข้าร่วมทางการเมืองหรือไม่ ในความเห็นของข้าพเจ้าเห็นว่าการขึ้นปราศรัยบนเวทีทางการเมืองเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง ยังไม่ถึงขั้นการเข้าร่วมทางการเมืองซึ่งคนต่างด้าวไม่สามารถทำได้เนื่องจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายไทยอื่นๆยังไม่มีการรับรองให้คนต่างด้าวสามารถมีสิทธิในการเข้าร่วมทางการเมืองกล่าวคือสิทธิที่เกี่ยวกับการปกครองประเทศ เช่น การลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการมีสิทธิเลือกตั้ง เป็นต้น แต่เมื่อเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลทุกคน และได้รับการรับรองจาก ICCPR ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยได้เข้าร่วมลงนามด้วย จึงมีผลผูกพันให้รัฐไทยต้องปฏิบัติตาม และข้าพเจ้าเห็นด้วยกับความเห็นในการตีความมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ว่าสิทธิในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิมนุษยชน ดังนั้นผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 45 หมายรวมถึงคนต่างด้าวด้วย ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่าบุคคลทุกคนไม่ว่าจะมีสัญชาติใดก็สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นในทางการเมืองได้เพราะเป็นเสรีภาพในการแสดงความเห็นอย่างหนึ่งที่มีกฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศรับรองไว้ให้
ที่มา http://www.senate.go.th/lawdatacenter/includes/......
นิติ วณิชย์วรนันต์
5501681133