สิทธิมนุษยชนคนไทยในกระแสโลก

 กระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสัมพันธภาพทาง

อำนาจในสังคมการเมืองไทย ล้วนแต่เป็นผลกระทบมาจากพลังกดดันภายนอกแทบทั้งสิ้น ข้อ

แตกต่างส าคัญอยู่ที่ว่า ในช่วงแรกการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงเป็นไปโดยมีเป้าหมายกุศโลบายชัดเจน เพื่อ

ธำรงรักษาไว้ซึ่งอิสรภาพอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นพื้นฐานช่องทางนำไปสู่การสถาปนาหลักการสิทธิ

เสรีภาพและเสมอภาคของประชาชน ดังกล่าวข้างต้น โดยนัยนี้ อิสรภาพอธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

จึงประกอบเป็นหลักการน าสังคมควบคู่กันไป ไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้ ในช่วงที่สอง หลังจาก

การสูญเสียหลักการน าสังคมที่ว่านี้ไป สังคมไทยภายใต้ชนชั้นใหม่ ก็ถูกชักจูงให้เข้าสู่วิถีการเร่งรัด

พัฒนา ผนวกเศรษฐกิจของประเทศให้ต้องพึ่งพาขึ้นต่อศูนย์อำนาจเศรษฐกิจการเมืองโลก ในฉายา

ของเศรษฐกิจตลาดเสรี วิกฤตเศรษฐกิจการเงินช่วงทศวรรษ 2540 ที่ต้องเผชิญกันในขณะนี้ ถ้าจะ

พิเคราะห์กันให้ถ่องแท้แล้ว มิใช่เรื่องของอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ฉับพลันเฉพาะหน้าอย่างที่อยากจะ

เข้าใจหรือพยายามอ้างอิงกัน หากแต่เป็นบทสรุปอันเป็นผลสืบเนื่องโดยแท้จากกระบวนการเร่งรัด

พัฒนาแบบพึ่งพาตลอดช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา

ผลก็คือ สถานะเศรษฐกิจการเมืองของไทย ต้องอิงอาศัยอยู่กับสถานการณ์เป็นไปตามแต่จะ

กำกับจากศูนย์อำนาจภายนอก ระบบวิธีคิดในหมู่ชนชั้นน าใหม่ รวมทั้งบรรดานักวิชาการปัญญาชน

นายหน้าทั้งหลายก็โน้มเอียงเป็นเช่นนั้น เสมือนหนึ่งเป็นสูตรสำร็จ นโยบายและมาตรการเศรษฐกิจ

การเมือง จึงเป็นเรื่องของการตอบสนองความต้องการภายนอกโดยแทบจะไม่ต้องมีวิจารณญาณอะไร

นอกเหนือไปจากนั้นเลย ในสภาวะอับจนและทาสทางปัญญาเช่นนี้ กระบวนการทางการเมือง ไม่ว่า

จะเป็นการเลือกตั้ง พรรคการเมือง และพิธีกรรมอื่น ๆ ทั้งหลายภายใต้ระบบรัฐสภา จึงมองไม่เห็น

ความจ าเป็นใด ๆ ที่จะต้องใส่ใจจริงจังในเรื่องสิทธิเสียงของมวลสามัญชนในเบื้องล่าง

พัฒนาการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในประเทศไทย

ช่วงเวลาสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการเติบโตของสิทธิพลเมืองไทยคือตั้งแต่ปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมา กล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญได้ให้สิทธิพลเมืองแก่ประชาชนทุกคนและเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการปกครอง ทำให้รู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะมิติใหม่นี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงการที่ราษฎรสามารถแสดงความรู้สึกทั้งทางบวกและทางลบต่อผู้อื่นได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวกับอำนาจของรัฐที่มีผลกระทำต่อตน หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 การวิพากษ์วิจารณ์และกระทั่งคัดค้านต่อนโยบายของรัฐบาลประชาธิปไตยเป็นไปอย่างกว้างขวาง แม้รัฐบาลในเวลานั้นได้จำกัดสิทธิของประชาชนให้อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก

ข้อสังเกตแนวทางสิทธิมนุษยชนสากลกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินภายในประเทศ

ในบรรดาสิทธิมนุษยชนสิทธิตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International covenant on civil and political rights-ICCPR )ถือเป็นสิทธิอันดับแรกถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของปัจเจกชน ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นอิสระจากการไม่ถูกแทรกแซง แม้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในเชิงของพัฒนาการกฎหมายภายในประเทศที่สอดรับกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังเกิดคำถามอยู่ว่าในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิพลเมืองตามกติกา ICCPR ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองเป็นลำดับแรก จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิพลในการยกระดับกลไกคุ้มครองสิทธิพลเมืองในประเทศได้มากน้อยเพียงไร จากกรณีศึกษาเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และเหตุการณ์การสลายการชุมของรัฐบาลต่อกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พบว่า แม้ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศ ICCPR และได้พยายามให้ความสำคัญการพัฒนาสิทธิมนุษยชนหลายด้านของประเทศ แต่ในแง่ของสิทธิทางการเมืองโดยเฉพาะการประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ทุกรัฐบาลจะอ้างถึงความจำเป็นในการกฎหมายพิเศษเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดความไม่สงบเกิดขึ้น แต่กฎหมายพิเศษดังกล่าวได้กระทบต่อสงบเรียบร้อยของประชาชนและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนหลายประการ นอกจากนี้ในประเด็นที่ยังเป็นคำถาม ประการที่หนึ่ง รัฐบาลมีการนิยามถึงสถานการณ์ฉุกเฉินว่าเหมือนหรือต่างกับนิยามของสหประชาชาติมากน้อยเพียงไร ประการที่สอง หากรัฐบาลต้องการปฏิบัติเลี่ยงพันธกรณีบางประการเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยเมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลได้ให้ความเคารพต่อสิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ ของประชาชนที่ไม่สามารถยกเว้นได้หรือไม่

อ้างอิง http://www.sanehchamarik.in.th/attachments/028_220...

http://www.deepsouthwatch.org/ms/node/2336