ปัญหาสิทธิมนุษยชนในการเชื่อมต่อกับสังคมโลก ซึ่งมีปัญหาอยุ่หลายด้าน ซึ่งในที่นี้จะยกตกอย่างในเรื่องของคนต่างด้าว เช่น แรงงานต่างด้าว และในกรณีของชาวโรฮิงญา
โดยนิยามของคนต่างด้าวคือ คนต่างด้าว ตามมาตรา5 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 หมายถึงบุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย[1] ส่วนแรงงานต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติ องค์การสหประชาชาติได้กำหนดความหมายไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติ และสมาชิกในครอบครัวของแรงงานข้ามชาติ ในมาตรา 2 หมายถึง " บุคคลซึ่งจะถูกว่าจ้างให้ทำงาน กำลังถูกว่าจ้าง หรือเคยถูกว่าจ้างทำงาน โดยได้รับค่าตอบแทนในรัฐที่ตนไม่ได้เป็นคนของชาตินั้นแม้ว่าว่าในปัจจุบันประเทศไทยยังมิได้ลงนามเป็นภาคีสมาชิกภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว แต่ในประเทศไทยก็มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เป็นผลมาจากปรากฏการณ์ที่เกิดจากภาวะทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่มีการผนวกและการเคลื่อนย้ายทุน แรงงานและเทคโนโลยี ก่อน ปี พ.ศ.2540 ประเทศไทยมีการขายตัวทางทางเศรษฐกิจระดับสูงและต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และจากการพัฒนาโครงสร้างการผลิตจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการมากขึ้น ทำให้ความต้องการแรงงานมีจำนวนมากขึ้น ทำให้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเช่น พม่า ลาวและกัมพูชาเข้ามาทำงานในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในงานที่ไร้ฝีมือหรือกึ่งฝีมือที่คนไทยไม่นิยมทำ เช่น งานที่สกปรก งานที่มีความเสี่ยง อันตราย หรือ งานที่ยากลำบาก
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2555 คณะกรรมการจัดงานวันแรงงานข้ามชาติสากล ประกอบด้วย เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ เครือข่ายด้านประชากรข้ามชาติ แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และกลุ่มสหภาพแรงงานย่านอ้อมน้อยฯ รังสิตฯ สระบุรี และภาคตะวันออกกว่า 200 คน ร่วมกันจัดงานเดินรณรงค์ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมทั้งแถลงข้อเรียกร้อง เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของแรงงานข้ามชาติ
นายบัณฑิต แป้นวิเศษ ผู้ประสานงานคณะทำงานจัดงานวันแรงงานข้ามชาติสากล อ่านข้อเรียกร้องที่มีต่อรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การจัดงานวันแรงงานข้ามชาติสากลในครั้งนี้ คณะทำงานมีข้อเสนอหลัก ๆ ที่ต้องการให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการแก้ไขสามประการ ดังนี้
ประการแรก รัฐบาลไทยต้องแก้กฎหมายประกันสังคม เพื่อให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิเข้าถึงประกันสังคมอย่างเป็นธรรม
เมื่อพิจารณาข้อเรียกร้องประกอบการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า การออกแบบระบบประกันสังคมเป็นการออกแบบเพื่อคนไทย แรงงานไทย ดังนั้นสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จึงเกื้อหนุนแรงงานไทยเป็นหลัก กล่าวคือแรงงานไทยที่มีบัตรแสดงตนย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐไทย แต่แรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่ที่เข้ามาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จึงไม่มีบัตรประกันสุขภาพและไม่สามารถไปรับบริการที่โรงพยาบาลของรัฐได้ ดังแรงงานคนหนึ่งในโรงงานอิฐในภาคอีสาน กล่าวว่า “คนลาวที่เข้าทำงานในโรงอิฐไม่มีใครเข้ามาทำงานแบบถูกต้องสักคน ส่วนมากคนจะข้ามมาทางเรือ บางคนทำพาสปอร์ตมาและเมื่อหมดอายุก็ไม่กลับไปต่อ เมื่อมี ตม.ลงมาตรวจ แรงงานก็จะพากันวิ่งหนีไปหลบตามป่าหลังโรงงาน”
แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าแรงงานเหล่านั้นจะไม่มีบัตรประกันสุขภาพ แต่แรงงานเหล่านั้นก็ยังเป็นมนุษย์ มีสิทธิที่จะได้รับการบริการสาธาณสุขซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตรอดต่อไป ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนประการหนึ่งที่รัฐไทยปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้นรัฐไทยจึงต้องให้บริการสาธารณะสุขแก่แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานไทย ไม่ว่าแรงงานนั้นจะเป็นคนสัญชาติใด หรือมีบัตรประกันสุขภาพหรือไม่ก็ตาม
ประการที่สอง ให้รัฐบาลทบทวนนโยบายส่งกลับแรงงานข้ามชาติ หลังวันที่ 14 ธันวาคม 2555 เนื่องจากจะมีแรงงานข้ามชาติ ที่ต้องถูกผลักดันส่งกลับประเทศ เพราะไม่สามารถขึ้นทะเบียนพิสูจน์สัญชาติได้ทันตามกำหนด
เมื่อพิจารณาข้อเรียกร้องดังกล่าว พบว่า การที่แรงงานข้ามชาติต้องการพิสูจน์สัญชาติเพื่อที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นสิทธิส่วนบุคคลของแรงงานเพราะการที่แรงงานสามารถพิสูจน์สัญชาติและขึ้นทะเบียนได้นั้นทำให้แรงงานสามารถประกอบอาชีพในประเทศไทยได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนได้รับสิทธิพิเศษบางประการจากรัฐไทย เช่น สิทธิประกันสังคม แต่การที่รัฐไทยจำกัดเวลาการพิสูจน์สัญชาติและมีนโยบายส่งแรงงานข้ามชาติกลับประเทศเพราะไม่สามารถขึ้นทะเบียนพิสูจน์สัญชาติได้ทันตามกำหนด นับเป็นการกระทำที่ส่งผลให้บุคคลนั้นๆไม่อาจประกอบอาชีพได้อีกต่อไป ทำให้ขาดรายได้ที่ต้องนำมาหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว นับว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานและครอบครัวอีกทางหนึ่ง
ประการที่สาม ขอให้รัฐบาลไทยแก้ไขคุ้มครองแรงงาน ให้เพิ่มการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ และแรงงานไทยที่มีอาชีพทำงานตามบ้าน และงานประมง เนื่องจากแรงงานเหล่านี้เป็นงานที่ต้องทำงานหนัก มีชั่วโมงการทำงานยาวนานและเป็นงานสกปรก
เมื่อพิจารณาเรียกร้องดังกล่าว พบว่า การบังคับให้แรงงานทำงานเป็นระยะเวลายาวนานติดต่อกัน เช่น การให้แรงงานต่างด้าวเพียงคนเดียวมาเป็นคนทำความสะอาดบ้านและดูแลคนชราที่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง หรือ การจ้างแรงงานมาทำงานที่สกปรก เช่น งานขุดลอกคูคลองที่ต้องทำให้เนื้อตัวสกปรกตืดต่อกันเป็นเวลา 12 ชั่วโมงต่อวัน แม้ว่านายจ้างจะอ้างว่า เสียค่าตอบแทนชดเชยแก่แรงงานที่ต้องทำงานหนักหรือสกปรกติดต่อกันนานเกินสมควรก็ตาม แต่ก็นับว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของแรงงานเหล่านั้นเพราะการทำงานในลักษณะดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของแรงงานทั้งทางจิตใจที่ต้องอดทนทำงานเป็นเวลานาน และทางร่างกายที่ต้องหักโหมทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานไม่ได้พักผ่อน รัฐไทยจึงสมควรที่จะออกมาตรการควบคุมการจ้างงานและจัดตั้งองค์กรเพื่อเป็นช่องทางแก่แรงงานในการเรียกร้องและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของแรงงานเหล่านั้น
กล่าวโดยสรุป เหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวและวิเคราะห์มาข้างต้นเป็นปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศปลายทางที่มีแรงงานจากประเทศอื่นๆเข้ามาทำงาน อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยมีรากฐานหรือสาเหตุของปัญหาจากภาวะทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่มีการผนวกและการเคลื่อนย้ายทุน แรงงานและเทคโนโลยีซึ่งเป็นสภาวะทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก ดังนั้นข้าพเจ้าเชื่อว่าปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติย่อมเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆได้เช่นเดียวกัน ดังเห็นได้จากการที่องค์กรสหประชาชาติซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญของโลก มีประเทศสมาชิกจำนวนมาก ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ตรา Convention on the Protection of the Rights of Migrants Workers and Members of their Families ขึ้น เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิมนุษยชนให้แก่แรงงานต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติจากไม่ให้ถูกละเมิดหรือลิดรอนโดยรัฐเจ้าของประเทศ
ต่อมาในเรื่องของชาวโรฮิงญาการที่ชาวโรฮิงญาอพยพข้ามน้ำทะเลอันดามันไปยังประเทศต่างๆ อธิ บังกลาเทศ มาเลเซีย ปากีสถาน รวมถึงประเทศไทยด้วย เนื่องจากโดนกดขี่จากรัฐบาลทหารพม่าในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การไม่ได้รับสัญชาติพม่า การถูกห้ามเข้าศึกษาเล่าเรียน การไม่มีสิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลต่างๆ และปัญหาอื่นๆอีกมากมาย เนื่องจากความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ภาษา ระหว่างชาวโรฮิงญา กับประชาชนชาวพม่า ทำให้ชาวโรฮิงญาจำนวนมากจำต้องยอมอพยพจากดินแดนบ้านเกิดของเขาที่มีทั้งความทรงจำ และความผูกพัน เพื่อไปยังดินแดนที่เขาจะได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ผู้หนึ่งในสังคมโลก
ทำให้มีชาวโรฮิงญาจำนวนกว่าหมื่นคนอพยพมายังดินแดนไทย เพื่ออยู่กินและใช้ชีวิตที่มีความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคน ที่ได้กำหนดไว้ในสิทธิมนุษยชน หลายปีที่ผ่านมาปัญหาชาวโรฮิงญาเปรียบเสมือนเรือกลางกระแสคลื่นช่วงไหนคลื่นลมแรงหลบเข้ามาฝั่งมีคนสนใจ ปัญหาเหล่านั้นก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อหาทางออก แต่เมื่อลมสงบการแก้ไขปัญหาก็หยุดนิ่ง เหมือนกับว่าไม่มีปัญหานั้นเกิดขึ้นอีกเลย
แต่มีชาวโรฮิงญาจำนวนมากตกเป็นเหยื่อขององค์กรการค้ามนุษย์ ที่จะนำชาวโรฮิงญานำไปขายเป็นแรงงานแก่นายทุนต่างๆ หรือกระทั่งบังคับให้ไปขายบริการ จนเกิดเหตุการณ์ที่ตำรวจไทยบุกเข้าช่วยเหลือชาวโรฮิงญาประมาณ 800 คน ที่ถูกกักขังอย่างแออัด บริเวณสวนยางชายแดนไทย-มาเลเซีย ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา จากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ได้เชื่อมโยงไปถึงขบวนการค้ามนุษย์ ที่มีชาวโรฮิงญาเป็นเหยื่อ ซึ่งสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือของผู้อพยพถูกสกัดโดยตำรวจและกองทัพไทย โดยมีข้อตกลงเพื่อขายกลุ่มผู้อพยพโรฮิงญาให้กับขบวนการค้ามนุษย์ เพื่อส่งต่อไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งรัฐบาลไทยยืนยันที่จะสืบสวนเรื่องนี้
ซึ่งที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าในไทยยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวโรฮิงญาซึ่งประเทศไทยควรสอบสวนและแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญาในประเทศไทยต่อไปเพื่อไม่ให้มีการละเมิกสิทธิมนุษยชน