การละเมิดสิทธิในชีวิตอื่นๆ

     สิทธิมนุษยชน กล่าวคือ ทุกคนต้องมีสิทธิดังกล่าว แต่จะใช้สิทธินั้นได้หรือไม่อยู่ที่ว่ามีรัฐที่รับรองสิทธิมนุษยชนนั้นหรือไม่ และการที่บุคคลไม่มีรัฐรับรองสิทธิมนุษยชนดังกล่าวนั้น แสดงว่าบุคคลนั้นไม่ได้รับสิทธิที่ตนควรได้รับในฐานะที่เป็นมนุษย์ ดังนั้นบุคคลนั้นจึงกำลังโดนละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่

      ตัวอย่างบุคคลที่โดนละเมิดสิทธิมนุษยชนคือ น้องนาแฮ ซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐใดๆเลยในโลก ดังนั้นน้องนาแฮจึงเป็นบุคคลไร้รัฐโดยสิ้นเชิง ซึ่งตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ16 บัญญัติว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายในทุกแห่งหน[1] ดังนั้น แม้น้องนาแฮอาจจะไม่ได้รับการรับรองสัญชาติไทย แต่อย่างน้อยน้องนาแฮควรจะได้รับการรับรองการเกิดหรือรับรองว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ข้อ24(3)แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง บัญญัติว่าเด็กทุกคนมีสิทธิที่จะไดม้าซึ่งสัญชาติ ดังนั้น น้องนาแฮจึงต้องได้รับการรับรองสัญชาติด้วย

    เนื่องจากน้องนาแฮเกิดราวพ.ศ.2540 จึงมีอายุราว17ปีและมิได้มีเหตุประการใดให้น้องนาแฮบรรลุนิติภาวะก่อนหน้านั้นแต่อย่างใด น้องนาแฮจึงยังเป็นเด็ก ตามนิยามของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กข้อ1 เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญาน้ี เด็ก หมายถึง มนุษย์ทุกคนที่อายุต่ำกว่าสิบแปดปี เว้นแต่จะบรรลุนิติภาวะก่อนหน้านั้น ตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่เด็กนั้น[2] ดังนั้น น้องนาแฮจึงควรได้รับสิทธิของเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก นอกจากนั้นยังมีข้อข้อขาและเท้าบิด ไม่สามารถเดินได้ แม้ว่าน้องนาแฮจะเป็นคนไร้รัฐ แต่ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ข้อ7(1)ให้รัฐภาคีดําเนินมาตรการที่จําเป็นทั้งปวงเพื่อประกันว่า เด็กพิการได้อุปโภคสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานทั้งปวงอย่างเต็มที่ บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกับเด็กอื่น

       นอกจากนั้นยังมีสิทธิอื่นๆอีกในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เช่น ข้อ23(1)รัฐภาคียอมรับว่าเด็กท่ีพิการทางร่างกายหรือจิตควรมีชีวิตท่ีสมบูรณ์และปกติสุขในสภาวะท่ีประกันในศักดิ์ศรี ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและเอื้ออำนวยให้เด็กมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในชุมชน (2)รัฐภาคียอมรับในสิทธิของเด็กพิการท่ีจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และจะสนับสนุนและประกัน ที่จะขยายเท่าท่ีกำลังทรัพยากรจะอำนวย ความช่วยเหลือซึ่งมีการร้องขอและซึ่งเหมาะสมกับสภาพของเด็กและสภาพการณ์ของบิดา มารดา หรือบุคคลอื่นท่ีดูแลเด็ก ไปยังเด็กที่อยู่ในเกณฑ์และผู้ที่รับผิดชอบในการดูแลเด็ก ข้อ24(1)รัฐภาคียอมรับในสิทธิของเด็กที่จะได้รับมาตรฐานสาธารณสุขที่สูงที่สุดเท่าท่ีจะหาได้และสิ่งอำนวย ความสะดวกสำหรับการบำบัดรักษาความเจ็บป่วยและการฟื้นฟูสุขภาพ รัฐภาคีจะพยายามดำเนินการที่จะประกันว่า ไม่มีเด็กคนใดถูกริดรอนสิทธิในการรับบริการดูแลสุขภาพเช่นว่านั้น เป็นต้น

อ้างอิง

ปฏิญญาสากลว่าดวยสิทธิมนุษยชน . (ออนไลน์). http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/udhrt.pdf. 15 พค 2557 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน HR-LLB-TU-2556-TPC



ความเห็น (0)