ผู้ทรงสิทธิในการมีสุขภาพดี

ผู้ทรงสิทธิในการมีสุขภาพดี

หากจะกล่าวถึงเรื่องของสิทธินั้น ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าการที่ สิทธิต่างๆจะเกิดขึ้นหรือมีได้นั้นจะต้องประกอบด้วย ตัววัตถุแห่งสิทธิ และ ตัวผู้ทรงสิทธิ และเนื้อหาแห่งสิทธิ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นและครบองค์ประกอบเป็นสิทธิแล้วผู้ทรงสิทธิย่อมสามารถอ้างยันสิทธิของตนแก่ผู้อื่นได้ ซึ่งสิ่งที่จะทำการพิจารณาในบทความนี้คือการพิจารณาในแง่ของการเป็นผู้ทรงสิทธิ ในการที่จะได้รับบริการสาธารณะสุขจากภาครัฐ ในฐานะที่เป็นบุคคลว่ามีปัญหาทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงอย่างไร

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 51 บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์”

บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองความเท่าเทียมในการได้รับบริการสาธารณะสุขพื้นฐานให้มีความเท่าเทียม หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการรับประกันว่า ปวงชนชาวไทยจะได้รับบริการสาธารณสุขตามเหมาะสม และ ตามสมควร ซึ่งการที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดย่อมเป็นการประกันสิทธิ ของปวงชนชาวไทยอย่างดีเยี่ยม แต่อย่างไรก็ดีมีปัญหาที่ควรจะต้องพิจารณาคือในประเด็นที่ว่า คำว่า”บุคคล” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา51นี้ หมายความรวมถึงบุคคลใดบ้าง จะหมายความถึงแต่ปวงชนชาวไทยเท่านั้น หรือ จะหมายความรวมถึงบุคคลทุกคนที่มีสภาพบุคคล เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของมนุษย์ตามหลักสากล

ซึ่งกรณีนี้นำมาสู่ปัญหาการตีความในเรื่องของการได้รับการคุ้มครองจากภาครัฐ เพราะหากตีความว่าบุคคลในที่นี้หมายถึงแต่ปวงชนชาวไทย บุคคลอื่นๆที่เป็นชาวต่างชาติ หรือคนไร้สัญชาติย่อมไม่อาจเป็นผู้ทรงสิทธิได้ แต่กลับกันหากตีความว่า หมายถึงบุคคลทุกคนที่เป็นมนุษย์ย่อมหมายความว่า ทุกคนที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยย่อมได้รับความคุ้มครองใมเรื่องของการได้รับบริการสาธารณะสุขไปโดยปริยาย ทั้งนี้แม้ว่าสำหรับประเด็นเรื่องคนไร้สัญชาตินั้นจะได้มีการตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนเงินช่วยเหลือคนไร้สัญชาติแล้วก็ตามแต่อย่างไรก็ดี ก็ยังคงมีปัญหาเรื่องการตีความอยู่บ้าง ทำให้คนไร้สัญชาติยังมีบางคนที่ไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆในประเทศไทยเลย

สำหรับข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ในการใช้การตีความกฎหมาย นั้น ทั้งในกรณีของกองทุนเงินช่วยเหลือสำหรับคนไร้สัญชาติ และในกรณีของการตีความรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องอาศัยหลักการตีความเพื่อให้เกิดผลดีภายในขอบข่ายที่ตัวอักษรนั้นจะเดินไปถึงได้ สำหรับกรณีรัฐธรรมนูญเบื้องต้น หากตีความว่าบุคคลในที่นี้หมายถึงมนุษย์ทุกคนย่อมเป็นการตีความที่ไม่เกิดผลประหลาด และ ยังสามารถคุ้มครองบุคคลได้มากขึ้นกว่าเดิม อันเป็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนซึ่งทุกประเทศพึงกระทำแก่คนที่อยู่ในรัฐตนนั่นเอง

มีกรณีศึกษาของ น้องจอหนุแฮ ซึ่งป็นเด็กที่เป็นคนไร้รัฐซึ่งมีมารดาชาวพม่า นำมาส่งตัวที่โรงพยาบาลท่าสองยาง จังหวัดตากก่อนที่ตัวมารดาจะตายในเวลาต่อมา และทิ้งให้พี่สาวของน้องซึ่งมีอายุเพียง15ปี เป็นคนดูแล ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถใช้ข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียวในการตัดสินได้เพราะทั้งนี้ ตามตัวบทแล้วคนที่เดินทางเข้ามาในประเทศโดยผิดกฎหมายนั้น จะต้องถูกส่งกลับไปยังประเทศบ้านเกิดของตน แต่กรณีของน้อง จอหนุแฮนั้น น้องมีอาปารป่วยหนักและเป็นพี่ป่วยติดเตียงคือ จำต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลาเนื่องจากอาการเจ็บป่วย ซึ่ง ทางแพทย์ลงความเห้นว่าแม้ว่าจะสามารถรักษาอาการน้องเบื้องต้นได้แล้ว ก็ไม่อาจจะส่งน้องกลับไปที่ประเทศพม่าซึ่งเป็นบ้านเกิดได้สืบเนื่องมาจากการเดินทางที่ยากลำบาก และน้องมีความจำเป็นต้องใช้ถึงออกซิเจน ดังนั้นเป็นไปได้ยากมากที่ส่งน้องกลับไปแล้วน้องจะสามารถมีชีวิตรอดได้ ซึ่งนอกจากน้องเป็นคนไร้รัฐแล้ว ยังมีปัญหาในเรื่องที่ว่าน้องไม่ได้รับการคุ้มครองจากทั้งรัฐธรรมนูญ และ กองทุนของรัฐอีกด้วย ซึ่งโชคดีที่มีหลายภาคส่วนยังคนึงถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและเข้าช่วยเหลือน้องเอาไว้ได้ ซึ่งนี่สะท้อนปัญหาของ สิทธิมนุษยชนที่ไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่เพราะไม่ใช่ทุกกรณีที่ จะได้รับความช่วยเหลืออย่างเช่นน้องจอหนุแฮ ซึ่งเรื่องนี้ควรได้รับการแก้ไขให้เป็นระบบ และมีช่องว่างน้อยกว่านี้

อ้างอิง

"กรณีศึกษาน้องจอหนุแฮ : เด็กพิการไร้รัฐไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศเมียนม่าร์ แล้วมาป่วยเป็นคนไข้ติดเตียงที่โรงพยาบาลท่าสองยาง"แหล่งที่มา :https://mbasic.facebook.com/notes/%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B9%81%E0%B8%AE-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81-%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B0-%E0%B8%9B/692934990749501/?_rdr 14 พฦษภาคม 2557

พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แหล่งที่มา: http://www.thailawforum.com/database1/National-Health-Act-Security-2002-thai.html 14พฦษภาคม 2557

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แหล่งที่มา: http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A_%E0%B9%92%E0%B9%95%E0%B9%95%E0%B9%90/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94_%E0%B9%93#.E0.B8.A1.E0.B8.B2.E0.B8.95.E0.B8.A3.E0.B8.B2_.E0.B9.95.E0.B9.91 14 พฦษภาคม 2557

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน HR-LLB-TU-2556



ความเห็น (0)