การเริ่มต้นงานเขียนในเรื่องนี้ข้าพเจ้าขออธิบายความหมายของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เสียก่อน โดยความหมายคร่าวๆนั้นเห็นว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือการได้รับการยอมรับของบุคคลในสังคม ในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ และเมื่อมีการกล่าวถึงมนุษย์แล้วก็ย่อมหมายความถึงบุคคลทุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยกด้วยเงื่อนไขประการใดๆ จึงจะเห็นว่าเมื่อกล่าวถึงการยอมรับในความเป็นมนุษย์โดยไม่มีการแบ่งแยกแล้ว ความเกี่ยวโยงในลักษณะที่ให้การคุ้มครองบุคคลอีกฝั่งหนึ่งที่เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับก็ย่อมเป็นสิทธิมนุษยชนนั่นเอง เนื่องด้วยเมื่อต้องให้การยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่งแล้วนั้นมนุษย์ผู้นั้นก็ต้องมีสิทธิต่างๆที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าความเชื่อมโยงระหว่างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการให้ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนของบุคคลมีความเกี่ยวโยงกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งนี้เมื่อข้าพเจ้าได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่ามนุษย์นั้นหมายความถึงบุคคลทุกๆคน ดังนั้นบุคคลเข้าเมืองผิดกฎหมายก็ย่อมเข้ารวมเป็น 1 ใน กลุ่มบุคคลที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงด้วย
เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้วข้าพเจ้าจะขอยกตัวอย่างกรณีของบุคคลซึ่งแม้จะนับเป็นบุคคลคนหนึ่งแต่ก็เห็นว่าสังคมส่วนรวมยังมิให้ความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาเท่าที่ควร ตัวอย่างของบุคคลที่จะกล่าวถึงคือ เด็กชายนิวัฒน์ จันทร์คำหรือน้องนิค โดยประวัติคร่าวๆของน้องนิคคือ น้องนิค เกิดในประเทศเมียนม่าร์ จากข้อเท็จจริงคือ น้องนิคไม่มีเอกสารรับรองสถานะบุคคลใดๆเลย ทั้งนี้บิดามารดาของน้องนิคได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย จังหวัดตรัง โดยไม่มีเอกสารเข้าเมืองหรือเอกสารแสดงตนใดๆ และย่อมหมายความว่าบิดาและมารดาของน้องนิคมิได้เข้ามาในประเทศไทยตามช่องทางที่ถูกต้องแต่อย่างใด จากกรณีดังกล่าวจะเห็นว่า เมื่อพิจารณาจาก พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522[1] มาตรา11 วางหลักว่า "บุคคลซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรจะต้องเดินทางเข้ามาหรือออกไปตามช่องทาง ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าสถานี หรือท้องที่และตามกำหนดเวลา ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีจะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา" และ
มาตรา12วางหลักว่า "ห้ามมิให้คนต่างด้าวซึ่งมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้เข้ามาในราชอาณาจักร
(1)ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้องและยังสมบูรณ์อยู่ หรือมีแต่ไม่ได้รับการตรวจลงตราในหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางเช่นว่านั้นจากสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศหรือจากกระทรวงการต่างประเทศ เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องมีการตรวจลงตราสำหรับคนต่างด้าวบางประเภทเป็นกรณีพิเศษ" จากมาตรา 11 ประกอบ มาตรา 12(1) เมื่อการเข้าเมืองไม่ได้มีการเข้าตามช่องทางที่รัฐไทยกำหนดประกอบกับการที่ไม่มีเอกสารการเข้าเมืองอย่างถูกต้อง จึงทำให้บิดาและมารดาของน้องนิคอยู่ในสถานะของบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะเห็นว่าจากข้อเท็จจริงน้องนิคนั้นเมื่อขณะที่เข้ามาในประเทศไทยนั้นมีอายุเพียง 3 ขวบ ซึ่งเห็นว่ายังเป็นบุคคลที่ไม่สามารถทราบข้อเท็จจริงต่างๆได้กล่าวคือการเข้าเมืองตามที่บิดาและมารดาได้พามานั้นน้องนิคไม่ได้ทราบเลยว่าตนจะตกอยู่ในสถานะอะไร กล่าวคือจะเป็นกรณีที่น้องนิคนั้นไม่มีเจตนาหรือไม่ซึ่งอาจทำให้น้องนิคนั้นไม่อยู่ในสถานะบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายก็เป็นได้ แต่ตามการวิเคราะห์นั้นมิได้มีการกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใดโดยจากการพิจารณาในประเด็นต่อๆมานั้น คิอการพิจารณาในฐานะที่น้องนิคนั้นตกอยู่ในสถานะของบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ โดยจากข้อเท็จจริงที่ว่ามารดาของน้องนิคได้เอาน้องนิคมาฝากให้กับป้าเพื่อทำการเลี้ยงดูในจังหวัดตรัง และเมื่อปรากฎว่าน้องนิคนั้นไม่มีเอกสารแสดงตัวบุคคลใดๆเลย รวมกับเมื่อบิดาและมารดาก็ไม่มีเอกสารดังกล่าวด้วยย่อมทำให้น้องนิคไม่มีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศอะไรเลยในลักษณะที่เป็นรูปธรรมที่เห็นได้อย่างชัดแจ้ง ดังนั้นน้องนิคจึงตกเป็นบุคคลผู้ไร้รัฐ ไร้สัญชาติโดยในช่วงเวลาที่น้องนิคได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยนั้นก็ไม่ได้มีการดำเนินการเพื่อรับการสำรวจและมีบัตรประจำตัวใดๆ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าเมื่อไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าไม่มีการรับรองใดๆจากรัฐไทยให้เป็นบุคคลผู้อยู่ในสถานะใดสถานะหนึ่งในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยหรือประเทศเมียนม่าร์เลย จีงทำให้ณ ขณะดังกล่าวน้องนิคนั้นไม่มีรัฐเจ้าของตัวบุคคล และการคุ้มครองบุคคลจึงไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้หรือเกิดขึ้นได้ยากมาก ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าเมื่อกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการเข้าสำรวจสถานะบุคคลเพื่อให้บุคคลนั้นได้รับการคุ้มครองในฐานะที่เป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคล การไม่สำรวจดังกล่าวส่งผลนานาประการในการเข้าถึงสิทธิของน้องนิคเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการปลดปละละเลยของรัฐไทยนั้นก็ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิในการเข้าถึงความเป็นสถานะของบุคคลหนึ่งในรัฐ
ข้อเท็จจริงกล่าวต่อไปว่า เมื่อเข้าสู่วัยที่น้องนิคนั้นจะได้รับการศึกษา จากกรณีการศึกษาของน้องนิคนั้นไม่พบปัญหาใดๆเพราะการเข้าเรียนของน้องนิคนั้นสามารถมีได้แม้ว่าจะเป็นบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติก็ตาม โดยพิจารณาได้จาก ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[2]ข้อ 26. กล่าวคือ ประชาชนทุกคนต้องมีสิทธิได้เรียนหนังสือได้รับการเรียนระดับประถมฟรี เราควรได้เรียนวิชาชีพหรือเรียนต่อถึงขั้นสูงสุดตามต้องการ ประชาชนทุกคนควรได้รับการพัฒนาความสามารถทุกด้าน และควรได้รับการอบรมให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นแม้จะแตกต่างกันทางเชื้อชาติ ศาสนาหรือสัญชาติ ผู้ปกครองมีสิทธิเลือกวีธีสอนและเนื้อหาที่จะสอนให้บุตรหลานได้ ประกอบกับ มาตรา 10ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542[3] กล่าวคือ การจัดการศึกษา ต้องจัดให้ บุคคล มีสิทธิ และ โอกาส เสมอกัน ในการรับ การศึกษา ขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า สิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้ อย่างทั่วถึง และ มีคุณภาพ โดย ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าจากข้อบัญญัติทั้ง 2 ย่อมหมายถึงการเปิดโอกาสในการศึกษาให้แก่บุคคลทุกคน โดยไม่มีเงื่อนไขจำกัดทางด้านสถานะแต่อย่างใด
ทั้งนี้ในเวลาต่อมาเมื่อรัฐไทยนั้นได้ออกยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะบุคคลในปี 2548 ซึ่งโดยหลักนั้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการขจัดการไร้รัฐให้แก่เด็กในโรงเรียนซึ่งย่อมหมายถึงน้องนิคด้วย และเมื่อมีการประกอบกับ พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎรพ.ศ. [4] 19 มาตรา 38 วรรค 1 วางหลักว่า "ให้นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นจัดทำทะเบียนบ้านสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในราชอาณาจักร ในกรณีผู้มีรายการในทะเบียนบ้านพ้นจากการได้รับอนุญาตหรือผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักร ให้นายทะเบียนจำหน่ายรายการทะเบียนของผู้นั้นโดยเร็ว" ดังนี้จะเห็นได้ว่าด้วยยุทธศาสตร์การขจัดความไร้รัฐของเด็กในสถานศึกษาจึงส่งผลให้ทางโรงเรียนนั้นจะต้องมีการสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนเพื่อบันทึกชื่อในทะเบียนราษฎรอันเป็นไปตามพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎรเพื่อให้เกิดความเป็นรูปธรรมขึ้นเนื่องด้วยการมีกฎหมายมากำหนดอย่างชัดแจ้งกล่าวคือข้อกำหนดให้นายอำเภอในสถานที่อาศัยของน้องนิคจัดทำทะเบียนบ้านให้แก่น้องนิคซึ่งเป็นบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยโดยได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรได้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่า ทางอำเภอได้ปฏิเสธไม่จัดทำเอกสารแสดงตัวบุคคลกล่าวคือทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนให้แก่น้องนิคแต่อย่างใดโดยอ้างว่า เพราะอำเภอไม่มีชนกลุ่มน้อย เป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทางอำเภอนั้นได้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานอันกล่าวรวมถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างมากเนื่องจากคำกล่าวของอำเภอนั้นเห็นได้ว่า เป็นการแยกชนชั้นของบุคคลให้อยู่ต่ำกว่าบุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยทั่วไปว่าน้องนิคนั้นไม่ได้อยู่ในฐานะบุคคลเช่นเดียวกับเรา อันแสดงให้เห็นว่าทางอำเภอนั้นไม่ให้การยอมรับในความเป็นบุคคลของน้องนิคเลย อันเป็นการขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อ 1กล่าวคือมนุษย์ทั้งหลายเกิดมาอิสระเสรี และเท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิประสาทเหตุผล และมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันอย่างฉันพี่น้อง ประกอบกับ ข้อ 6 กล่าวคือทุก ๆ คนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลในกฎหมายไม่ว่า ณ ที่ใด ทั้งนี้จึงเห็นว่าการกระทำในการไม่ยอมรับในความเป็นบุคคลเนื่องด้วยการไม่ยอมรับในการจัดทำเอกสารแสดงตัวบุคคลให้แก่น้องนิคในการรับรองเพื่อให้เป็นบุคคลในความคุ้มครองของรัฐไทยอย่างเต็มที่ จึงขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้ในขณะนี้ น้องนิคก็ยังอยู่ในสถานะคนไร้สถานะทางทะเบียนราษฎรอยู่นั่นเอง และด้วยการที่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎรจึงส่งผลให้น้องนิคนั้นไม่ได้รับสิทธิในหลายประการเนื่องด้วยการที่รัฐไทยไม่สามารถคุ้มครองบุคคลดังกล่าวได้และทำให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวไม่ได้รับสิทธิที่ควรจะได้รับ อาทิ สิทธิในหลักประกันสุขภาพ โดยเมื่อรัฐกำหนดให้บุคคลมีหลักประกันสุขภาพตามนโยบายที่กำหนดขึ้น การที่จะตรวจว่าบุคคลดังกล่าวได้รับสิทธิหรือไม่นั้นก็ย่อมต้องมีการตรวจสอบตามทะเบียนราษฎร แต่เมื่อน้องนิคนั้นไม่มีชื่อปรากฎอยู่ในทะเบียนราษฎรการได้รับสิทธิจึงเป็นไปไม่ได้เลย แต่ทั้งนี้การได้รับรักษาพยาบาลนั้นน้องนิคก็ยังคงมีสิทธิอยู่ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อ 251. กล่าวคือ บุคคลมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับสุขภาพ และความอยู่ดีของตน และครอบครัวรวมทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล และบริการสังคมที่จำเป็น และสิทธิในความมั่นคงในกรณีว่างงาน เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เป็นหม้าย วัยชรา หรือการขาดปัจจัยในการเลี้ยงชีพอื่นใดในพฤติการณ์อันเกิดจากที่ตนจะควบคุมได้กล่าวคือ ในส่วนการได้รับมาตรฐานที่เพียงพอในการรักษาพยาบาล หรือแม้แต่สิทธิในการทำงานซึ่งอาจถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขต่างๆที่รัฐได้กำหนดอาจเพื่อวัตถุประสงค์บางประการเพื่อสังคมส่วนรวม เป็นต้น
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าแม้ว่าจะมีนโยบายในการขจัดความไร้รัฐของบุคคลอันมุ่งตรงแก่บุคคลในสถานศึกษาเช่นตามกรณีของน้องนิค ซึ่งตามนโยบายนั้นจะเห็นว่ามีการเริ่มต้นมาตั้งแต่ในปี 2548 แล้วแต่ในปัจจุบันน้องนิคก็ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งในกรณีทางอำเภอที่ไม่ยอมเข้าชื่อน้องนิคในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นที่ชัดเจนว่า แม้ว่าคำสั่งเบื้องบนจะมีประสิทธิภาพมากเพียงใด แต่หากเบื้องล่างกล่าวคือบุคคลากรผู้มีอำนาจในการจัดการปัญหาสถานะไม่มีประสิทธิภาพ หรือยังคงดูถูกเหยียดหยามสิทธิมนุษยชนของบุคคลผู้ด้อยโอกาสมากกว่าเรา การที่จะพัฒนาหรือเสริมสร้างอีกทั้งทำการช่วยเหลือบุคคลกลุ่มดังกล่าวรวมถึงน้องนิคก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นไม่ได้เลย
วันที่ 12 พฤษภาคม 2557
[1] “พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522” .[ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มาhttp://www.immigration.go.th/nov2004/doc/act_imm_2522.html. (12 พฤษภาคม 2557).
[2] “คำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน(Universal Declaration of Human Rights).” 2491.[ระบบออนไลน์].
แหล่งที่มาhttp://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/book.pdf (12 พฤษภาคม 2557).
[3] “พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542” .[ระบบออนไลน์].
แหล่งที่มาhttp://www.tamanoon.com/eduact/. (12 พฤษภาคม 2557).
[4] “พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎรพ.ศ. 2534” .[ระบบออนไลน์].
แหล่งที่มาhttp://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538973729& Ntype=. (12 พฤษภาคม 2557).