การมีสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งที่บุคคลทุกคนบนโลกปรารภนา เนื่องด้วยการมีสุขภาพที่ดีนั้นทำให้การดำเนินชีวิตในสังคมนั้นเป็นไปได้อย่างมีความสุข เพราะความต้องการของคนหลายคนนี้เองในเรื่องของสุขภาพนั้นทำให้เกิดปัญหาการเข้าถึงบริการทางด้านสุขภาพ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันแม้ว่าจะมีการเพิ่มสถานบริการทางด้านสุขภาพรวมทั้งการเพิ่มบุคลากรทางด้านดังกล่าวแล้วแต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่ายังมีไม่เพียงพอ โดยจากสถานการณดังกล่าวปัญหาที่ตามมาอีกประการหนึ่งก็คือคนธรรมดาทั่วไปโดยในที่นี้หมายถึงบุคคลผู้ที่ไม่พบปัญหาทางด้านสถานะบุคคลยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาลได้อย่างครบสมบูรณ์ ความคิดที่ตามมาอย่างเห็นได้ชัดเจนคือแล้วบุคคลผู้มีปัญหาสถานะบุคคลจะสามารถเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาลได้อย่างไร และความคิดดังกล่าวตึงทำให้เกิดการปล่อยปะละเลยไม่สนใจบุคคลในกลุ่มดังกล่าวอาจเป็นเพราะความคิดผิดๆที่ว่าบุคคลเหล่านั้นมิได้มีสถานะเช่น ไม่มีสัญชาติ เหมือนกับเรา
สำหรับกรณีดังกล่าวนี้ข้าพเจ้าจะขอนำเสนอตัวอย่างของเด็กคนหนึ่งซึ่งมีปัญหาในการเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาลกล่าวคือสิทธิในการมีสุขภาพที่ดี เนื่องด้วยความเป็นคนไร้รัฐโดยสิ้นเชิงอันหมายถึงเป็นบุคคลที่ไร้การรับรองทั้งรัฐเจ้าของทะเบียนราษฎรและรัฐเจ้าของสัญชาติ สำหรับเด็กคนดังกล่าวนั้นมีชื่อว่า น้องนาแฮหรือเด็กหญิงนาแฮ กำเนิดขึ้นที่หมู่บ้านแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย อาศัยอยู่กับบิดาและครอบครัวที่จังหวัดดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องด้วยน้องนาแฮยังมิได้รับการรับรองสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐใดบนโลกเลย จึงทำให้ประสบปัญหาความไร้รัฐโดยสิ้นเชิง อันส่งผลให้น้องนาแฮนั้นตกเป็นคนผิดกฎหมายคนเข้าเมืองของทุกรัฐบนโลกทั้งๆในความเป็นจริงแล้วน้องนาแฮนั้นเกิดในประเทศไทยและบิดาของน้องนาแฮก็มีชื่อในทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง และทะเบียนบ้านสำหรับคนที่มีสิทธิอาศัยชั่วคราวแต่เพียงแค่น้องนาแฮยังไม่เคยมีการแจ้งเกิด ทั้งนี้น้องนาแฮนับเป็นผู้พิการเนื่องด้วยมีความพิการในส่วนขาและเท้าบิดจนไม่สามารถเดินได้ตามปกติทำให้ต้องเคลื่อนไหวด้วยการคลานไปตามพื้น โดยความพิการดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจะต้องมีการเข้ารักษาพยาบาลอย่างใกล้ชิดและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้จากความต้องการในการรักษาพยาบาลย่อมนำมาซึ่งค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องด้วยความที่น้องนาแฮอยู่ในครอบครัวที่มีสถานะยากจน เพียงแค่การหาเลี้ยงชีพชองคนในครอบครัวเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ก็เป็นการยากแล้วดังนั้นค่ารักษาพยาบาลเพื่อแก้ไขหรือฟื้นฟูให้น้องนาแฮมีสุขภาพที่ดีขึ้นย่อมเป็นการยากอย่างแน่นอน ดังนั้นครอบครัวของน้องนาแฮจึงต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐที่ตนอยู่ แต่น้องนาแฮกลับถูกปฏิเสธให้เป็นบุคคลผู้ไร้สิทธิในหลักประกันสุขภาพของรัฐ อีกทั้งเนื่องด้วยน้องนาแฮนับเป็นบุคคลผู้มีปัญหาสถานะบุคคลจากการที่ตกเป็นบุคคลผู้มีสถานะเป็นผู้ไร้รัฐโดยสิ้นเชิงและรัฐก็ได้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553 แล้วแต่น้องนาแฮก็ยังมี่สิทธิในหลักประกันสุขภาพดังกล่าว
การแก้ปัญหานั้นควรเริ่มมาจากจุดเริ่มต้นจากการที่น้องนาแฮนั้นไม่ได้รับสิทธิในการมีสุขภาพที่ดีหรือสิทธิในการรักษาพยาบาลอันเนื่องจากการที่น้องนาแฮนั้นเป็นบุคคลผู้มีปัญหาสถานะทางกฎหมายกล่าวคือการเป็นผู้ไร้รัฐโดยสิ้นเชิง ดังนั้นควรมีการแก้ไขในส่วนสถานะของน้องนาแฮให้ได้รับความชอบธรรมอันควรจะได้รับมานานมากแล้ว โดยในแก้ปัญหาของน้องนาแฮคือการที่ให้บิดาของน้องนาแฮนั้นไปแจ้งการเกิดของน้องนาแฮรวมทั้งการพิสูจน์สัญชาติให้ได้รับสัญชาติไทยจาการที่น้องนาแฮนั้นเกิดในประเทศไทยอันตรงกับหลักการมีสัญชาติเนื่องด้วยสถานที่เกิด ดังนี้เมื่อน้องนาแฮได้รับสัญชาติไทยอย่างชอบธรรมแล้วย่อมทำให้น้องนาแฮนั้นได้รับสิทธิต่างๆอย่างครบถ้วนจากการเป็นบุคคลสัญชาติไทย
ถึงกระนั้นจากเรื่องราวของน้องนาแฮที่ได้กล่าวถึงในข้างต้นจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าน้องนาแฮนั้นไม่ได้รับความยุติธรรมเป็นอย่างมากทั้งๆที่รัฐก็ได้มีการจัดตั้งกองทุนสำหรับผู้มีปัญหาทางด้านสถานะแล้ว โดยสำหรับปัญหาของน้องนาแฮนั้นทางด้านภาคประชาสังคมหรือองค์กรช่วยเหลือของภาคเอกชน(NGO)ก็ได้เข้ามาในการศึกษาวิจัยปัญหาเด็กและเยาวชนข้ามชาติด้อยโอกาสกำลังจะเสนอการสนับสนุนทุนเพื่อซื้อหลักประกันสุขภาพตามมติคณะรัฐมนตรีให้แก่น้องนาแฮ แต่จากประเด็นปัญหาดังกล่าว แม้ว่าน้องนาแฮจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนแต่เนื่องจากการที่สิทธิในการได้รับสุขภาพที่ดีหรือกล่าวได้ว่าเป็นสิทธิในการเข้ารับรักษาพยาบาลนั้นนับเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานกล่าวคือสิทธิที่มนุษย์ทุกคนบนโลกมีความชอบธรรมที่จะได้รับตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[1]ในข้อ 25 กล่าวคือ ทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสำหรับสุขภาพและความอยู่ดีของตน และของครอบครัว รวมทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการดูแลรักษาทางการแพทย์ และบริการสังคมที่จำเป็น และมีสิทธิในหลักประกันยามว่างงาน เจ็บป่วย พิการ หม้าย วัยชรา หรือปราศจากการดำรงชีพอื่นในสภาวะแวดล้อมนอกเหนือการควบคุมของตน ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า การมีสุขภาพดีนั้นเป็นหลักสำคัญในชีวิตของมนุษย์กล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยขั้นพื้นฐานที่ทุกคนย่อมมี ประกอบกับการที่น้องน้องนาแฮนั้นมีอายุ 16 ปีซึ่งตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก[2]ที่ไทยนั้นเข้าร่วมเป็นภาคีนับว่าน้องนาแฮนั้นยังคงมีสถานะเป็นเด็กอยู่ ดังนั้นจึงย่อมนำอนุสัญญาฉบับดังกล่าวมาบังคับใช้ร่วมด้วยกล่าวคือ ข้อ 24 ในข้อ 1.กล่าวคือรัฐภาคียอมรับในสิทธิของเด็กที่จะได้รับมาตรฐานสาธารณสุขที่สูงที่สุดเท่าที่จะหาได้และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการบำบัดรักษาความเจ็บป่วยและการฟื้นฟูสุขภาพ รัฐภาคีจะพยายามดำเนินการที่จะประกันว่า ไม่มีเด็กคนใดถูกริดรอนสิทธิในการรับบริการดูแลสุขภาพเช่นว่านั้น ดังนี้จะเห็นได้ว่าการที่อนุสัญญาเด็กนั้นได้กำหนดให้เด็กทุกคนรวมทั้งน้องนาแฮจะต้องมีการได้รับบริการทางด้านสาธารณะสุขกล่าวคือการที่จะได้รับสุขภาพที่ดี
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะถือว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้างในด้านสิทธิมนุษยชนพอสมควรแต่ก็ยังมีความเข้าใจผิดในการเข้าถึงสิทธิต่างๆอันรวมถึงสิทธิในการเข้าถึงสุขภาพที่ดี ดังนั้นการเข้าถึงสิทธิดังกล่าวนั้นจะต้องได้รับความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงบุคคลทั่วไปที่จะต้องเข้าใจว่าสิทธิในด้านสุขภาพนั้นเป็นสิทธิสำหรับบุคคลทุกคนไม่มีการแบ่งแยกเนื่องด้วยสิทธิดังกล่าวนับเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานกล่าวคือเป็นสิทธิมนุษยชนนั่นเอง
29 เมษายน 2557
[1] "คำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน(Universal Declaration of Human Rights).” 2491.[ระบบออนไลน์].
แหล่งที่มาhttp://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/book.pdf (29 เมษายน 2557).
[2] "อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กConvention on the Rights of the Child" .[ระบบออนไลน์].
แหล่งที่มา http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/crct.pdf (29 เมษายน 2557).