สำหรับคำว่าสิทธิในชีวิตนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นสิทธิที่คนทุกคนจะต้องมี และกล่าวได้ว่าเป็นสิทธิที่เราทุกคนนั้นมีตั้งแต่กำเนิดขึ้นมาบนโลก เพราะเรียกได้ว่าสิทธิในชีวิตนั้นก็คือสิทธิขั้นพื้นฐานหรือสิทธิมนุษยชนนั่นเอง ทั้งนี้แม้ว่าจะกล่าวว่ามนุษย์ทุกคนจะได้รับการคุ้มครองด้วยสิทธิมนุษยชนแล้ว แต่จากปัจจุบันยังคงเป็นที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าในสังคมนั้นการคุ้มครองทางด้านสิทธิมนุษยชนยังคงเป็นไปในลักษณะที่ยังไม่เป็นไปในทางรูปธรรมมากนัก จึงทำให้ในปัจจุบันแม้ว่าจะมีการกระตุ้นเตือนให้ทุกคนตระหนักถึงหลักสิทธิมนุษยชนกันอย่างกว้างขวางมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งองค์กรต่างๆทั้งภาครัฐหรือภาคเอกชนหรือแม้แต่การเผยแพร่ทางสื่อมวลชนอาทิเช่นการโฆษณาต่างๆแต่การละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นก็ยังคงพบเห็นกันอยู่มาก
โดยจากประเด็นศึกษาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยที่จะเสนอในงานเขียนนี้ข้าพเจ้าจะขอเสนอประเด็นของนายอาป่า ทั้งนี้ประวัติคร่าวๆของนายอาป่ามีดังต่อไปนี้ นายอาป่าเกิดในประเทศไทย ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โดยบิดาและมารดาของนายอาป่าเป็นชาวอาข่าโดยทั้ง 2 คนนั้นนับเป็นบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติที่อพยพมาจากประเทศเมียนม่าร์ ในปีพ.ศ. 2542 นายอาป่าและบิดามารดาของเขาได้รับการสำรวจและจัดทำ ทะเบียนประวัติชุมชนบนพื้นที่สูงตามแผนแม่บทฯ ฉบับที่ 2 ทั้งนี้มติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่พ.ศ. 2543 ครอบครัวของนายอาป่ารวมทั้งนายอาป่าเองได้รับสิทธิอาศัยชั่วคราวตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง ทำให้ได้รับการบันทึกในทร. 13 ในสถานะ คนมีสิทธิอาศัยชั่วคราว ทั้งนี้จึงเห็นว่าณ จุดนี้นายอาป่าและครอบครัวจึงนับเป็นบุคคลซึ่งมีรัฐแล้ว รวมทั้งบุคคลทั้งหมดนั้นยังมีเลขประจำตัวประชาชนไทย 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 6 จากที่กล่าวมานี้จะเห็นว่าในกรณีของนายอาป่าเมื่อเขาเป็นบุคคลซึ้งเกิดในประเทศไทยตามหลักการได้สัญชาติตามหลักดินแดนแล้วนายอาป่าจึงเป็นบุคคลผู้มีสิทธิได้สัญชาติไทยโดยสามารถร้องขอได้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามมติคณะรัฐมนตรีพ.ศ. 2553 แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นกล่าวคือนายอาป่าไม่สามารถที่จะยื่นร้องขอสิทธิในสัญชาติไทยได้เนื่องด้วยเขายังไม่ประสบผลสำเร็จในการร้องขอทำหนังสือรับรองการเกิดต่ออำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายได้ ดังนั้นเมื่อไม่สามารถจะหาเอกสารในการพิสูจน์การเกิดในประเทศไทยได้ สัญชาติไทยที่นายอาป่าจะต้องได้รับอย่างชอบธรรมนั้นก็สามารถจะมีได้ นายอาป่าจึงยังกลายเป็นบุคคลผู้ไร้สัญชาติอยู่นั่นเอง
และเนื่องด้วยความเป็นบุคคลผู้ไร้สัญชาติของนายอาป่านั่นเองส่งผลให้นายอาป่านั้นประสบปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนในประการต่างๆ ทั้งนี้ข้าพเจ้าจะขอยกตัวอย่างประเด็นปัญหาที่สำคัญอันสืบเนื่องไปในกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน กล่าวคือ นายอาป่านั้นได้ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันบนถนน อันส่งผลให้นายอาป่านั้นได้รับบาดเจ็บอันส่งผลให้สภาพร่างกายในส่วนขาของนายอาป่านั้นไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่อาจจะรู้ได้ว่าขาของนายอาป่านั้นจะกลับมามีสมรรถภาพเช่นคนปกติได้อีกหรือไม่ ทั้งนี้นายอาป่ายังถูกฟ้องต่อศาลในความผิดข้อหาขับรถโดยประมาทต่อศาลยุติธรรม จากประเด็นปัญหาในข้างต้นนั้นนายอาป่าได้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประการกล่าวคือ ในประเด็นเรื่องสิทธิในการรักษาพยาบาล ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนั้นจากวานเขียนในครั้งก่อนนั้นข้าพเจ้าได้ทำการพิจารณาไปแล้ว ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอพิจารณาประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนอีกประเด็นหนึ่งกล่าวคือประเด็นสิทธิในกระบวนยุติธรรม เนื่องด้วยนายอาป่าเป็นบุคคลผู้มีปัญหาทางสถานะ กล่าวคือเป็นบุคคลผู้ประสบปัญหาความไร้สัญชาติอันหมายความว่าเป็นบุคคลผู้มีการรับรองทั้งรัฐเจ้าของทะเบียนราษฎรแต่ไร้การรับรองของรัฐเจ้าของสัญชาติในที่นี้คือสัญชาติไทยนั่นเอง เนื่องด้วยปัญหาดังกล่าวนี้เอง นายอาป่าจึงกลายเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะที่ตกเป็นเบี้ยล่างอย่างเห็นได้ชัด เพราะเนื่องจากคู่กรณีอีกฝ่ายนั้นทำการต่อสู้คดีโดยการหาช่องว่างในเรื่องอื่นๆอันมิใช่ประเด็นสำคัญในคดีกล่าวคือการยกเรื่องความไร้สัญชาติของนายอาป่าขึ้นมาต่อสู้ โดยข้าพเจ้าเห็นว่าการยกเรื่องดังกล่าวนี้ประกอบกับฐานะของนายอาป่าที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางรัฐมากนักจากการเป็นบุคคลผู้มีปัญหาสถานะ ย่อมส่งผลให้นายอาป่านั้นไม่ได้รับความช่วยเหลือในการสู้คดีจากทางรัฐเช่นกัน โดยหลักสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายในการสู้คดีของนายอาป่า โดยหากไร้ซึ่งการช่วยเหลือจากทางรัฐในเรื่องดังกล่าวแล้วการที่จะชนะคดีนั้นย่อมเป็นไปได้ยากมาก
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าประเด็นปัญหาทางด้านการเข้าถึงกระบวนยุติธรรมของนายอาป่าเป็นไปในลักษณะที่ไม่ยุติธรรมเป็นอย่างมากเพราะแม้ว่านายอาป่าจะไม่มีกำลังทรัพย์ในการเข้าต่อสู้คดีแต่เนื่องจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[1]ข้อ10.กล่าวคือ ทุกคนมีสิทธิโดยเสมอภาคที่จะได้รับการพิจารณาโดยเป็นธรรมและเปิดเผยโดยศาลที่เป็นอิสระและไร้อคติ จากข้อบัญญัตินั้นเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า ในประเด็นความเป็นธรรมในสิทธิทางศาลนั้นเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างมากเพราะอาจทำให้บุคคลคนหนึ่งซึ่งในที่นี้คือนายอาป่ากลายเป็นจำเลยโดยที่ไม่ได้ตกเป็นผู้มีความผิดแต่เป็นเพราะไม่ได้รับการช่วยเหลือในการต่อสู้คดีจากรัฐซึ่งมองว่าเมื่อไม่ได้เป็นบุคคลผู้มีสัญชาติเดียวกัน การช่วยเหลือนั้นก็ย่อมมีให้น้อยลงไปด้วย ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิอย่างมาก
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแม้ไทยจะรับเอาปฏิญญาสากลมาบังคับใช้แล้วนั้นแต่เนื่องจากผู้ที่รับผิดชอบในการใช้นั้นไม่เข้าใจเนื้อหาในปฏิญญาอย่างแท้จริงอันส่งผลให้มีการใช้อย่างผิดๆหรือบางครั้งก็ไม่ได้มีการหยิบยกมาใช้เลยด้วยซ้ำทั้งนี้บุคคลส่วนใหญ่มักเห็นว่าเมื่อมีกฎหมายไทยแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องนำปฏิญญามาบังคับใช้อีกซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเป็นอย่างมาก เพราะข้าพเจ้าเห็นว่าการที่มีการบังคับใช้ที่ผิดๆโดยไม่มองถึงหลักมนุษยชนอาจทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่เฉพาะแค่นายอาป่าอาจเปลี่ยนไปในแนวทางที่เลวร้ายลงได้
4 พฤษภาคม 2557
[1] คำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน(Universal Declaration of Human Rights).” 2491.[ระบบออนไลน์].
แหล่งที่มาhttp://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/book.pdf (4 พฤษภาคม 2557).