ทุกวันนี้คนเราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้แทบจะทุกประเทศ โดยปฏิบัติตามกฎหมายการเข้าเมืองของแต่ละประเทศนั้นๆที่เราจะเดินทางเข้าไป เราก็จะถูกจัดเป็นคนเข้าเมืองที่ถูกกฎหมาย และได้รับสิทธิการดูแลต่างๆจากรัฐของประเทศที่เราเข้า แต่อย่างไรก็ตามถึงจะมีกฎหมายวางหลักไว้แต่เราไม่ปฏิบัติตาม ก็จะถูกจัดเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ก็จะมีกฎหมายจัดการกับคนเหล่านี้อีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อมีการเดินทางข้ามประเทศได้ ย่อมมีปัญหาต่างๆของคนต่างชาติเกิดขึ้นในประเทศที่ตนเดินทางเข้าไปอยู่อาศัย เพื่อท่องเที่ยว ศึกษา ทำงาน หรือลี้ภัยต่างๆก็ตามที

            ในปัจจุบันประเทศไทยก็ประสบปัญหากับการจัดการกับชาวโรฮิงยา ที่อพยพมาจากประเทศเมียนมาร์ เนื่องจากหนีภัยความตายจากรัฐบาลเมียนม่า ที่ละเมิดสิทธิของชาวโรฮิงยาต่างๆ เช่น ไม่ให้สัญชาติ จะออกนโยบายคุมกำเนิดชาวโรฮิงยาอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีการหลอกเก็บเอกสารชาวบ้านในรัฐยะใข่ ทำให้ชาวบ้านเหล่านั้นไม่มีเอกสารแสดงตน เนื่องจากมีปัญหาความขัดแย้งทางศาสนา และชาติพันธุ์ ระหว่างรัฐบาลเมียนม่าและรัฐยะใข่ ชาวโรฮิงยาจึงอพยพเข้ามาเมืองไทยโดยการล่องเรือมาลงที่ระนอง และประเทศไทยจะเรียกผู้อพยพเหล่านี้ว่า ผู้หนีภัยความตาย ไม่ใช่ผู้ลี้ภัย เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย

            จากปัญหาต่างๆที่ชาวโรฮิงยาถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐบาลเมียนม่า เมื่อมาพิจารณาปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หรือ UDHR[1] จะพบว่าชาวโรฮิงยาถูกละเมิดวิทธิต่างๆเหล่านี้

ข้อ 13. (1) ทุกคนมีเสรีภาพในการเดินทางและย้ายที่อยู่ภายในเขตของแต่ละรัฐ

            (2)ทุกคนมีสิทธิที่จะออกจากประเทศใดๆรวมทั้งประเทศตนและกลับยังประเทศของตน

            ในข้อนี้คือ ชาวโรฮิงยาในประเทศเมียนมาร์ถูกปฏิบัติจากรัฐบาลเมียนม่าประหนึ่งว่าพวกเขาไม่ใช่คนในประเทศนั้น พวกเขาถูกทำร้าย ถูกแย่งชิงทรัพย์สิน และถูกขับไล่ออกจากประเทศ[2] จนต้องอพยพหนีจากประเทศเมียนมาร์เข้าสูประเทศต่างๆใกล้เคียง และหนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทย และถ้าหากเขาถูกผลักดันกลับประเทศเมียนม่าก็จะถูกทำร้ายเหมือนเดิม

ข้อ 15. (1)บุคคลมีสิทธิในสัญชาติหนึ่ง

            (2)บุคคลใดจะถูกถอนสัญชาติของตนตามอำเภอใจ หรือถูกปฏิเสธสิทธิที่จะเปลี่ยนสัญชาติไม่ได้

            ในข้อนี้สังเกตจากที่กล่าวไว้เบื้องต้นว่าชาวโรฮิงยาถูกทำให้ไร้สัญชาติและไร้เอกสารในการใช้การแสดงตน โดยรัฐบาลเมียนมาร์อย่างไร้เหตุผล เป็นการที่ชาวโรฮิงยาถูกละเมิดสิทธิข้อนี้โดยชัดเจน

ข้อ 16. (1)บรรดาชายและหญิงที่มีอายุครบบริบูรณ์แล้ว มีสิทธิที่จะสมรสและสร้างครอบครัวโดยปราศจากการจำกัดใด อันเนื่องจากเชื้อชาติ สัญชาติหรือศาสนา ต่างย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกันในการสมรส ระหว่างการสมรส และในการขาดจากการสมรส

            (3)ครอบครัวเป็นหน่วยธรรมชาติและพื้นฐานของสังคม และย่อมมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากสังคมและรัฐ

             ในข้อนี้คือ กรณีที่รัฐบาลเมียนมาร์จะออกนโยบายคุมกำเนิดชาวโรฮิงยา ซึงเป็นการเลือกปฏิบัติเพราะนโยบายนี้บังคับใช้กับชาวโรฮิงยาเท่านั้น เป็นการขัดกับปฏิญญาสากลข้อที่ 16 (1) อย่างชัดเจนเพราะบรรดาชายและหญิงที่อายุครบบริบูรณ์มีสิทธิในการที่จะกิ่สร้างครอบครัวโดยปราศจากการจำกัดใดๆ เนื่องจากเชื้อชาติ สัญชาติหรือศาสนา และครอบครัวเป็นหน่อยพื้นฐานของสังคม ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากสังคมและรัฐตามข้อที่ 16 (3) แต่รัฐกลับเลือกปฏิบัติ เช่นนี้เป็นธรรมแล้วหรือ

              นอกจากปัญหาชาวโรฮิงยาแล้ว ก็ยังมีปัญหาของเด็กไทยที่ไปศึกษาเล่าเรียนที่ต่างประเทศ มีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจกรณีหนึ่ง คือ ผู้ปกครองของเด็กบางคนที่ต้องการส่งบุตรไปเรียนที่ประเทศอินเดีย[3] เนื่องจากมีความเห็นที่ฟังต่อๆกันมาว่าที่ประเทศอินเดียมีการจัดการเรียนการสอนและดูแลนักเรียนอย่างเคร่งครัด ผู้ปกครองหวังว่าโรงเรียนที่อินเดียจะช่วยจัดการกับบุตรของตนที่มีพฤติกรรมทางบ้านเอาไม่อยู่ แต่เมื่อส่งบุตรไปผ่านทางเอเย่นต์ เด็กบางรายถูกเอเย่นต์ทิ้งคว้าง หรือบางโรงเรียนลงโทษเด็กโดยการตบหน้า ซึ่งการลงโทษเด็กนักเรียนโดยการทำร้ายร่างกายในประเทศไทยจัดว่าเป็นการใช้ความรุนแรงอย่างหนึ่งที่สังคมไทยรับไม่ได้ พฤติกรรมเหล่าจัดว่าเป็นการละเมิดสิทธิเด็กหรือไม่ คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นในหัวของข้าพเจ้า และเมื่อพิจารณาอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก จะพบว่าเด็กตามอนุสัญญาฉบับนี้คือเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ตามบทความใช้คำว่านักเรียนแสดงว่าเป็นเด็กที่ยังอยู่ในช่วงอายุ 10-18 ปี จึงยังเป็นเด็กตามอนุสัญญานี้ได้ และประเทศอินเดียก็เข้าเป็นสมาชิกภาคีของอนุสัญญาสิทธิเด็กแล้ว[4] รัฐบาลอินเดียจึงมีหน้าที่ในการจัดการกับปัญหาดังกล่าวตามที่อนุสัญญาฉบับนี้บัญญัติ

              ข้อสัญญาในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก[5]ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงนี้ มีดังต่อไปนี้คือ

ข้อ 32

1.รัฐภาคียอมรับสิทธิของเด็กที่จะได้รับการคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และจากการทำงานใดที่น่าจะเป็นการเสี่ยงอันตราย หรือที่ขัดขวางการศึกษาของเด็ก หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือการพัฒนาทางร่างกาย สมอง จิตใจ ศีลธรรมและสังคมของเด็ก

             ตามข้อนี้ คือกรณีที่เด็กถูกเอเย่นต์บางรายที่พาไปอินเดีย ทิ้งขว้างหลังจากที่ได้รับเงินแล้ว ทำให้เด็กตกอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงอันตราย และเป็นการขัดขวางการศึกษาของเด็ก เนื่องจากเจตนารมณ์ของผู้ปกครองคือต้องการส่งบุตรให้มาเรียนหนังสือย่อมต้องหวังว่าเอเย่นต์ที่ตนทำสัญญาด้วยจะพาบุตรของตนเข้ารับการศึกษากับโรงเรียนที่อินเดียอย่างปลอดภัย

ข้อ 36  รัฐภาคีจะคุ้มครองเด็กจากการถูกแสวงประโยชน์ในทุกรูปแบบอื่นทั้งหมดที่เป็นผลร้ายต่อสวัสดิภาพของเด็กไม่ว่าในด้านใด

             ตามข้อนี้ คือผู้ปกครองต้องการส่งบุตรมาเรียนที่อินเดีย ถูกพวกเอเย่นต์บางรายหลอก แสวงประโยชน์จากผู้ปกครองเหล่านี้ แต่สุดท้ายผลกลับตกอยู่ที่เด็กๆที่โชคร้ายบางคน ต้องถูกทิ้งคว้างโดยเอเย่นต์เหล่านี้

ข้อ 37 รัฐภาคีประกันว่า

ก)จะไม่มีเด็กคนใดได้รับการทรมาน หรือถูกปฏิบัติ หรือลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือต่ำช้าจะไม่มีการลงโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตที่ไม่มีโอกาสจะได้รับการปล่อยตัวสำหรับความผิดที่กระทำโดยบุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี

             ในข้อนี้มีความหมายที่ค่อนข้างกว้าง ซึ่งพิจารณาจากรณีที่เด็กถูกลงโทษโดยการตบหน้า จะจัดว่าเป็นการลงโทษที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรมหรือไม่นั้น ข้าพเจ้ามองว่าการลงโทษเช่นนี้ยังไม่ถึงขั้นไร้มนุษยธรรม แต่เป็นเพียงการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาที่เกินสมควร การลงโทษที่ไม่ใช้กำลังมีได้หลายวิธี เช่นการกักบริเวณ ที่เพิ่มการบ้าน เป็นต้น

             ปัญหาการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่เมื่ออยู่ในรัฐที่ไม่ใช่รัฐของตัวเองยังมีอีกมากมายที่รอการจัดการ ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าทุกคนบนโลกนี้ลดความเห็นแก่ตัว และมองและปฏิบัติต่อทุกคนเท่ากัน ไม่แบ่งแยกที่เงื่อนไขอย่างเชื้อชาติ ศาสนา ได้ ก็น่าจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคมโลกนี้ให้น้อยลง แต่อย่างที่เราเข้าใจกันว่ามันเป็นไปได้ยาก แต่การแก้ปัญหาที่เริ่มต้นที่ตนเอง เป็นวิธีการที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าดีที่สุดแล้ว

                                                                                                                          เขียนวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557


[1] ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/ud... . (วันที่ค้นข้อมูล : 15 พฤษภาคม 2557).

[2] โรฮิงยา ชีวิตภายใต้อำนาจ จากชายแดนพม่าถึงไทย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :http://prachatai.com/journal/2013/08/48462.(วันที่... : 15 พฤษภาคม 2557).

[3] ส่งขาโจ๋ไปเรียนต่ออินเดีย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thaiemb.org.in/th/news/report_detail.ph... : 15 พฤษภาคม 2557).

[4] อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.unicef.org/thailand/tha/overview_5954.h... : 15 พฤษภาคม 2557).

[5] อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/cr... : 15 พฤษภาคม 2557).