ในตอนท้ายของการบรรยายของผม ก็จะเป็นการตอบคำถามครับ.. ผมชอบใช้แบบอ่านจากกระดาษที่เขียนถามมา เพื่อลดการเผชิญหน้า แล้วเกิดการโต้ตอบกันจนยาวไปเรื่อย ๆ ครับ.. ซึ่งแทบทุกเวทีก็จะมีคำถามที่ซ้ำ ๆ กันอยู่เสมอครับ เป็นต้นว่า นรก-สวรรค์ มีจริงหรือไม่ เป็นแบบใด ฯลฯ เหล่านี้ เป็นต้นครับ
ผมมักจะตอบว่า นรก-สวรรค์ อาจแตกต่างกันไปบ้าง ในรูปธรรม ตามคติ และบริบทของตน แต่ในทางนามธรรม จะมีอาการที่คล้ายคลึงกันคือ.. ถ้าเราเจ็บปวด ทุกข์ทรมานกับร่างกาย ก็อาจจะเรียกว่า ภาวะนรก, ถ้าเราหิวโหย ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ อยู่ตลอดเวลา ก็อาจจะเรียกว่า ภาวะเปรต, ถ้าเราโกรธ เกลียด แค้น มุ่งร้ายอยู่ทุกขณะจิต ก็อาจจะเรียกว่า ภาวะอสุรกาย, และถ้าเราหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจอะไร หวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา ก็อาจจะเรียกว่า ภาวะเดรัจฉาน เป็นต้น.. ซึ่งสวรรค์ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน แต่เป็นไปในทางด้านบวกน่ะครับ
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีภาวะที่นอกเหนือไปจากนี้อีก ที่เราอาจจะเรียกว่า พรหม, อรูปพรหม, นิพพาน ครับ
รายละเอียดเหล่านี้ ขอให้ปฏิบัติสมาธิไปเรื่อย ๆ .. และอย่าตั้งความปรารถนาที่จะรู้ จะเห็นนะครับ มันจะเป็นการเตรียมปรุงแต่งจากการสั่งสม เรียนรู้มาก่อน (สัญญาเก่า) ฯลฯ จนกลายเป็นฟุ้งซ่านไป กลายไปมิจฉาสมาธิไปนะครับ
ดังนั้น ก่อนเริ่มการปฏิบัติสมาธิ ควรตั้งใจไว้ว่า จะปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา รู้แจ้งเห็นจริง (ในพระไตรลักษณ์ อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา) นะครับ ..
แล้วจะก้าวหน้าหรือไม่ จะไปได้ถึงระดับไหนแล้ว อย่าไปสนใจมากนะครับ เรื่องการรู้เห็นเหล่านี้ จะค่อย ๆ รู้แจ้งเองนะครับ และใช้เวลาครับ
...
ชยพร แอคะรัจน์
...
ชอบคำตอบที่อธิบายเชิงเปรียบเทียบค่ะ
รู้แจ้งในความไม่รู้..รู้แจงในความรู้...มีเป็นอยู่อย่างนั้น..เป็นอยู่อย่างนั้น..พอไหว..พอดี..พอได้..ใช่ไหมเอ่ย..ขอบพระคุณค่ะ..ทีให้ความรู้ในด้านสมาธิ.....
เยี่ยมเลยค่ะอาจารย์ที่ใช้วิธีเขียน