4. ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผมจะบริหารเรื่องรถติดอันเกิดมาจากรถคันแรกนี้อย่างไร

     อย่างที่กล่าวมาแล้วว่านโยบายรถคันแรกนี้ มีแต่นโยบาย แต่ขาดเป้าหมายที่ชัดเจน ผลที่เกิดขึ้นกับชาวกรุงเทพฯทั้งหลายก็คือ รถติดกันมากขึ้น นานขึ้น ก่อนที่ผมจะเขียนบันทึกนี้ผมได้คุยกับรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อว่าร้อนเรื่องรถคันแรกน่าจะมีปัญหาในอนาคต เพราะว่าคนเราถ้าไม่มีงบประมาณในการผ่อนรถ (ในกรณีที่ต้องกู้ไฟแนนซ์) ตอนนั้นยังนึกไม่ออกว่านี่เป็นโครงการประชานิยม สุดท้ายก็ต้องถูกยึดรถ ร้อนบอกว่าไม่น่าเป็นไปได้ เพราะถึงตอนนั้นประชาชนเหล่านั้นต้องเสียภาษีในรัฐบาลเป็นจำนวนถึง 1 แสนบาท ในตอนนั้นผมปรารภกับร้อนว่าทำไมน้ำมันบ้านเราถึงแพง น่าจะลดราคาน้ำมันลงมา เพื่อให้ประชาชนทั่วไป รวมทั้งผมด้วยจะได้มีน้ำมันไปในที่ต่างๆ แต่ร้อนกลับบอกว่าน้ำมันต้องให้แพงเข้าไว้ จะได้เอาเรื่องนี้ไปทำการขนส่งมวลชน ในตอนนี้สมมติว่าผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะบริหารเรื่องรถติดอย่างไร ผมมีแนวทาง ดังนี้

     1.ประเด็นที่ผมอยากจะเตือนก็คือว่า อย่าคิดว่านรกคือคนอื่น (ได้แนวคิดนี้มาจากการอ่านเรื่องคำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ) กล่าวคือ รถคันอื่นๆเป็นนรกไปหมด แต่คันของเราเป็นเทวดา เรามีสิทธิใช้ถนนแต่เพียงผู้เดียว หรือกลุ่มเดียวที่เป็นพวกของเรา นั่นหมายความว่าทั้งรถของคนจน หรือผู้ที่อยากมีรถเป็นคันแรก กับคนรวยที่มีรถเป็นคันที่ 4,5,6, ฯลฯ มีโอกาสที่จะติดในถนนเหมือนกัน หากมองเรื่องนี้ในแง่ชนชั้นแล้ว เราทุกคนล้วนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน

     2. ปัญหารถติดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม และวัฒนธรรม ดังนั้นจึงไม่อาจแก้ไขด้วยเทคโนโลยี เพราะการแก้ไขด้วยเทคโนโลยี ไม่กระทบต่อโครงสร้างที่กล่าวมาแล้ว (แนวคิดนี้ปรับมาจากแนวคิดของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์) การที่จะแก้ไขรถติด จำเป็นต้องทำให้ผู้อำนาจ (หรือพวกคนรวย หรือชนชั้นกลางระดับกลาง-สูง) จำเป็นต้องรู้สึกถึงความเท่าเทียม ที่ผมกล่าวไว้ตั้งแต่ข้อที่ 1 นั่นแปลว่าเราต้องกำจัดรถคันแรก หรือรถของคนรวยออกให้ได้

     3. มาตรการอันดับแรกก็คือพัฒนาระบบขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นทางราง หรือทางถนนให้ดี ทันสมัย และรักษาสิ่งแวดล้อม การพัฒนาระบบขนส่ง อาจได้มาจากค่าน้ำมันที่แพงขึ้น หรือค่าปรับในการจอดรถ หากทำผิดกติกา ฯลฯ (น้ำมันที่แพงขึ้นจะได้มาต่อขนส่งทางราง)

     4. มาตรการต่อมาก็คือ ทำให้การจอดรถมีความแพงมากขึ้น เช่นห้ามจอดรถส่วนตัวทุกคน ตั้งแต่ 6 โมงเช้า-1 ทุ่ม เริ่มแรกอาจเป็นทางหลักก่อน แล้วค่อยขยายไปจนทั่วไปเมืองในเวลาราชการ พอในวันเสาร์-อาทิตย์ให้จอดได้ตามวันคู่หรือคี่

     5. พัฒนาทางเท้าและทางจักรยานให้ทั่วเมือง การพัฒนาทางเท้าและทางจักรยานนั้นจะนำมาซึ่งสภาวะแวดล้อมที่ดี น่าอยู่ น่าอาศัย ผู้ที่เดินหรือใช้จักรยานก็ต่างมีสุขภาพที่แข็งแรง

     6. เมื่อพัฒนาทางเท้าและทางจักรยานแล้ว คนที่อยู่ในสังคมแบบนี้จะมีโอกาสปฏิสัมพันธ์เป็นสังคมมากขึ้น ไมใช่หดตัวอยู่ในโลกแคบๆ เอาแต่กดโทรศัพท์ หรือคุยโดยใช้โทรศัพท์ ทั้งที่อยู่ด้วยกัน (อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับจิตนิยม หรือสังคมแบบพอเพัียงนะครับ หากใครจะตีความไปทางนั้นก็อาจใช่ แต่ส่วนตัวของผมก็คือ สังคม คือ การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับวัตถุ และคนกันสิ่งที่เหนือธรรมชาติครับ)

     ถึงแม้ว่านโยบายของยิ่งลักษณ์ คิดโดยทักษิณจะมีปัญหา แต่เราในฐานะประชาชน มีสิทธิเสรีภาพที่จะทำให้นโยบายต่างๆเหล่านั้น มีเป้าหมาย หรือจุดหมายที่ชัดเจนมากขึ้น

     ประเด็นปัญหาสุดท้ายก็คือ แล้วเมื่อไหร่ผมจะได้เป็นรัฐมนตรีหละนี่ 555+